bg-single

Thai-style Neoclassical Revival กับความทรงจำ ที่เพิ่งสร้างบนถนนราชดำเนิน (2)

12.06.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

Thai-style Neoclassical Revival

กับความทรงจำ

ที่เพิ่งสร้างบนถนนราชดำเนิน (2)

หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ชนชั้นสยามสมัยรัชกาลที่ 5 เลือกใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่และมีความศิวิไลซ์ทัดเทียมยุโรปในปลายคริสตศตวรรษที่ 19 คือ การสร้างงานสถาปัตยกรรมรูปแบบตะวันตกขึ้นแทนที่งานสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีต

แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่นำเข้ามาจะมีรูปแบบผสมผสานหลากหลายทั้ง Neo-Gothic, Victorian-Renaissance, German Baroque, Jugendstil ฯลฯ

แต่หากกล่าวโดยภาพรวมทั้งในเชิงปริมาณและในฐานะภาพจำแห่งยุคสมัย อาจกล่าวได้ว่า รูปแบบ Neo-Classic คือรูปแบบหลักที่ถูกนำมาใช้

พระราชวัง วัง ตำหนัก อาคารราชการต่างๆ ไปจนถึงห้างร้านและบ้านเรือนเอกชนเป็นจำนวนมากถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดังกล่าว ที่สำคัญอาทิ พระราชวังสราญรมย์, พระราชวังบางปะอิน, วังบูรพาภิรมย์, กระทรวงกลาโหม, ศุลกสถาน, สถานีรถไฟหัวลำโพง, ห้างยอนแซมสัน (พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ), ตึก โอ. พี. เพลส และอาคารที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดแห่งยุคสมัย คือ พระที่นั่งอนันตสมาคม

พระที่นั่งอนันตสมาคม
ที่มา : หอจดหมายแห่งแห่งชาติ

แม้ในแง่หนึ่งการนำเข้าสถาปัตยกรรมตะวันตกคือความจำเป็นเชิงประโยชน์ใช้สอย เพราะสมัยนั้นเริ่มเกิดกิจกรรมสมัยใหม่เป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถรองรับได้ด้วยงานสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตอีกต่อไป เช่น สถานที่ราชการอย่างใหม่ โรงเรียนสมัยใหม่ สถานีรถไฟ โรงแรม ตึกแถว ฯลฯ

แต่ในอีกแง่หนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันก็คือ รูปแบบ Neo-Classic (รวมถึงสถาปัตยกรรมตะวันตกรูปแบบอื่นๆ) ชนชั้นนำสยามได้เลือกใช้มันเพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือน “ฉาก” หรือ “เปลือกนอก” ที่ใช้โชว์ “ความศิวิไลซ์” ของสยามในสายตาชาวต่างชาติ

นัยยะของการใช้หน้าตาตึกเหล่านี้ในฐานะ “เปลือกนอกเชิงสัญลักษณ์” ยืนยันได้เป็นอย่างดีจากการสร้างพระที่นั่งและวังเจ้านายพร้อมด้วยการออกแบบห้องหับบางห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์และภาพเขียนแบบตะวันตก ในหลายกรณีถูกสร้างไว้เพียงเพื่อใช้โชว์เวลามีแขกฝรั่งมาเยี่ยมเยือนเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีแขกฝรั่งต่างชาติมาเยี่ยม ห้องเหล่านี้ก็จะปิดเอาไว้ เจ้าของบ้านก็ลงไปนั่งกับพื้นนอนกับพื้น ใช้งานอาคารตามวิถีดั้งเดิมของตนเอง

(อ้างถึงใน คึกฤทธิ์ ปราโมช, “ศิลปกรรมสมัยใหม่,” บันทึกการสัมมนาศิลปกรรมหลัง พ.ศ.2475. กรุงเทพฯ : สถาบันไทคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2528, หน้า 7)

ห้างสรรพสินค้าอัมรินทร์พลาซ่า
ที่มา : Wikipedia Commons

อย่างไรก็ตาม นัยยะและคุณค่าทางความหมายดังกล่าวก็ดูจะมีระยะเวลาคงอยู่เพียงไม่นานนัก พอล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 รูปแบบนี้ดูจะไม่เป็นที่นิยมแต่อย่างใด

เห็นได้จากการที่พระองค์ทรงวิจารณ์การก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยทรงตำหนิบ่อยครั้งว่า รูปแบบตะวันตกของพระที่นั่งองค์นี้แม้จะมีความงดงามเพียงใดแต่ก็หาใช่สิ่งที่จะนำไปอวดชาวต่างชาติได้ เพราะไม่มีอะไรที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมของไทยแม้เพียงสักนิด

แม้การวิจารณ์จะให้เหตุผลเรื่องความไม่เป็นไทย แต่ก็ดังที่เราทราบกันดีว่า สมัยรัชกาลที่ 6 ก็เป็นอีกหนึ่งยุคสมัยที่มีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมตะวันตกขึ้นไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังพญาไท, พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน, อาคารหลายหลังในพระราชวังสนามจันทร์, บ้านนรสิงห์, บ้านบรรทมสินธุ์ หรือกลุ่มอาคารในโรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นต้น

ดังนั้น เอาเข้าจริงแล้ว รัชกาลที่ 6 มิได้ทรงปฎิเสธรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เพียงแต่ไม่ทรงนิยมในรูปแบบ Neo-Classic ตามแบบรัชกาลที่ 5 เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากพระราชวังและอาคารสำคัญในยุคของพระองค์แทบไม่ปรากฏรูปแบบดังกล่าวเลย

สมัยรัชกาลที่ 7 รูปแบบ Neo-Classic ยิ่งลดบทบาทลงอย่างชัดเจน ทั้งด้วยสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ทำให้การสร้างอาคารราชการขนาดใหญ่ด้วยการประดับตกแต่งตามแนวทางนี้เป็นไปได้ยาก รวมไปถึงกระแสทางสถาปัตยกรรมในโลกตะวันตกที่เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคของ Modern Architecture

ซึ่งปฏิเสธแนวทางของงาน Neo-Classic อย่างเกือบจะสิ้นเชิง

ยิ่งพอมาถึงยุคหลังการปฏิวัติ 2475 รูปแบบ Neo-Classic ก็อาจเรียกได้ว่าถูกแทนที่อย่างสมบูรณ์ด้วยรูปแบบ Art Deco ในยุคคณะราษฎร (สถาปัตยกรรมคณะราษฎร) และรูปแบบสถาปัตยกรรม Modern Architecture ในเวลาต่อมา

Neo-Classic และรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกอื่นๆ ที่ถูกสร้างไว้เป็นจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่แลดู ล้าสมัย ประกอบกับการออกแบบพื้นที่ใช้สอยอาคารเหล่านั้นที่เริ่มไม่สอดคล้องกับการใช้งานแบบใหม่

ทั้งหมดได้ทำให้กลุ่มอาคารเหล่านี้เริ่มถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นอาคารประเภทอื่นแทน ที่สำคัญ เช่น การรื้อวังวินด์เซอร์เพื่อสร้างเป็นสนามกีฬาแห่งชาติ (สนามศุภชลาศัย) ในทศวรรษ 2480 และ การรื้อวังบูรพาภิรมย์เพื่อสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าในช่วงกลางทศวรรษ 2490

อาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา นัยยะทางความหมายของสถาปัตยกรรมรูปแบบ Neo-Classic ในฐานะสัญลักษณ์ของความศิวไลซ์ที่นำพาสยามก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศได้ลดน้อยถอยลงไปจากความทรงจำของผู้คนและสังคม

อาคารเหล่านี้ (ยกเว้นอาคารหลังที่สำคัญๆ เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม) มิได้มีความสำคัญมากมายอะไรนักในทัศนะคนทั่วไป สังคมไทยพร้อมและยอมรับได้ที่อาคารรูปแบบนี้ (แม้จะเป็นวังเก่าก็ตาม) จะถูกรื้อทิ้ง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยนะครับกับความทรงจำในฐานะสัญลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยนำพาสยามให้รอดพ้นจากการล่าอาณานิคม ในสายตาของคนไทยหลายๆ คน ณ ปัจจุบัน

(แน่นอนว่าอาจจะเกิดขึ้นบ้างแล้วในข้อเขียนของนักคิด-นักเขียน ฝ่ายนิยมเจ้าบางคน แต่ทัศนะเหล่านี้ก็ยังมิได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างแต่อย่างใด)

จุดเปลี่ยนทางความหมายจะเกิดขึ้นอีกครั้งราวปลายทศวรรษ 2510 เมื่อเกิดสิ่งที่เรียกว่า “คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์” ปัจจุบันคือ “คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า” อันเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดูแลการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่เมืองเก่ากรุงเทพฯ ซึ่งหนึ่งในแนวคิดหลักของคณะกรรมการชุดนี้คือ การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมตะวันตกที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ในพื้นที่เมืองเก่ากรุงเทพฯ

แม้คณะกรรมการชุดนี้จะมีพื้นที่ปฏิบัติการหลักอยู่ในเมืองเก่ากรุงเทพฯ และมีภารกิจแรกเริ่มอยู่ที่การวางแผนอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปีใน พ.ศ.2525 แต่ในทัศนะผม คณะกรรมการชุดนี้ในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ได้กลายเป็นหน่วยงานที่เข้ามามีส่วนอย่างสำคัญ (ควบคู่กับกรมศิลปากร) ในการกำหนดสร้างนิยามเชิงคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมรูปแบบตะวันตกในสังคมไทยขึ้น ที่มิได้ส่งผลเพียงแค่พื้นที่เมืองเก่ากรุงเทพฯ แต่ได้กลายเป็นบรรทัดฐานในเชิงคุณค่าที่สำคัญมากที่สุดในการประยุกต์ใช้กับงานสถาปัตยกรรมตะวันตกที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ทั่วประเทศ

โดยที่ยังมิได้ทำการศึกษาอย่างจริงจังนะครับ แต่ผมอยากขอตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นไว้ว่า นับตั้งแต่มีการก่อตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น สถาปัตยกรรมตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ก็เริ่มปรากฏความหมายใหม่อีกครั้งในฐานะสถาปัตยกรรมที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย เริ่มประกอบสร้างความหมายของสถาปัตยกรรมศิวิไลซ์ที่ช่วยนำพาสยามรอดพ้นจากลัทธิล่าอาณานิคม

สถาปัตยกรรมตะวันตกทยอยได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานอย่างมีนัยยะสำคัญมากขึ้น และแทบไม่ปรากฏมีการรื้อสถาปัตยกรรมตะวันตกอีกเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมตะวันตกที่มีประวัติการก่อสร้างเกี่ยวข้องไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมกับสถาบันกษัตริย์

พร้อมไปกับการฟื้นสถานะและคุณค่าโดยรัฐและชนชั้นนำ สถาปัตยกรรมตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบ Neo-Classic ก็เริ่มกลายมาเป็นรูปแบบ “สถาปัตยกรรมมวลชน” มากขึ้น

บ้านเรือนเศรษฐีใหม่และบ้านจัดสรรราคาแพงนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เรื่อยมาจนถึงก่อนยุคฟองสบู่แตกในปี พ.ศ.2540 นิยมสร้างขึ้นด้วยอิทธิพลทางรูปแบบของ Neo-Classic อย่างชัดเจน การสร้างโดมบนหลังคาบ้าน การใช้หัวเสาแบบ Doric, Ionic, Corinthian ตลอดจนรูปปั้นคลาสิค น้ำพุ และวงเวียน กลายเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่ขาดไม่ได้

รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าหรู คอนโดฯ ไฮเอนด์ และโรงแรม 5 ดาว ที่ต่างเลือกใช้รูปแบบนี้เป็นสัญญะในการสื่อสารความหมายของความแพงและมีระดับ อัมรินทร์พลาซา และตึกสาธรยูนีค คือตัวอย่างที่สะท้อนยุคสมัยแห่งการรื้อฟื้นความนิยมในรูปแบบ Neo-Classic อีกครั้งในช่วงนี้

ละครและภาพยนตร์ไทยแทบทุกเรื่องเลือกใช้อาคาร Neo-Classic เป็นฉากบ้านของกลุ่มผู้ดีและคนรวย จนกลายเป็นภาพจำของสังคมไทย

และแน่นอน อิทธิพลเหล่านี้ได้กระจายมาสู่คนทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บ้านของคนชั้นกลางและตึกแถวทั่วไปเริ่มนำองค์ประกอบ Neo-Classic มาใช้ในอาคารของตน เกิดร้านค้าวัสดุก่อสร้างราคาถูกริมทางเป็นจำนวนมากที่วางขาย บัวหัวเสาแบบ Neo-Classic รูปปั้นเทพเจ้ากรีกโรมัน น้ำพุ สิงโต ฯลฯ กระจายไปทั่วทุกจังหวัด

ในขณะที่รูปแบบ Neo-Classic ก้าวสู่จุดสูงสุดทางสถานะและความหมาย รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกอีกรูปแบบหนึ่งกลับเริ่มประสบชะตากรรมในทางตรงข้าม นั่นก็คือ รูปแบบ Art Deco ในยุคคณะราษฎร



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน