bg-single

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (10) การปฏิวัติทางวัฒนธรรม

26.06.2025

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ

: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (10)

การปฏิวัติทางวัฒนธรรม

การปฏิวัติทางวัฒนธรรมถือเป็นโครงการทางสังคมชิ้นใหญ่สมัยรัฐบาลจอมพล ป. ที่ต้องการเร่งยกระดับวัฒนธรรมของไทยให้เข้าสู่อารยะในระดับสากล

นับตั้งแต่รัฐบาลจอมพล ป.ประกาศใช้ พ.ร.บ.บำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ (2483) เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติแล้ว ต่อมาจอมพล ป.แถลง “คำวิงวอนของนายกรัฐมนตรีฝากไว้แก่พี่น้องสตรีไทย เรื่องการแต่งกาย” เมื่อ 15 มีนาคม 2484 ความว่า ขอให้พี่น้องสตรีไทยไว้ผมยาวตามความนิยม เลิกนุ่งโจงกระเบน และให้เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุง ขอให้เลิกใช้ผ้าคาดอกหรือปล่อยช่วงบนเปลือย (คณะกรรมการจังหวัดพระนครและธนบุรี, 2484, 13)

ต่อมา รัฐบาลเริ่มรณรงค์ให้ชายและหญิงสวมหมวกเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติให้เป็นอารยะ ในราวเดือนเมษายน2484 กรมโฆษณาการประกาศคำชี้แจงเรื่องการสวมหมวก และอธิบายประโยชน์ของการสวมหมวกให้ประชาชนเข้าใจ เช่น เมืองไทยแดดร้อน การสวมหมวกทำให้หน้าไม่แก่เร็วเกินวัย ผมไม่เสีย ป้องกันสายตาไม่ให้เผชิญแสงจ้าจนตาเสีย เป็นต้น (คณะกรรมการจังหวัดพระนครและธนบุรี, 2484, 14-15)

ในช่วงเวลานั้น กรมโฆษณาการกระจายเสียงบทเพลงสวมหมวก ขับร้องโดย มัณฑนา โมรากุล ดังออกมาทางลำโพงวิทยุและตามเวทีดนตรีชักชวนคนไทยว่า

“เชิญสิคะ เชิญร่วมกันสวมหมวก แสนสะดวกสบายด้วย ทั้งสวยหรู ปรุงใบหน้าให้อร่าม งามหน้าดู อีกจะชูอนามัยให้มั่นคง สมศักดิ์ศรีมีสง่าเป็นอารยะ หมวกนี้จะชวนให้ชมสมประสงค์ ถึงไม่สวยหมวกจะช่วย เสริมทรวดทรง งามระหงเลิศวิไลหญิงไทยเรา อย่ารีรอเลยเจ้าขามาช่วยกัน สมานฉันท์สร้างไทยให้เทียมเขา สวมหมวกเถิดจะสำรวยสวยไม่เบา สนองเค้าท่านผู้นำกล่าวคำชวน…”

แฟชั่นการสวมหมวกสมัยจอมพล ป.พิบูสงคราม

วางระเบียบการแต่งกายสตรี

ต่อมา สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศสำนักนายกฯ เรื่องระเบียบการแต่งกายของสตรีขึ้น ให้วางระเบียบการแต่งการสตรี “ให้เหมาะแก่ความเจริญของประเทศและเพื่อเชิดชูคุณค่าของความเป็นคนไทย” ให้มีคณะกรรมการประกอบด้วย หลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธาน หม่อมกอบแก้ว อาภากร (2451-2551) นางโกวิท อภัยวงศ์ (2449-2526) ม.ล.ปุ๋ย ชัยนาม (2447-2551) นางราษี ภมรมนตรี นางไสว ทองเจือ (2455-235) และนางอมร โอสถานนท์ (2447-2540) เป็นกรรมการ ร่างระเบียบการแต่งกายของสตรีขึ้น โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติและประกาศใช้เมื่อ 2 กันยายน 2484

ระเบียบการแต่งกายสตรีนี้ให้บังคับกับข้าราชการ สตรีผู้มีตำแหน่งเฝ้า และสตรีทั่วไปเพื่อ “พิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับกาลเทศะและความสามารถในการแสวงหาเครื่องแต่งกาย” และสิ่งใดที่ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ มีราคาแพง หรือหาซื้อยากเช่นถุงมือ แม้ระบุไว้ตามระเบียบอาจให้งดใช้ได้

ตามประกาศสำนักนายกฯ เรื่อง ระเบียบการแต่งกายของสตรี ฉบับล่าสุด (17 พฤษภาคม 2486) ให้ความหมายคำว่า เครื่องแต่งกายธรรมดาหมายถึง เครื่องแต่งกายที่สตรีแต่งประจำวัน มิใช่การเข้าร่วมงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี รวมทั้ง “สวมเสื้อผ้าอย่างไทย” หมายถึง การนุ่งผ้าแบบซิ่น หรือสวมเสื้อที่ผลิตในประเทศ มีลวดลายอย่างไทย และ “เครื่องต่างกายแบบสากล “หมายถึงสวมเสื้อกระโปรงจะเป็นชิ้นเดียวหรือสองชิ้น มีการแบ่งเครื่องแต่งกายเป็นงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี ในพระที่นั่งกับงานนอกพระที่นั่ง

หม่อมกอบแก้วกับแฟชั่นสวมหมวก

การแต่งกายของสตรีไทยสมัยสร้างชาติ

เครื่องแต่งกายสตรีสำหรับงานในพระที่นั่ง เครื่องเต็มยศนั้น ให้หญิงสวมเสื้อผ้าอย่างไทย ต้องสวมหมวก นุ่งซิ่นยาวถึงข้อเท้า สวมเสื้อที่เหมาะกับผ้านุ่ง สวมถุงมือยาวเหนือศอก ถุงเท้าแพรยาว (ไม่ใช่สีดำและขาว) รองเท้าส้นสูง กระเป๋าถือ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และสวมสายสะพายหากได้รับ

เครื่องแต่งกายนอกพระที่นั่ง เครื่องเต็มยศหรือครึ่งยศ ให้หญิงแต่งชุดแบบสากลประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แบ่งเป็นชุดเช้าและค่ำ ชุดเช้าให้แต่งแบบสากล ชุดชายยาวจรดพื้น มีแขนเสื้อ ตัดเย็บด้วยผ้าแพรเลี่ยน ผ้าลูกไม้ หรือแพรปักเงิน ทอง สีสุภาพ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้าแพร (ไม่ดำหรือขาว) รองเท้าส้นสูง ถือกระเป๋า ชุดกลางคืน สวมเสื้อแบบราตรีสโมสร ชายยาวจรดพื้น ตัดเย็บด้วยผ้าแพร ควรสวมถุงมือ ไม่สวมหมวก (ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ, 2498, 174-181)

เครื่องแต่งกายธรรมดา แบ่งเป็นชุดกลางวัน ชุดบ่ายและกลางคืน ชุดกลางวัน เสื้อแบบสากลสั้น ใช้วัสดุที่ทนซัก สีไม่ฉูดฉาด แบบเรียบๆ ไม่ใช้ผ้าต่วนหรือแพรบาง เช่น แต่งกรณีใส่ไปซื้อของหรือเยี่ยมเยือน ชุดบ่าย เสื้อแบบสากลสั้น ใช้แพรหรือผ้าที่ดีกว่าชุดกลางวัน แต่งในกรณีไปงานเลี้ยงน้ำชา งานสมรส รับเชิญงานอาหารกลางวัน สวมหมวกให้เหมาะสมกับเสื้อผ้า ถุงเท้าและถุงมือสวมตามสมัครใจ งานกลางคืนสวมชุดแบบราตรีไม่ต้องสวมหมวก

ชุดกลางคืน แบ่งเสื้อเป็น 2 ประเภท เสื้อราตรีสโมสร สวมเสื้อราตรีแบบสากลยาวจรดพื้น จะเปิดคอหรือเปิดหลัง มีแขนเสื้อหรือไม่ก็ได้ ใช้ผ้าแพรงาม และวัตถุที่แวววาว เสื้อราตรี คือเสื้อราตรีสากล ยาวจรดพื้น ควรเป็นเสื้อมีแขน ไม่เปิดหลัง คอเสื้อไม่กว้างมาก ไม่ตัดเย็บด้วยผ้าแพรและวัตถุวาววาม

ม.ล.ปุ๋ย ชัยนาม กับอาจารย์ไสววงศ์ ทองเจือ

ลักษณะของหมวก

สวมหมวกให้เหมาะกับเสื้อผ้า หลัง 18.00 น.ไม่ต้องสวมหมวก สวมเสื้อผ้าอย่างไทย สวมรองเท้ามีส้น ไม่ใช้รองเท้าแตะหรือรองเท้าในห้องนอน ไม่ใช่รองเท้าหนีบและรองเท้าไม้ สวมถุงเท้าหรือไม่ก็ได้ ให้สวมถุงมือ

ลักษณะของหมวก หมวกทำจากวัสดุ เช่น ฟาง ผ้าแพร สักหลาด ใบลานหรือไม้สาน ทรงหมวกไม่เป็นหมวกชายหาด หมวกใส่นอน หมวกผู้ชายหรือหมวกใช้สายรัดคางแบบเด็ก หรือใช้ผ้าแพร พักหมวกทิ้งห้อยยาวเป็นหางแซงแซวไว้ข้างหลัง หมวกที่สวมเวลาเช้าหรือกลางวันให้ทำอย่างเรียบๆ ไม่ใช้วัสดุแวววาว เช่น ตาด ต่วน เช่น เข็มเพชร ลูกปัด แต่หมวกในช่วงบ่าย เช่น ใช้ในงานสมรส หรืองานเลี้ยงน้ำชา จะใช้วัสดุแววาว ร่างแห ดอกไม้หรือเครื่องประดับให้งามขึ้นก็ได้

สำหรับสีของหมวกต้องกลมกลืนกับเสื้อผ้า หรือใช้สีพื้นๆ เช่น สีขาว ดำ น้ำตาล กรมท่า เป็นต้น หมวกที่ใช้ในเวลาเช้าหรือกลางวันให้ทำอย่างเรียบ ไม่ใช้วัตถุแวววาว ตาด ต่วน ไม่มีเครื่องประดับโลดโผน หากเป็นหมวกใช้ยามบ่ายให้ตกแต่งด้วยวัตถุแวววาวบ้าง

มีกำหนดการทำความเคารพของสตรีเวลาสวมหมวก สามารถกราบ ไหว้ ก้มศีรษะหรือย่อตัวตามกาลเทศะได้ ส่วนการสัมผัสมือ หากสตรีสวมถุงมือไม่ต้องถอด แต่หากอีกฝ่ายไม่สวมหรือถอดถุงมือแล้วต้องถอดถุงมือด้วย

สำหรับกระเป๋าถือแบบธรรมดานั้น ใช้สีให้เหมือนกับส่วนใดส่วนหนึ่งของเสื้อผ้า หมวก รองเท้า หรือเข็มขัด กระเป๋ามีความเรียบง่าย ไม่วาววับ ไม่ทำด้วยลูกปัด ส่วนกระเป๋าถือในงานราตรีสโมสร งานรัฐพิธีหรือราชพิธี ให้เป็นสีทองหรือสีเงินวาววับ ทำด้วยลูกปัดก็ได้ (คณะกรรมการจังหวัดพระนครและธนบุรี, 2484, 20-26)

รวมทั้งมีระเบียบการกำหนดแต่งกายไว้ทุกข์ในงานศพนั้น คณะรัฐมนตรีเห็นว่า การแต่งกายไว้ทุกข์มีหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะกับวัฒนธรรมของชาติ ให้ข้าราชการชายแต่งเครื่องแบบพันผ้าดำไว้ทุกข์ที่แขนซ้าย ส่วนสุภาพบุรุษทั่วไปแต่งกายตามรัฐนิยม พันผ้าดำที่แขนซ้าย ส่วนสุภาพสตรีนั้นให้แต่งชุดดำ ประกาศใช้เมื่อ 27 สิงหาคม 2484 (คณะกรรมการจังหวัดพระนครและธนบุรี, 2484, 27-28)

การประกาศระเบียบการแต่งกายของสตรีตามแบบแผนใหม่ของรัฐบาลเริ่มต้นในช่วงก่อนสงคราม มีการปรับปรุงและถือปฏิบัติมาตลอดช่วงสงคราม ถือเป็นการปฏิวัติการแต่งกายสมัยใหม่แห่งยุคอย่างสำคัญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์