bg-single

ธุรกิจแห่งภูมิภาค (1) เอสซีจี

29.06.2025

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

ว่าด้วยภาพเชิงขยาย เครือธุรกิจไทย จากในบางประเทศเพื่อนบ้าน สู่ระดับภูมิภาค

ถือเป็นตอนต่อจากคราวที่แล้ว (“ธุรกิจไทยในกัมพูชา”) จากโฟกัสเฉพาะประเทศหนึ่งซึ่งดูเหมือนเผชิญปัญหาอยู่บ้าง สู่มุมมองอย่างผ่อนคลาย ให้ภาพกว้างขึ้น เชื่อว่าจะเป็นฐานบทวิเคราะห์ เกี่ยวข้องกับการปรับตัว ปรับแผนการทางธุรกิจ รวมไปถึงการปรับยุทธศาสตร์ในระดับใดระดับหนึ่ง

ขอเปิดฉากด้วยเครือข่ายธุรกิจไทย ซึ่งมุ่งมั่นแผนการขยายธุรกิจในอาเซียนมานานพอสมควร กว่า 3 ทศวรรษแล้ว

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี มีชื่อย่อในตลาดหุ้นไทย-SCC มีรากฐานกว่าศตวรรษ ผ่านทั้งช่วงรุ่งโรจน์ และเผชิญปัญหา สามารถปรับตัวเพื่ออยู่รอดในช่วงเวลาอันผันแปรครั้งสำคัญมาหลายครั้ง ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง สงครามโลกครั้งที่สอง จนมาถึงครั้งล่าสุด วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

แผนการใหญ่ที่ว่า เริ่มต้นในยุคหนึ่ง ยุค ชุมพล ณ ลำเลียง เป็นผู้จัดการใหญ่ (2536-2548) เชื่อว่าเป็นการสรุปบทเรียนจากความล้มเหลวงในช่วงรุ่งโรจน์ในยุคก่อนหน้า โดยเฉพาะกรณี TileCera (2533-2543) ในทศวรรษเศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู (2529-2539) เป็นการลงทุนธุรกิจเซรามิกอันห้าวหาญในสหรัฐอเมริกา เป็นไปตามกระแสเชี่ยวกรากในเวลานั้น

เอสซีจี ประกาศแผนการการลงทุนในอาเซียนอย่างเป็นจริงเป็นจังครั้งแรกในปี 2536 ประเดิมด้วยการลงทุนธุรกิจเซรามิกในฟิลิปปินส์ ตามมาด้วยแผนการขยายการลงทุนในจีน อินโดนีเซีย และพม่า (2538) ไม่ทันได้เริ่มอย่างจริงจัง ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540 แผนทั้งหมดจึงมีอันพับไป

กว่าจะกอบกู้กิจการจากวิกฤต กว่าจะปรับโครงสร้างธุรกิจให้เข้ารูปเข้ารอย ได้ใช้เวลาไปพอควร แผนการลงทุนในภูมิภาคชะลอต่อเนื่องมา จนมาถึงช่วงต่อยุค ชุมพล ณ ลำเลียง กับ กานต์ ตระกูลฮุน (ผู้จัดการใหญ่เอสซีจี 2549-2558)

แผนการสำคัญมีขึ้นไล่เลี่ยกัน คือธุรกิจกระดาษในฟิลิปปินส์ (2547) กับธุรกิจซีเมนต์ในกัมพูชา (2549) เป็นโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกัน

กรณีแรก แผนการเข้าสวมเข้าซื้อกิจการดั้งเดิม (take over) ที่มาจากความสัมพันธ์ระหว่างเอสซีจี กับ United Pulp and Paper Co., Inc. (UPPC) แห่งฟิลิปปินส์ มีมานานพอสมควร ผ่านบริษัทสยามคราฟท์ (ในเวลานั้น ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง) มาตั้งแต่ช่วง UPPC ก่อตั้งกิจการ (2511) เป็นกิจการ ถือหุ้นโดยมีผู้ผลิตซีเมนต์ในฟิลิปปินส์หลายราย เพื่อผลิตถุงบรรจุซีเมนต์ ในช่วงแรกๆ ได้ส่งพนักงานมาฝึกงานที่โรงงานสยามคราฟท์ ที่บ้านโป่งด้วย (ปี 2515)

ต่อมา UPPC แยกตัวออกจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิม เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กับกระดาษคราฟท์เปลี่ยนแปลงไป บริษัทเยื่อกระดาษสยาม (กิจการสำคัญหนึ่งของเอสซีจี) เข้าไปเกี่ยวข้องกับ UPPC โดยเข้าไปถือหุ้นราวหนึ่งในสาม ใน UPPC ช่วงปี 2539 ภายหลังเอสซีจีปรับโครงสร้างธุรกิจ ปี 2547 เอสซีจีเปเปอร์ (ต่อมาเป็น เอสซีจีแพคเกจจิ้ง) เข้าถือหุ้นใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จ ปัจจุบัน UPPC ถือว่าเป็นผู้นำธุรกิจในฟิลิปปินส์ในการผลิตกระดาษลูกฟูกเพื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์

กรณี Kampot Cement อย่างที่เสนอไว้ในคราวที่แล้ว เอสซีจีเลือกเส้นทางสร้างโรงงานซีเมนต์แห่งแรกในต่างประเทศด้วยตนเอง ในพื้นที่ใหม่ (greenfield) แม้เป็นโครงการเล็ก แต่ได้รับความสนใจมากพอควร ด้วยเป็นโครงการโรงงานซีเมนต์แห่งแรกในกัมพูชา

Kampot Model ถือเป็นต้นแบบธุรกิจประการหนึ่ง ในแผนการเกี่ยวกับธุรกิจดั้งเดิมของเอสซีจี-ซีเมนต์ ขยายการลงทุนตั้งโรงงานการผลิตในอาเซียนอย่างเต็มตัว ในเวลาต่อมา จึงตามมาด้วยแผนการในพม่า อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ภาพใหญ่แห่งยุทธศาสตร์ธุรกิจระดับภูมิภาค เอสซีจีให้ความสำคัญธุรกิจเคมีภัณฑ์เป็นพิเศษ ในยุคใหม่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ สร้างรายได้มากกว่าธุรกิจซีเมนต์ดั้งเดิม โครงการเคมีภัณฑ์ครบวงจรขนาดใหญ่มีขึ้นครั้งแรกที่อินโดนีเซีย เรียกว่า Tuban project มาตั้งแต่ปี 2540 เป็นจังหวะไม่เหมาะ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมาถึงในเวลาเริ่มต้นโครงการพอดี

เอสซีจีกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ปี 2554 เข้าไปร่วมทุนกับ PT Chandra Asri Tbk (Chandra Asri Group) ธุรกิจเคมีภัณฑ์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่เมือง Banten เกาะชวา

ที่จริง เอสซีจีเข้าไปถือหุ้นไว้เล็กน้อย ตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินการในปี 2535 ตามแบบแผนธุรกิจเอสซีจี เมื่อเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีความสำคัญ จึงได้ส่งคนของตนเองเข้าไปร่วมบริหารงาน รวมทั้งมีส่วนชักนำธนาคารไทย (กรุงเทพ และไทยพาณิชย์) ร่วมให้บริการสินเชื่อกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ กับ Chandra Asri Petrochemicals ด้วย (2554) แม้ว่าล่าสุดจะได้ลดสัดส่วนถือหุ้นลงบ้างตามสถานการณ์ และภาระที่จำเป็น

นับเป็น “แกน” การลงทุนของเอสซีจีในอินโดนีเซีย ที่ตามมาเป็นระลอกต่อเนื่อง ด้วยโมเดลธุรกิจหลากหลาย อย่างที่อ้างถึงข้างต้น

“ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 7,200 คน กับบริษัทในเครือข่าย 28 แห่งใน 3 ธุรกิจหลัก ซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์” (www.id.scg.com)

ในช่วงคาบเกี่ยวกันนั้น มีอีกโครงการใหญ่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ครบวงจรที่เวียดนาม เรียกว่า Long Son Petrochemical Complex (LSP) ว่าไปแล้วเริ่มต้นแผนการมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยการเจรจากับรัฐบาลเวียดนามใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะก่อตั้งกิจการ (2551) กว่าจะปรับโครงสร้างให้เอสซีจีมีบทบาทอย่างเต็มที่ (ปี 2561)

จนมาถึงการก่อสร้างคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในประเทศเวียดนาม เป็นรูปเป็นร่างขึ้น สามารถจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ (ปี 2566) ก็ต้องมาเผชิญวิกฤตการณ์และความผันผวนระดับโลก โดยเฉพาะภาวะอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์อยู่ในวงจรขาลงค่อนข้างยาว จำต้องปรับตัว ปรับแผนอีกครั้ง

“เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) เร่งดำเนินโครงการเพิ่มวัตถุดิบ ก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซินปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals – LSP) เวียดนาม ด้วยงบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้โครงการ LSP ที่เวียดนามมีต้นทุนที่แข่งขันได้ในระดับโลกและสามารถรับมือกับวัฏจักรปิโตรเคมีในอนาคต” สาระสำคัญส่วนหนึ่งในสารจากคณะกรรมการ (รายงานประจำปี 2567 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ลงนามโดย ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่)

เช่นเดียวกับประเทศอินโดนีเซีย เครือข่ายธุรกิจเอสซีจีในเวียดนาม เป็นไปในทำนองเดียวกัน ตามข้อมูลพื้นๆ

“ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 16,000 คน กับบริษัทในเครือข่าย 2 แห่งใน 3 ธุรกิจหลัก ซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์”

ในภาพรวม แผนการลงทุนในอาเซียนของเอสซีจี (ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2567) อย่างตั้งใจ พัฒนาไปอย่างมาก ปัจจุบันมีสินทรัพย์ในสัดส่วนมากถึง 46%-ของสินทรัพย์รวม ขณะมีรายได้ (รายได้จากการส่งออกและการดำเนินงานในอาเซียน) ขยับขึ้นอย่างช้าๆ จาก 18% (ปี 2563-2564) 19% ในปีต่อมา (2565) และเป็น 20% ในปีที่ผ่านมา (2567) อีกรายงานหนึ่ง (อ้างจาก J.P. Morgan “Thailand & Vietnam Forum” 10 June 2025) ขยายภาพให้เห็นสินทรัพย์ของเอสซีจีในประเทศเวียดนาม มีน้ำหนักมากที่สุด ด้วยสัดส่วนถึง 28% ขณะที่อินโดนีเซีย 12% (โปรดพิจารณาภาพประกอบ-จากรายงานประจำปี 2567 บริษัท ปูนซิมนต์ไทย จำกัด (มหาชน))

รายงานล่าสุดในไตรมาสแรกของปี 2568 (SCG Analyst Conference Q1/2025 April 30,2025) ปรากฏว่ารายได้จากอาเซียนได้เพิ่มมากขึ้น มีสัดส่วน 26% แล้ว โดยเวียดนามครองสัดส่วนมากที่สุด 8% อินโดนีเซียตามมาติดๆ 7% เชื่อว่าหลายคนอยากทราบรายได้ของเอสซีซีจากกัมพูชา (ทั้งส่งออก และการดำเนินธุรกิจที่นั่น) ซึ่งรายงานชิ้นเดียวกันนั้นระบุว่ามี 2%

ตอนต่อไป จะกล่าวอย่างเจาะจงเพื่อขยายภาพเกี่ยวกับ ปตท.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’