การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
‘โฉมหน้าของศักดินาภิวัตน์ในปัจจุบัน’ (1)
เมื่อจิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนปฏิวัติรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (2473-2509) ใช้นามปากกา “สมสมัย ศรีศูทรพรรณ” (หมายความโดยอรรถว่า “ผู้สอดคล้องกับยุคสมัยโดยสังกัดวรรณะทาสกรรมกรอันเป็นสิริมงคลดีงาม”) เขียนความเรียงขนาดยาวเรื่อง “โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน” ลงพิมพ์ในวารสารนิติศาสตร์รับศตวรรษใหม่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 พ.ศ.2500, (อันเป็นปีเกิดของผู้เขียนเมื่อ 68 ปีก่อน) หน้า 356-491 นั้น
เขาตั้งปุจฉา-วิสัชนาเกี่ยวกับ “ศักดินา” เกริ่นนำว่า :
“ศักดินาคืออะไร?
“ศักดินาคือพวกที่นุ่งผ้าโจงกระเบน? ศักดินาคือคนกินหมาก? ศักดินาคือพวกตีนเล็ก? ศักดินาคือพวกที่มีบันดาศักดิ์? ศักดินาคือพวกหัวเก่า? ศักดินาคือพวกที่ดูถูกเหยียดหยามประชาชน, เด็กและสตรี? ศักดินาคือพวกเจ้า?”
(อ่านถึงตรงนี้แล้ว ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปมาก เพราะหาคนกินหมากและมีบรรดาศักดิ์ขุน หลวง พระ พระยา ฯลฯ ทุกวันนี้แทบไม่ได้แล้ว นึกออกแต่ท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่นุ่งผ้าโจงกระเบนคนเดียว…)
“ลักษณะเหล่านั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ถูกต้อง…การที่จะชี้ว่าใครเป็นศักดินาโดยดูที่ขนาดตีนหรือชาติกำเนิดจึงไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง
“ถ้าเช่นนั้นแล้ว การที่จะพิจารณาว่าใครเป็นศักดินาหรือไม่นั้น เราจะดูที่ไหน?
“คำตอบก็คือเราต้องดูที่ ‘ความสัมพันธ์ในการผลิต’ (Productive Relationship) กล่าวคือดูว่าในเวลาที่เขาทำการผลิตหรือเข้าร่วมในการผลิตนั้น เขามีความสัมพันธ์กับผู้อื่นในข่ายการผลิตอย่างไร…
“การที่เราจะรู้จักระบบนี้โดยสมบูรณ์จึงต้องพิจารณาความสัมพันธ์ในการผลิตทั้งหมดของสังคม (Productive relationship of society as a whole) แน่นอน เราจะต้องพิจารณาทั้งในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง, และวัฒนธรรม ซึ่งทั้งสามประการนี้ร่วมกันเข้าเป็นรูปแบบของสังคม
“ถ้าเช่นนั้นแล้วระบบผลิตศักดินาคืออย่างไร?”

- (ภาพจำลอง AI : สังคมชนบทเกษตรศักดินาสมัยกลาง vs. สังคมเมืองทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่)
ก่อนเปิดฉากถกแถลงขบคิดใคร่ครวญข้อเสนออันฮือฮาอื้อฉาวเรื่อง “Refeudalization” (ศักดินาภิวัตน์ รอบใหม่) โดยนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวกรีซ Yanis Varoufakis (Technofeudalism : What Killed Capitalism, 2023 ดู https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_836612) หรือในกรณีรัฐศักดินาใหม่ของเจ้านายเหนือหัวแบบไทยๆ ตามข้อสังเกตวิจารณ์ของ ธงชัย วินิจจะกูล (https://prachatai.com/journal/2021/09/94971)
เราจึงควรทำความเข้าใจบุคลิกลักษณะเฉพาะของระบบศักดินา (feudalism) กันเสียก่อน ด้วยการนิยามมันเปรียบเทียบกับระบบทุนนิยม (capitalism) ซึ่งเราประสบพบเห็นใช้ชีวิตทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยอาศัยข้อวิเคราะห์ของ Francis Russell อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Curtin เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลียเป็นฐาน (https://www.abc.net.au/listen/programs/philosopherszone/neofeudalism-techno-lords-and-peasants/102671474)
รัสเซลออกตัวว่าระบบศักดินาเป็นแนวคิดที่ถูกท้าประชันพอควร ทำให้มีความหมายต่างกันไปในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของยุโรปและโลก แต่กระนั้นลักษณะเด่นที่เป็นเอกเทศของมันก็พอสรุปสังเขปได้ 4 ประการ คือ :
1) ระบบศักดินามีระยะห่างโดยสัมพัทธ์
ระหว่างจุดการผลิตกับจุดการรวบริบส่วนเกิน
ในสังคมศักดินา ประดาไพร่หรือสามัญชนถูกปล่อยให้ทำงานการผลิตพืชผลต่างๆ ประจำวันกันไปเอง พวกขุนนางอำมาตย์ไม่อยากรู้จริงๆ หรอกว่าพวกไพร่ปลูกข้าวปลาอาหารกันอย่างไร หรือเก็บเกี่ยวพืชผลวิธีไหนดีที่สุด นั่นเป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่ชาวบ้านไปคิดอ่านทำกันเอง
ทว่าพอผลผลิตออกมาแล้ว พวกขุนนางอำมาตย์ก็จะใช้กำลังบังคับหรือระบบกฎหมายเข้ารวบริบดอกผลแรงงานของไพร่ไปในจำนวนที่แน่นอนตามเกณฑ์
กลับกัน ในระบบทุนนิยม นายทุนเข้ามาเกี่ยวพันโดยตรงกับกระบวนการผลิตว่าจะดำเนินไปอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวันเวลาเข้ากะทำงาน วิธีการผลิต ผลิตเมื่อไหร่ อย่างไร ด้วยอัตราเร่งเร็วแค่ไหน ล้วนเป็นเรื่องที่นายทุนกังวล สนใจเอาเป็นธุระโดยตรงทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าปล่อยให้คนงานกำหนดจัดการกระบวนการทำงานในโรงงานกันไปเองตามใจชอบ แล้วนายจ้างค่อยมารวบริบเอาผลผลิตตอนท้ายแบบศักดินาเสียเมื่อไหร่กัน
ตรงกันข้าม คนงานถูกจ้างให้ผลิตสินค้าอย่างหนึ่งซึ่งนำไปขายได้เงินมามากกว่าที่จ่ายเป็นค่าแรงให้คนงาน นายจ้างนายทุนก็เก็บเอาผลกำไรไป ด้วยลักษณาการดังกล่าวนี้ นักเศรษฐศาสตร์จึงสรุปว่าในระบบศักดินา ไพร่ไม่ได้ ถูกขูดรีด (exploitation) แบบทุนนิยม แต่ถูกรวบริบ (expropriation) เอาผลผลิตไปจากตัวโดยตรงต่างหาก
2) ระบบศักดินา
ไม่มีรัฐคอยแทรกแซงวิถีการผลิต
รัฐศักดินาไม่ได้ครอบคลุมเข้าไปยุ่มย่ามแทรกแซงวิถีการทำงาน/การผลิตโดยผ่านนโยบายอุตสาหกรรมหรืออะไรเทือกนั้นอย่างรัฐทุนนิยมสมัยใหม่
ตรงกันข้าม รัฐศักดินาแบ่งซอยพื้นที่หัวเมืองชั้นนอกชั้นในและประเทศราชใต้อำนาจบารมีเป็นผืนยิบย่อยให้ขุนนางอำมาตย์ทั้งหลายซึ่งเจ้าศักดินาใหญ่ไว้ใจไปกินเมืองเก็บหาผลประโยชน์จากประดาไพร่ติดที่ดินในสังกัด แลกกับการส่งกำลังคนกำลังรบส่วยสาอากรมาตอบแทนตามวาระและความจำเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าศักดินาใหญ่ตรงสุดยอดพีระมิดของรัฐเครือข่ายอุปถัมภ์กับบรรดาขุนนางอำมาตย์กินเมืองทั้งหลายจึงมีลักษณะกึ่งอิสระ ค่อนข้างล่อแหลมวูบไหว ไม่นิ่งแน่มั่นคงเป็นนิจศีล ต้องมีการจัดแสดงความจงรักภักดีอยู่เป็นระยะผ่านบรรณาการดอกไม้เงินดอกไม้ทองหรือพิธีกรรมถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น
3) การเมือง-กฎหมาย-เศรษฐกิจ
สัมพันธ์เชื่อมโยงกันโดยตรง
ขณะที่ระบบทุนนิยม การเมือง/กฎหมาย/เศรษฐกิจเป็นอิสระจากกันโดยสัมพัทธ์ (relative autonomy) ทว่าในระบบศักดินา ผู้กุมอำนาจการเมืองย่อมสามารถใช้กฎหมายเล่นงานปรปักษ์ผู้กระด้างกระเดื่องได้ชนิดฝ่ายหลังเสียเปรียบดิ้นไม่หลุด/หลุดยาก
ขณะที่ในระบบทุนนิยม ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ผู้กุมอำนาจ หรือยื่นข้อร้องทุกข์กล่าวโทษนายจ้างตามกฎหมาย ต่อศาลสถิตยุติธรรมหรือคณะกรรมาธิการต่างๆ ได้หากมีหลักฐานเหตุผลประจักษ์ชัด ช่องทางเช่นนั้นไม่มีอยู่ในระบบศักดินาที่ซึ่งระเบียบอำนาจ [การเมือง-กฎหมาย-เศรษฐกิจ] เชื่อมต่อติดกันสนิทแน่นเป็นเนื้อเดียว
4) การแสวงหากำไรอยู่ตรงชายขอบ
ของความสัมพันธ์ทางสังคม
ในระบบศักดินา มีการผลิตเพื่อขายและตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อหากำไรอยู่ ไม่ใช่ไม่มี แต่มันอยู่ตรงชายขอบของความสัมพันธ์ในสังคมศักดินาซึ่งชี้นำกำกับด้วยหลักการอื่น เช่น ศาสนา ธรรมเนียมประเพณีของชุมชน ชาติพันธุ์ เป็นต้น
ผู้คนได้สิ่งของที่ต้องการส่วนใหญ่ผ่านการผลิต บริโภคและแลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นกันโดยตรง (ทำเองกินเองใช้เอง แบบเศรษฐกิจพอเพียงหรือพึ่งตนเอง) ไม่จำต้องมีสินค้ามาตั้งตระหง่านเป็นใจกลางของการจัดระเบียบชีวิตทางสังคมเสมอไป
ส่วนในระบบทุนนิยม การแสวงหากำไรกลับอยู่ตรงใจกลางของกิจกรรมความสัมพันธ์แทบทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะต้องการสิ่งใดในชีวิต อาทิ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม หยูกยามดหมอ เราต้องไปหาและซื้อขายมันในตลาด ต้องมีใครสักคนได้กำไรจากการนั้นแทบจะเสมอไป เราจึงจะได้ของนั้นมา
ดังที่คาร์ล มาร์กซ์ ชี้ว่า เมื่อเทียบกับระบบศักดินา ทุนนิยมเกี่ยวพันถึงเสรีภาพเฉพาะเจาะจงบางอย่างอยู่ นั่นคือเสรีภาพที่ผู้คนไม่จำต้องสังกัดและถูกผูกมัดตรึงติดอยู่กับเจ้านายหรือขุนนางเฉพาะคนเฉพาะรายอีกต่อไป (ไม่ต้องถูกสักเลกบนข้อมือเนื้อตัวว่าเป็นไพร่ของใคร) อย่างน้อยในทางทฤษฎี ในระบบทุนนิยม ถ้าเราไม่ชอบนายจ้างของเรา เราย่อมลาออกไปหารับจ้างนายใหม่บริษัทใหม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งทำไม่ได้ในระบบศักดินา
ทว่าในทางกลับกัน ในระบบทุนนิยม ชีวิตหลายต่อหลายด้านของผู้คนก็กลับถูกครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จสากล ด้วยการจ้างงานและการผลิตสินค้าแทน คนส่วนมากใช้ชีวิตทำแต่งานอย่างเคร่งเครียดวิตกกังวล ภายในสถานที่ทำงาน/โรงงานซึ่งถูกบริหารจัดการแบบตาม (โทร./ไลน์) จิกยิบย่อยจ้ำจี้จ้ำไชในระดับจุลภาคหนักข้อขึ้นทุกที เพื่อรีดเค้นเอาผลิตภาพประสิทธิภาพจากแรงงานให้ได้สูงสุดไม่เว้นแม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ (https://hbr.org/2023/09/the-anxious-micromanager)
จนบางทีก็ชวนให้หวนหาอาลัยอดีตก่อนทุนนิยมซึ่งจังหวะชีวิตสังคมถูกกำกับโดยธรรมชาติฤดูกาลอย่างเป็นไปเองมากกว่า
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
