การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
‘โฉมหน้าของศักดินาภิวัตน์ในปัจจุบัน’ (2)
ปรากฏการณ์ “ศักดินาภิวัตน์รอบใหม่” (refeudalization) ถูกเอ่ยอ้างถึงครั้งแรกในทศวรรษที่ 1960 โดยนักปรัชญาหลายคนในโลกตะวันตกที่มักถูกเรียกรวมกันว่าพวก “ซ้ายใหม่” (George Katsiaficas, The Imagination of the New Left: A Global Analysis of 1968, 1987)
บริบทโลกตะวันตกตอนนั้น (โดยเฉพาะอเมริกา, ยุโรปตะวันตก, ญี่ปุ่นเป็นสำคัญ) กำลังเดือดพล่านด้วยสงครามเวียดนาม การประท้วงต่อต้านสงครามและปฏิเสธหมายเกณฑ์ทหารของเยาวชนนักศึกษาแผ่กว้างไปทั่ว พร้อมกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองและความเสมอภาคทางชนชั้น เพศและเชื้อชาติ ควบคู่ไปกับคลื่นวัฒนธรรมทวนกระแสของบุปผาชนที่ต่อต้านการครอบงำของทุนนิยม-วัตถุนิยม-บริโภคนิยม (ดู David Caute, The Year of the Barricades: A Journey through 1968, 1988; & “Counterculture of the 1960s”, Wikipedia, https://en.wikipedia.org/wiki/Counterculture_of_the_1960s)
โครงสร้างความรู้สึกแห่งยุคสมัยตอนนั้นของเยาวชนและปัญญาชนหัวก้าวหน้าคือห่วงกังวลในความล้มเหลวของระบอบเสรีประชาธิปไตยตะวันตก ที่จะเอื้ออำนวยให้มหาชนได้เข้าร่วมทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรวมหมู่อย่างแท้จริง ทำให้การณ์กลับกลายเป็นว่าอำนาจจริงกุมอยู่ในมือชนชั้นนำทางการเมือง การทหาร และอุตสาหกรรมแทน

โดยเฉพาะในเยอรมันตะวันตกที่ประสบพบผ่านเผด็จการเบ็ดเสร็จของฮิตเลอร์มาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่พวกนาซีฉวยใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ-พรรคในปริมณฑลสาธารณะยังหลอนใจผู้คนอยู่มิวาย ค่าที่มันนำไปสู่ผลลัพธ์หายนะบั้นปลายในที่สุด
ปัญญาชนแนวสังคมนิยมชาวเยอรมันสังกัดสำนักแฟรงก์เฟิร์ตชื่อดังอย่างเยอร์กึน ฮาบาร์มาส (J?rgen Habermas, 1929-ปัจจุบัน) มิเพียงวิตกเรื่องคุณภาพของข้อเท็จจริงรายปลีกย่อยในสื่อสิ่งพิมพ์ วารสาร หรือการถกเถียงวิวาทะในเวทีสาธารณะซึ่งกำลังถูกบิดเบือนไปเท่านั้น
เขายังกังวลเลยรวมไปถึงเรื่องรูปแบบสถาบันทั้งหลายดังที่เป็นอยู่ในระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมว่ามันก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในหมู่พลเมืองที่เปิดกว้างรับฟังและเสริมเติมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันไหม? หรือว่าเอาเข้าจริงสถาบันเหล่านี้กำลังถูกชักเชิดฉวยใช้เพื่อมุ่งหากำไรและก่อความพิพาทบาดหมางเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างกลุ่มฝ่ายต่างๆ ซึ่งส่งผลปิดกั้นขัดขวางผู้คนมิให้เข้าร่วมชีวิตสาธารณะและชีวิตการเมืองในท้ายที่สุดกัน?

ในปี 1962 เยอร์กึน ฮาบาร์มาส ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง The Structural Transformation of the Public Sphere: An Inquiry into a Category of Bourgeois Society (การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของปริมณฑลสาธารณะ : การสืบค้นเรื่องสถาบันประเภทหนึ่งของสังคมกระฎุมพี) ออกมา อันเป็นบทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และปรัชญาอย่างกว้างขวางพิสดารว่าวาทกรรมสาธารณะคลี่คลายขยายตัวมาอย่างไรในยุโรปและมาบัดนี้ (ทศวรรษที่ 1960) มันกำลังระส่ำระสายแตกสลายออกจากกันเช่นใด
ข้อถกเถียงหลักของฮาบาร์มาสในงานชิ้นนี้ ได้แก่ :
1) การปรากฏขึ้นของปริมณฑลสาธารณะกระฏุมพีในยุโรป
ในศตวรรษที่ 18 ได้ปรากฏพื้นที่ใหม่ผุดขึ้นหว่างกลางของปริมณฑลส่วนตัว (หมายถึงครอบครัว และเศรษฐกิจ) กับรัฐ ได้แก่ ปริมณฑลสาธารณะของชนชั้นกระฎุมพี ที่ซึ่งปัจเจกเอกชนมาชุมนุมกันโดยเฉพาะในห้องโถงรับแขกของคฤหาสน์ผู้มีชื่อ (salons) ร้านกาแฟและสโมสรหนังสือ เพื่อเข้าร่วมการถกเถียง วิวาทะวิพากษ์วิจารณ์กิจการสาธารณะด้วยเหตุผล
2) ประชาสัมพันธ์แบบแทนตน
vs. การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยหตุผล
ก่อนหน้าความเปลี่ยนแปลงนี้ “สาธารณภาพ” (publicness) ในสมัยศักดินาหมายถึงแต่การสำแดงเดชาบารมีของท้าวพระยามหากษัตริย์ผ่านเครื่องทรง พิธีกรรมและเทศกาลงานต่างๆ ซึ่งฮาบาร์มาสเรียกว่า “ประชาสัมพันธ์แบบแทนตน” หรือ representative publicity เท่านั้น
ปรากฏการณ์ละม้ายคล้ายกันในโลกตะวันออก น่าจะได้แก่สิ่งที่ Clifford Geertz (1926-2006) ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาวัฒนธรรมชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Princeton ผู้เชี่ยวชาญอินโดนีเซีย เรียกว่า “รัฐนาฏกรรม” (the Theatre State) ในเกาะบาหลี (นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ประชาชนในรัฐนาฏกรรม” 2 ตอนจบ, มติชนสุดสัปดาห์, เมษายน 2560)
ในทางเปรียบตัดต่างกัน ปริมณฑลสาธารณะกระฎุมพีกลับเน้นย้ำการถกเถียงอย่างมีเหตุผลระหว่างคนเท่ากัน อันเป็นการตรวจสอบอำนาจรัฐด้วยมติมหาชน
3) พื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ฮาบาร์มาสผูกโยงการผุดขึ้นของปริมณฑลสาธารณะกระฎุมพีเข้ากับทุนนิยมและการผงาดขึ้นของชนชั้นกลางเจ้าสมบัติผู้อ่านออกเขียนได้ การแพร่หลายของวัฒนธรรมการพิมพ์และการค้าทางไกลช่วยสร้างสาธารณชนผู้สามารถเอาเรื่องเอาราวกับข่าวสารและความคิดอ่านต่างๆ ขึ้นมา
4) ศักดินาภิวัตน์รอบใหม่->ความตกต่ำเสื่อมถอยของปริมณฑลสาธารณะ
เมื่อเวลาล่วงเลยไป ปริมณฑลสาธารณะก็ค่อยๆ ถูกเซาะกร่อนบ่อนเบียนจากสื่อสารมวลชน วัฒนธรรมบริโภคนิยมและการเกลื่อนเลือนเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐกับสังคม
ฮาบาร์มาสเรียกขานกระบวนการนี้ว่า ศักดินาภิวัตน์รอบใหม่ของปริมณฑลสาธารณะ
ในกระบวนการนี้ ประชาสัมพันธ์กลายเป็นแค่เครื่องมือชักเชิดฉวยใช้ของชนชั้นนำผู้กุมอำนาจเพียงหยิบมือ เพื่อนำเสนอตัวเองว่าเป็นผู้ทรงอำนาจอิทธิพล ผู้รอบรู้หรืออภิมหาเจ้าสัวผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ซึ่งประชาชนผู้ชมผู้ฟังพึงเชื่อถือไว้ใจ เจริญรอยตามและจงรักภักดี อย่าได้ไปรับฟังเชื่อถือปรปักษ์ศัตรู
จะว่าไปมันก็ไม่ต่างจากโฆษณาสินค้าหรือโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไม่เอื้อเฟื้อโน้มนำไปสู่การโต้แย้งถกเถียงเชิงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เสมือนหนึ่ง “ประชาสัมพันธ์แบบแทนตน” ยุคศักดินาที่ย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกรอบนั่นเอง
ดังตัวอย่างรูปธรรมของพระราชา-ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาข้างต้น
5) มติมหาชนกับประชาธิปไตย
ศักดินาภิวัตน์รอบใหม่ทำให้ “มติมหาชน” กลับกลายไปเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกบริหารจัดการเสกสรรปั้นแต่งขึ้น แทนที่จะเป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงพลเมืองอย่างแท้จริง อุดมคติของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือกลับถูกบ่อนทำลายลงไปเสียโดยความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมนั่นเอง

งานของฮาบาร์มาสเป็นทั้งคำบรรยายทางประวัติศาสตร์และบทวิพากษ์เชิงคุณค่า เขาร่ำหาอาลัยพื้นที่ปริมณฑลสาธารณะที่ซึ่งเพื่อนพลเมืองสามารถมาถกอภิปรายกันด้วยเหตุผลและกำหนดชีวิตการเมืองร่วมกันได้ และเรียกร้องให้ประดิษฐ์คิดสร้างปริมณฑลสาธารณะขึ้นมาใหม่ในสังคมประชาธิปไตยปัจจุบัน
หากลองเอาตัวแบบความหยั่งเข้าใจปริมณฑลสาธารณะกับศักดินาภิวัตน์รอบใหม่ในโลกตะวันตกเมื่อกว่า 60 ปีก่อนของฮาบาร์มาสมาประยุกต์เปรียบเทียบกับวาทกรรมการเมืองยุคดิจิทัลของไทยรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา
อาทิ ในงานเกี่ยวกับขบวนการเสื้อเหลืองต่อต้านประชาธิปไตยของอาจารย์การเมืองเปรียบเทียบแห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย Aim Sinpeng, Opposing Democracy in the Digital Age: The Yellow Shirts in Thailand, 2021
งานเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ของอาจารย์ไทยศึกษาชาวอังกฤษ Duncan McCargo & Anyarat Chattharakul, Future Forward: The Rise and Fall of a Thai Political Party, 2020.
และบทความเกี่ยวกับม็อบเยาวรุ่นสามกีบเรื่อง Duncan McCargo, “Disruptors’ dilemma? Thailand’s 2020 Gen Z protests”, Critical Asian Studies, 53:2 (2021), 175-191.
ก็อาจเห็นข้อเทียบเคียงบางด้านดังตาราง
