bg-single

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (8) แฟชั่นสวมหมวก

12.06.2025

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ

: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (8)

แฟชั่นสวมหมวก

กระแสแฟชั่นการสวมหมวกแพร่หลายในโลกตะวันตกมาตั้งแต่ในช่วง 1940 แล้ว ต่อมาเริ่มแพร่หลายเข้าสู่ไทย ถึงขนาดในพระนครช่วงกลางปี 2484 มีการจัดเวทีประกวดการสวมหมวกของหญิงกันเลยทีเดียว และปรากฏหลักฐานถึงการนำเสนอ “สมัยสวมหมวก” บนหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพวารศัพท์ในช่วงปลายปี 2484 อีกด้วย แต่คาดว่า ความนิยมหมวกของหญิงขณะนั้นยังไม่แพร่หลายอย่างกว้างขวางนัก

ต่อมา เมื่อจอมพล ป.บัญชาให้รายการวิทยุ “นายมั่น-นายคง” ชักชวนให้ชายไทยสวมหมวก ภายหลังที่เขาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนให้ชายนุ่งกางเกงขายาวแทนกางเกงแพร และชักชวนให้หญิงนุ่งกระโปรงฝรั่งและผ้าซิ่นแทนโจงกระเบน

สังข์ พัธโนทัย หรือ “นายมั่น” เล่าประสบการณ์ ถึงเรื่องการชักชวนให้ประชาชนสวมหมวกว่า ในคืนวันหนึ่งขณะกำลังโฆษณาชักชวนให้ผู้ชายสวมหมวกไปทำงานอยู่นั้น จู่ๆ คงศักดิ์ คำศิริ หรือ “นายคง” เกิดสนทนาออกนอกบทว่า “ก็เมื่อผู้ชายสวมหมวกไปทำงานแล้ว ผู้หญิงเล่าจะต้องสวมด้วยหรือไม่” นายมั่นตกใจมากเมื่อได้ฟังมิตรร่วมงานกล่าวชี้นำเช่นนี้ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร ด้วยไม่มีอำนาจที่จะตอบ ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องหารือผู้หลักผู้ใหญ่เสียก่อน แต่เมื่อเขาต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างนั้น เขาจำเป็นต้องตัดสินใจในวินาทีเดียวกันทันที เขาจึงตอบนายคงไปอย่างอ้อมแอ้มว่า “ก็ควรจะสวมด้วยเหมือนกัน”

แต่เมื่อนายมั่นนายคงพูดหลุดออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงไปอย่างนั้น จึงเกิดข่าวลือขึ้นทั่วประเทศว่า ทางการประสงค์ให้ผู้หญิงสวมหมวก หนังสือพิมพ์จึงลงข่าวพาดหัวตัวโต เขียนบทความโจมตีนายมั่นนายคงทำนองตีวัวกระทบคราดไปถึงท่านผู้นำประเทศด้วย

แฟชั่นสวมหมวกในนิตสารโวคและแฟชั่นสวมหมวกบนปกนิตยสารสุภาพสตรี

หลังจากจบการสนทนาในคืนนั้นแล้ว นายมั่น-นายคงและพระราชธรรมนิเทศ ผู้เป็นหัวหน้างานต่างรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องที่นายมั่นนายคงเผลอพลังปากชี้นำออกไป ด้วยเกรงว่า จอมพล ป.อาจจะไม่พอใจ แต่บังเอิญไปตรงกับความคิดของจอมพล ป.เข้า เมื่อพวกเขาเลิกพูดถึงการสวมหมวกของผู้หญิงได้ไม่กี่วัน จอมพลมีจดหมายซองเหลืองแนะนำให้รายการวิทยุของเขาชักชวนผู้หญิงสวมสวมหมวกต่อไป จากนั้น นายมั่น-นายคงจึงเร่งโฆษณาชวนให้สวมหมวกต่อ (สังข์, 2499, 272-273)

ทั้งนี้ กลยุทธ์แรกของรายการนายมั่น-นายคงที่พยายามชักชวนให้ผู้หญิงเห็นถึงความสวยงามของการสวมหมวก โดยให้พระราชธรรมนิเทศ (เพียร ราชธรรมนิเทศ, 2434-2508) เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษเรียนมาทางวิชาครูเป็นตัวออกโรงนำเสนอแฟชั่นการสวมหมวกเดินตามท้องถนนของผู้หญิงอังกฤษออกทางวิทยุกระจายเสียง ผลตอบสนองของการรณรงค์ชุดแรก ปรากฏว่า มีเพียงแค่กลุ่มสตรีชั้นสูงที่มีรถยนต์นั่งเท่านั้นที่เริ่มสวมหมวกออกนอกบ้านและไปงานสังคมต่างๆ อย่างประปราย

จากนั้นแผนขั้นที่สอง ทั้งคู่ร่วมกันนัดหมายให้สตรีสวมหมวกออกจากบ้านพร้อมกันให้เกิดความอุ่นใจที่สวมหมวกร่วมกัน ในช่วงแรกๆ มี “พวกเคาบอย” โห่ร้องล้อเลียนกลุ่มสตรี ต่อมาทางกรมโฆษณาการกระจายเสียงปรามพฤติกรรมและเรียกร้องให้สุภาพชนชายไทยให้เกียรติ “ดอกไม้ชองชาติ” พฤติกรรม “ปากเปราะ” ก็ลดน้อยลงไป

พร้อมกับการออกเพลง “สวมหมวก” ที่มัณฑนา โมรากุล ซึ่งเป็นผู้ขับร้องเพลงนี้ แห่งวงดนตรีกรมโฆษณาการบรรเลงออกวิทยุกระจายเสียง วันละหลายรอบ จนคนไทยในยุคนั้นร้องเพลงนี้กันได้ทั่วทั้งเมือง คำร้องมีว่า “เชิญสิคะ เชิญร่วมสวมหมวก แสนสะดวกสบายด้วย ทั้งสวยหรู ปรุงใบหน้าให้อร่ามงามน่าดู จักเชิดชูอนามัยให้มั่นคง…”

พอถึงวันนัดหมาย ปรากฏว่า หญิงไทยสวมหมวกออกมานอกบ้านหลายรายด้วยกัน แต่ก็ยังอยู่ในกิริยาค่อนข้างเคอะเขิน แถมยังถูกพวกวัยรุ่นที่ครั้งนั้นเรียกกันว่า “เคาบอย” ก่อกวนออกมาโห่ร้องหญิงสาวสวมหมวกที่เดินผ่าน นายมั่นนายคงต้องออกวิทยุปรามพวกเคาบอย อย่าล่วงเกินแก่ผู้หญิงที่เป็นสตรีของชาติ หลังจากห้ามปรามพวกเคาบอยไปสองสามครั้ง การโห่ฮาป่าการสวมหมวกจึงรามือไป (สังข์, 274-277)

จากนั้นไม่นาน หญิงไทยก็เริ่มสวมหมวกกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังปรากฏความบกพร่องในการจัดระเบียบของรัฐบาลก็ยังคงมีอยู่ เช่น ฝ่ายปกครองใช้อำนาจเกินเหตุในการบีบบังคับประชาชนที่ไม่สวมหมวกออกนอกบ้าน จนในที่สุด ประชาชนก็ยินยอมปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ในช่วงเวลานั้น กรมประชาสงเคราะห์ ชักชวนให้คนไทยสวมหมวกถึงประโยชน์ของหมวกที่เสริมการแต่งกายให้ดูดีว่า หมวกเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่มีความจำเป็นไม่น้อยกว่าเสื้อผ้า ในนานาอารยประเทศการสวมหมวกมีความสำคัญจนถือเป็นประเพณีของสังคม

โดยให้เหตุผลชักจูงว่า สำหรับไทยแล้ว เมื่อคำนึงถึงดินฟ้าอากาศ การสวมหมวกน่าจะมีความจำเป็น แต่คนไทยส่วนมากมองข้ามความจำเป็นในการสวมหมวก กล่าวคือ สวมบ้าง ไม่สวมบ้าง โดยเฉพาะสุภาพสตรี นอกจากชาวชนบทที่ทำงานกลางแจ้งแล้ว กล่าวได้ว่า คนไทยทั่วไปไม่ได้สวมกันเลย ต้องทนกรำแดด กรำฝนโดยไม่จำเป็น และยิ่งกว่านั้นยังเป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจการงานด้วย

ทั้งนี้ น่าจะเนื่องมาจากประชากรไทยยังมิได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ในการสวมหมวกก็ได้

ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม สวมหมวกช่วงปี 2486 และรายการวิทยุนายมั่น-นายคง ชักชวนให้หญิงไทยสวมหมวก

การสวมหมวกนั้น นอกจากเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมอันสูงของชาติ ซึ่งมีมาแต่โบราณกาลแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ในทางสุขภาพอนามัยอีกหลายประการ เช่น

1. ป้องกันมิให้ใบหน้าถูกแสงแดดกล้านานๆ อันเป็นเหตุให้หน้าดำเกรียม เศร้า หมอง ไม่สดใส แลดูแก่เร็วจนเกินวัย

2. ป้องกันมิให้ผมถูกแดดอยู่นานๆ ทำให้ผมแดงแห้ง แข็งกระด้าง ไม่ละเอียด อ่อนนุ่มเป็นเงางาม

3. ป้องกันมิให้ท้ายทอยและต้นคอถูกแดดนานๆ ซึ่งอาจทำให้เป็นลมหน้ามืดด้วยพิษแดด เพราะอวัยวะส่วนนี้เป็นที่รวมของประสาท

4. ป้องกันน้ำค้าง ซึ่งอาจทำให้เป็นหวัดได้ง่าย อ่อนแอ เปิดโอกาสให้โรคอื่นเข้าแทรกแซง

5. ป้องกันฝุ่นละอองมิให้เข้าแทรกในเรือนผม ถ้ายิ่งนานยิ่งทับถมกันมากเข้า จะกลายเป็นรังแค คันและทำให้ผมร่วง

6. ป้องกันมิให้สายตาเสีย เพราะการที่แสงแดดกระทบนัยน์ตาอยู่นานๆ จะทำให้แสบตา และสายตาพร่า มืดมัวเร็วเกินวัย

ข้าราชการหญิงสวมหมวกสมัยสงคราม และภาพการประกวดการสวมหมวก บนปกประมวญสาร ฉบับสิงหาคม 2484

กาญจนี คำบุญรัตน์ ผู้เกิดทันยุคสมัยเล่าว่า ผู้หญิงทุกคนในสมัยนั้นต้องใส่หมวกเวลาออกนอกบ้าน ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะใส่หมวกที่ทำด้วยผ้ามาเย็บเป็นรูปหมวก หญิงชาวบ้านโดยทั่วไปมักสวมหมวกที่ทำด้วยใบลานเอามาถักและเย็บเป็นรูปหมวก

คนในชนบทส่วนมากก็จะตัดเอาใบลานเอาใบอ่อนที่แก่พอสมควรมาถักให้แน่นหนาแล้วเอาไปจ้างเขาเย็บเป็นรูปหมวกมีปีก ชาวบ้านก็ตัดใบลานที่สามารถตัดเป็นเส้นได้เอามาขายในตลาด ผู้คนก็ซื้อเอามานั่งถักใบลานให้เป็นเส้นใหญ่แล้วจึงเอาไปเย็บเป็นรูปหมวก ผู้คนจึงเอาใบลานมานั่งถักให้เป็นเส้นยาวแล้วไปจ้างเขาเย็บเป็นรูปหมวก เด็กสมัยนั้นจึงนั่งถักใบลานกันเป็นเรื่องเป็นราวให้ได้เส้นยาว แล้วเอาไปจ้างเขาเย็บเป็นรูปหมวกมีปีกอันสวยงาม

กาญจนีเล่าว่า การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนี้ ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยชินจะประดักประเดิด ไม่สะดวกสบายด้วยประการทั้งปวง ทำให้ไม่อยากออกจากบ้านไปไหน แต่ก็จำต้องทำ เพราะเป็นวัฒนธรรมใหม่ของชาติไทยจะต้องปฏิบัติตามรัฐนิยม (silpa-mag.com/culture/article_1453)

ภาพการประกวดการสวมหมวก บนปกประมวญสาร ฉบับกันยายน 2484
ประชาชนสวมหมวกมาชมดนตรีของวงกรมโฆษณาการ
เด็กหญิงสวมหมวกถ่ายภาพเมื่อ 2484
ขบวนพาเหรดของนักเรียนสมัยสงคราม ป้ายผ้ามีข้อความว่า “ผู้หญิงจงแต่งกายสวมหมวก และ…ผ้าไทย ตามคำวิงวอนขอร้องของท่านนายกรัฐมนตรี ที่เคารพอย่างสูงของชาวไทย Akkarachai Angsupokai


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์