เมนูข้อมูล | นายดาต้า
‘อ่อน’ จนไม่ต้องรัฐประหาร
หลังการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่จัดขึ้นในนาม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” สามารถรวบรวม ปลุกระดม เกณฑ์ผู้คนมาได้ล้นหลามจนเชื่อกันว่ากระแสต่อต้าน “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” จุดติดแล้ว จากนี้เป็นต้นไปจะง่ายต่อการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านรัฐบาลในทุกรูปแบบ โดยเชื่อว่าจะต้องมีการเตรียมการเพื่อชุมนุมใหญ่แบบยืดเยื้อ ข้ามคืนข้ามวัน หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แกนนำเรียกร้อง
รัฐบาลไม่ตอบโต้หรือปฏิเสธข้อเรียกร้อง แต่กระบวนการ “แบก” พยายามเบี่ยงประเด็นให้เข้าใจไปว่าเป็นม็อบที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดทาง “รัฐประหาร” โดยอาศัยภาพลักษณ์อันเกิดจากพฤติกรรมในอดีตของบรรดาแกนนำม็อบที่เสพประโยชน์ส่วนตัวจากรัฐบาลรัฐประหารมาเป็นสมมุติฐานในการชี้นำ
เอาการใช้กำลังทำรัฐประหารมาสร้างภาพให้ประชาชนเกิดความตื่นกลัว เพื่อต่อต้านไม่ให้ขยายผลการชุมนุมต่อไป
อย่างไรก็ตาม ดูแล้วไม่ใช่วิธีการที่ทำให้เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจาก
หนึ่ง ในการทำรัฐประหาร “แช่แข็งประเทศ” ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการจัดการครั้งใหญ่ในเรื่องการควบคุม “โครงสร้างอำนาจ” ให้อยู่ในการจัดการให้เป็นไปตาม “ระบอบสืบทอดอำนาจ” โดยไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหาร ด้วยการเอากลไกควบคุมอำนาจนั้นไปไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการควบคุมโดยกฎหมายซึ่งดีไซน์มาเพื่อ “สืบทอดอำนาจ” ได้อย่าง “มั่นคง ยั่งยืน” ไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหารเพื่อช่วงชิงเหมือนที่ผ่านมา
และจนถึงวันนี้ โครงสร้างอำนาจแช่แข็งประเทศยังคงมีการใช้งานอย่างเข้มแข็ง โดยที่รัฐบาลถูกควบคุมกระทั่งความคิดในการจะแก้ไขยังมีไม่ได้
สอง การจัดการกับโครงสร้างอำนาจที่ขัดขวางความเข้มแข็งของ “พรรคการเมือง” ทำให้รัฐบาลยิ่งบริหารประเทศยิ่งตกต่ำ เพราะไม่มีหนทางที่จะสร้างผลงานที่เอื้อต่อการทำให้เห็นการเคารพ “อำนาจประชาชน” ได้ การสร้างผลงานเป็นเรื่องของการเพิ่มรายได้ การลดรายจ่ายให้ประชาชนไปวันๆ ไม่สามารถทำโครงการใหญ่ๆ ที่ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้ด้วยตัวเอง
เมื่อสภาพเศรษฐกิจโลกไม่เอื้อที่จะทำให้เศรษฐกิจภายในเติบโตได้ง่ายๆ ผู้บริหารประเทศต้องใช้ความรู้ ความสามารถสูง แต่รัฐบาลถูกปิดกั้นด้วย “โครงสร้างแช่แข็งประเทศ” ทำให้นับวัน ความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีให้ยิ่งตกต่ำ
เห็นชัดจาก “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส” ของ “นิด้าโพล”
ปีนี้ ใน 3 เดือนแรก “มกราคม-มีนาคม” คะแนนนิยมของ “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นอันดับ 1 คือร้อยละ 30.90 แต่ผลสำรวจล่าสุดของไตรมาส 2 “เมษายน-มิถุนายน” หลุดไปอยู่อันดับ 5 ขณะอันดับ 1 เป็นณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 31.48, อันดับ 2 ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ ร้อยละ 19.88, อันดับ 3 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 12.72, อันดับ 4 อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 9.64
นับเป็นความนิยมที่ตกต่ำแบบดิ่งเหวรวดเร็วอย่างยากที่จะทำใจ
กระนั้นนี่ก็คือความจริงอันเกิดจากผู้นำที่สร้างผลงานอะไรไม่ได้ เพราะไม่ยอมรับว่าอุปสรรคขัดขวางสำคัญคือ “โครงสร้างอำนาจแช่แข็งประเทศ”
พยายามทำแค่เดินงานตามน้ำ ให้ได้ผลงาน “รูทีน” ประคับประคองให้อยู่ตำแหน่งกันไป โดยทำใจให้ไม่อึดอัดกับการทำให้ประชาชนค่อยๆ เคยชินกับความสิ้นหวังในโอกาสสร้างชีวิตที่ดี
ดังนั้น เมื่อประชาชนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พ้นไปจากการทำหน้าที่ การใช้ “ความกลัวรัฐประหาร” มาเป็นเกราะกำบัง
จึงดูไม่ได้ผลนักในโลกที่สื่อโซเชียลทำหน้าที่ให้ความรู้ ความคิด ข้อเท็จจริงได้อย่างถึงพริกถึงขิง
