เอกราช (ราษฎร์) และอธิปไตยยุคประชาธิปไตย 2475 ถูกท้าทาย : ความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เอกราช (ราษฎร์) และอธิปไตยยุคประชาธิปไตย 2475 ถูกท้าทาย
: ความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย
วันที่ 24 มิถุนายน ปีนี้ โจทย์ในการอภิปรายวันครบรอบ 93 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 หัวข้อการอภิปรายคือ “เอกราษฎร์และอธิปไตยยุคประชาธิปไตย 2475 ถูกท้าทาย”
ประเด็นท้าทายในความคิดของผมคือ อะไรคือความหมายของเอกราชและอธิปไตยในยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และอะไรคือความหมายที่เปลี่ยนไปหลังจากนั้น ด้วยมูลเหตุอะไร
เข้าใจว่าหากพิจารณาจากความหมายที่คนเข้าใจทั่วไปแล้ว เรื่องเอกราชและอธิปไตยก็ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โตที่นักรัฐศาสตร์และนักคิดต้องมาถกเถียงในความหมายของมัน ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน
ที่ต่างและกระทั่งแตกต่างไปถึงคนละเรื่องเลยอยู่ในปริมณฑลของการปฏิบัติ
คือในมิติของการประยุกต์และใช้แนวคิดว่าด้วยเอกราชและอธิปไตยที่เหมือนกันในบริบทและสังคมของแต่ละประเทศและแต่ละระบอบปกครอง
ตรงนี้แหละที่ความแตกต่างและกระทั่งตีความเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรและขนาดไหน
รวมถึงคำถามต่อมาว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้การปฏิบัติในเรื่องเหล่านี้แตกต่างและกระทั่งตรงข้ามกันได้
ตรงนี้เองคือจุดศูนย์รวมที่ผมต้องการค้นคว้าและอภิปรายต่อไป
จากข้อมูลและการปฏิบัติที่ผ่านมาของประเทศทั่วโลก ผมสรุปออกมาสั้นๆ ได้ว่า ประเด็นของเอกราช อธิปไตยเป็นปัญหาใจกลางของรัฐนอกตะวันตกที่ได้รับเอกราชจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกด้วยกันทั้งนั้น แต่พัฒนาการที่ตามมามีทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางการเมืองเศรษฐกิจ เช่น ชนชั้นจารีต ชนชั้นล่าง และชนชั้นใหม่ที่จะเกิดตามมาที่สำคัญคือชนชั้นกลางที่รวมพวกคนทำงานด้านวิชาชีพและชำนาญการมากมาย
ถ้าการเปลี่ยนผ่านจากรัฐอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคมไปสู่การเป็นรัฐเอกราชและทันสมัยกระทำได้อย่างราบรื่น มีความขัดแย้งที่คลี่คลายได้อย่างสันติ ก็มีแนวโน้มในการรักษาเอกราชและอธิปไตยที่เป็นของประชาชนไว้ได้อย่างเต็มที่
การนำเอาคติชาตินิยมจากเอกราชมาใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามก็น้อยหรือไม่มี พัฒนาการของการเมืองแบบประชาธิปไตยก็จะไปได้ราบรื่นและมีความหมายใกล้ความจริงทางอุดมการณ์มากขึ้น
กลุ่มประเทศที่ใกล้เคียงกับความสำเร็จที่กล่าวถึงนี้ในอุษาคเนย์ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ นอกนั้นไม่ประสบความสำเร็จเลยรวมทั้งไทยด้วย
ตรงกันข้ามประเทศที่เหลือในกลุ่มอาเซียนล้วนประสบความขัดแย้งแตกแยกภายในชนชั้นนำและชั้นสูง ทำให้การพัฒนาชนชั้นกลางที่จะเป็นฐานของระบอบประชาธิปไตยต้องล่าช้าและเปลี่ยนรูปแบบไป
ตรงนี้เองที่ทำให้ความหมายและการปฏิบัติว่าด้วยเอกราชและอธิปไตยค่อยปรับเปลี่ยนความหมายไปจากแบบคลาสสิค มาเป็นเอกราชและอธิปไตยที่เป็นของเฉพาะประเทศนั้นๆ ไม่อาจอ้างความชอบธรรมและเหตุผลแบบสากลหรือทั่วไปได้
อันนี้เห็นชัดในกรณีของสยามไทย ที่ทำให้ความหมายและการปฏิบัติเรื่องเอกราชและอธิปไตยเปลี่ยนไปในการร่างรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ จากนั้นมีผลกระเทือนต่อระบบการเลือกตั้ง การยอมรับผลการเลือกตั้ง จนที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี
ไม่มีที่ไหนในอุษาคเนย์หรือเอเชียที่กำเนิดและพัฒนาการของมโนทัศน์เอกราชและอธิปไตยมีการต่อสู้อย่างดุเดือดและมีผลสะเทือนอันยาวไกลเท่ากับของไทย
อดีตประเทศอาณานิคมรับเอานิยามและการปฏิบัติเรื่องเอกราชอธิปไตยจากตะวันตกอย่างดุษฎี แม้ในเวลาต่อมาจะปฏิบัติไม่ได้เต็มที่ แต่ก็ไม่มีความพยายามในการสร้างความหมายและการปฏิบัติที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงความหมายของมันแทบจะโดยสิ้นเชิง
นำมาซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจในรัฐที่ซับซ้อนและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างมากกว่าในประเทศอื่นๆ
ปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคมหันต์ต่อมาในการสร้างคติเอกราชและอธิปไตยที่เป็นของประชาชนในกรุงสยาม ได้แก่ การที่ชนชั้นนำจารีตสามารถนำเอาคติเอกราชแบบโบราณมาประยุกต์ในยุคเปลี่ยนผ่านได้
คำว่าเอกราชและอธิปไตยของสยามนั้น แต่โบราณมีความหมายว่าอำนาจทั้งหมดในพระราชอาณาจักรเป็นของพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ไม่มีการแบ่งหรือถ่วงดุลกับใครได้
ในขณะที่ชนชั้นอื่นๆ ไม่อาจมีมรดกและความสามารถทางความคิดแบบนั้นได้ เพราะต้องนำมาจากคติมโนทัศน์ของตะวันตก ว่าเอกราชอธิปไตยในสมัยประชาธิปไตย อำนาจนั้นเป็นของราษฎรทั้งปวง
ทางออกที่เป็นไปได้และราบรื่นจึงได้แก่การยอมประนีประนอมทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างชนชั้นนำจารีตกับคณะราษฎรตัวแทนของฝ่ายราษฎร
ความหมายของเอกราชสมัยใหม่ราษฎรเริ่มรู้จักก็จากหลักเอกราชอันเป็นหลักนโยบายแรกของคณะราษฎรเมื่อทำการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองระบุไว้ จะเห็นได้ว่าหลักเอกราขอยู่บนสูงสุด ถัดลงมาคือหลักที่รองรับและค้ำจุนหลักเอกราชไว้ ได้แก่ หลักความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา
ความท้าทายอันแรกเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงฯ และปรากฏในการประนีประนอมในการร่างและแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแรก (ที่สมบูรณ์) ปรีดี พนมยงค์ อธิบายถึงความเป็นมาของรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าคือ
“เปลี่ยนการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย”
ข้อคิดและการนำเสนอนโยบายและแนวทางในการทำการปกครองของคณะราษฎร สะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดในการมองถึงความต่อเนื่องของการสร้างระบบการปกครองใหม่ ที่ไม่ใช่การหักล้างและก่อรูปขึ้นใหม่อย่างที่ไม่มีความสัมพันธ์เลยกับอดีต
นี่เป็นลักษณะเด่นของรัฐไทยระยะผ่านที่ไม่เหมือนใคร ที่รักษาความต่อเนื่องกับอดีตทั้งทางรูปแบบและเนื้อหาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในความคิดของผู้นำสมัยนั้น การเปลี่ยนผ่านระบบไม่ใช่เป็นกระบวนการเดียวที่สำเร็จเสร็จสิ้นในการปฏิบัติครั้งเดียว จะด้วยการใช้อำนาจอย่างเต็มที่หรือหักโค่นอีกฝ่ายลงให้หมดสิ้นก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่คิดก็ยากและการนำไปปฏิบัติยิ่งยากกว่าอีก เพราะไม่มีฐานทางภูมิปัญญามาชี้นำ
ตรงกันข้ามการสถาปนาระบบกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย “ราชาธิปไตย” กับ “ประชาธิปไตย” เข้าด้วยกัน กลับไปกันได้กับลักษณะความคิดสมัยใหม่ของสยามที่มีการผสมปนเปกันระหว่างใหม่เก่าและนอกกับในมายาวนาน ในระยะเฉพาะหน้าความคิดและทางออกดังกล่าวอาจช่วยให้ระบบใหม่ก้าวพ้นอุปสรรคและความขัดแย้งทางการเมืองขณะนั้นไปได้ระดับหนึ่ง
แต่แล้วการพัฒนาเข้าสู่ระบบใหม่อย่างแท้จริงนั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่อาจเป็นจริงได้ ในระยะยาวการดำรงอยู่และการประนีประนอมระหว่างสองระบบและสถาบันทั้งทางความคิดและสังคมการเมืองปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อย ภารกิจของคณะราษฎรในขณะนั้นจึงได้แก่การคลี่คลายและแก้ไขปัญหาปมเงื่อนของความขัดแย้งดังกล่าว มากกว่าการมุ่งหน้าไปสู่การสร้างประเทศและสังคมใหม่ตามอุดมการณ์และนโยบายหลัก 6 ประการที่ได้ประกาศไว้แต่อย่างเดียว
ลักษณะเด่นของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฯ นี้อยู่ที่การที่พระมหากษัตริย์ยัง “ทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์ทำการแทนปวงชนชาวสยามได้” ในทางปฏิบัตินั้นช่วงเวลาดังกล่าวดำเนินไปภายใต้การมีอำนาจสองระบบซ้อนทับกันอยู่ คืออำนาจของพระมหากษัตริย์ตามประเพณีและกฎหมายเก่าซึ่งคือการที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือกฎหมาย กับระบบอำนาจใหม่ที่กำเนิดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญและจากการยึดอำนาจปกครองของคณะราษฎรไว้ได้แล้ว
หากพิจารณาจากหลักการใหญ่คือฐานะอำนาจของพระมหากษัตริย์ว่ามีอย่างล้นพ้นถึงขนาดเหนือกฎหมายหรือไม่ ก็กล่าวได้ว่าการเริ่มทดลองของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฯ ก้าวใหญ่เกิดหลังรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนั้นในมาตรา 16 ระบุไว้ว่า “สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งขึ้น” ทั้งนี้ แสดงว่าบทถาวรของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้น มิใช่โดยการแต่งตั้ง”
อย่างไรก็ตาม การต้านตึงระหว่างอำนาจเก่ากับใหม่ได้แสดงออกในการแก้ไขถ้อยคำในมาตรา 1 อำนาจอธิปไตยในธรรมนูญการปกครองที่กล่าวว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” มาเป็นว่า “อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย” ในมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม
โดยนัยนี้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม ได้ขยายและนิยามความหมายของอำนาจอธิปไตยเสียใหม่ ให้มีการรับรองในฐานะและสิทธิในอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามคติการปกครองเก่าว่ายังเป็น “เจ้าของ” อำนาจอธิปไตย แต่บัดนี้ได้ให้อำนาจนี้แก่ราษฎร
เมื่อราษฎรได้อำนาจอธิปไตยแล้วก็มอบอำนาจนี้ไปให้พระมหากษัตริย์อีกวาระ เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงใช้อำนาจนี้ผ่านสถาบันหลักๆ ในการปกครองต่อไป (ยังมีต่อ)
