bg-single

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (21) ความตายจากฟากฟ้า

16.07.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (21)

ความตายจากฟากฟ้า

“กระแสน้ำกำลังเปลี่ยนทิศ… ยูเครนโดยเปรียบเทียบแล้วดีกว่ารัสเซียในเรื่องของการเกณท์ [กำลังพล] การฝึก [ทหาร] การจัดหาอาวุธ การจัดองค์กร [ทหาร] และการจัดวางกำลังที่ได้รับเพิ่มเติม”

General David Petraeus

บทสัมภาษณ์ใน CNN, 18 กันยายน 2022

คงตอบได้ยากว่าปฏิบัติการทางทหารของโดรนจริงๆ แล้วเริ่มต้นเมื่อใด และใช้ในภารกิจอะไร แต่อย่างน้อยโดรนออกสนามรบก่อนที่สงครามยูเครนจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2022 อย่างไรก็ตาม โดรนไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการทหารอย่างแน่นอน และอาจกล่าวได้ว่าโดรนมีพัฒนาการมาพอสมควร อย่างน้อยนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

แต่การออกปฏิบัติภารกิจทางทหารของโดรนเช่นที่ปรากฏเป็นข่าวในปัจจุบันนั้น ต้องถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะแม้ในช่วงสงครามเย็นจะเริ่มมีการใช้โดรน แต่ก็มีความจำกัดทางด้านเทคโนโลยีอย่างมาก และภารกิจหลักที่ใช้มักเป็นเรื่องการลาดตระเวนทางอากาศ หรือใช้ทำหน้าที่เป็น “ผู้ตรวจการหน้า” ที่ช่วยในการปรับมุมยิงของหน่วยทหารปืนใหญ่ หรือบางทีก็ทำหน้าที่เป็นเป้าซ้อมยิงสำหรับการใช้อาวุธทางอากาศ

กำเนิดยุคโดรน

ในยุคหลังสงครามเย็น โดรนเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การทำหน้าที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของยานพาหนะบนภาคพื้นดินของทหารอิรัก หรือช่วยแสวงหาเป้าหมายสำหรับหน่วยทหารปืนใหญ่อเมริกันในสงครามอ่าวเปอร์เซีย แต่ก็ไม่ได้ใช้มากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณภาพของตัวโดรนเอง ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามากขึ้นอันเป็นผลจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยีบางประการ

จนกระทั่งในปี 1993 สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐมีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลข่าวกรองสนามรบ (battlefield intelligence) และมีความเสี่ยงในการใช้อากาศยานในการลาดตระเวน โดรนจึงเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็น “หน่วยลาดตระเวนทางยุทธวิธี” เพื่อทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลสนามรบในบอสเนียในปี 1994 เช่น ภาพถ่ายการเคลื่อนขบวนรถถัง ที่ตั้งยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน หรือภาพอื่นๆ ที่เป็นภาพข่าวกรองทางทหาร เป็นต้น และโดรนที่ใช้มีสัญลักษณ์แบบว่า “MQ-1” หรือชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ “Predator”

การปรากฏตัวของ “พรีเดเตอร์” ในภารกิจทางทหารและงานข่าวกรองในบอสเนีย จึงถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ทางการบินครั้งสำคัญของโลกหลังจากการกำเนิดของอากาศยานในปี 1903 คือการกำเนิดของ “ยุคโดรน” (The Drone Age) ซึ่งหลังจากนี้แล้วโดรนมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดรนมีความเสถียรในการบินมากขึ้น บินได้ไกลขึ้น บรรทุกน้ำหนัก (ติดระเบิดและ/หรืออาวุธยิง) ได้มากขึ้น และบินได้เงียบมากขึ้น [มีคนเปรียบเทียบเสียงการบินของโดรนว่าเป็นดัง “เครื่องตัดหญ้าเวหา” (lawnmower in the sky) กล่าวคือเงียบมากเมื่อเปรียบเทียบกับอากาศยานตามปกติ]

ความก้าวหน้าต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การควบคุมปฏิบัติการของโดรนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ผู้ควบคุมโดรนสามารถอยู่ไกลได้ถึง 400 ไมล์ พร้อมกันนี้ยังสามารถส่งภาพกลับมายังจอภาพบนโต๊ะของผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยเหนือได้ใน “เวลาจริง” (real time) โดรนในลักษณะนี้จึงทำหน้าที่เป็นดัง “กล้องโทรทัศน์ลอยฟ้า” (television camera in the sky) อันเป็นผลของ “การปฏิวัติด้านสารสนเทศ” (Information Revolution) ที่มาพร้อมกับการนำเข้าและส่งออกข้อมูลของคอมพิวเตอร์ รวมถึงการส่งข้อมูลที่เป็นรูปภาพ อันทำให้ภารกิจโดรนในช่วงสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 เป็นเรื่องของการลาดตระเวนถ่ายภาพในพื้นที่การรบ

จนในปี 2000 นายทหารในกองทัพอเมริกันเริ่มตั้งคำถามว่า โดรนสามารถทำภารกิจได้มากกว่าการบินลาดตระเวนไหม… เป็นไปได้ไหมที่จะติดตั้งอาวุธยิง (จรวด) กับโดรน โดยเฉพาะการติดตั้งจรวดนำวิถีจากอากาศสู่พื้นแบบ “Hellfire” (AGM-114) ซึ่งเป็นจรวดขนาดเล็กที่มีความแม่นยำสูง สามารถใช้ยิงทำลายรถถัง รถหุ้มเกราะ บังเกอร์ สิ่งปลูกสร้าง ตลอดรวมถึงใช้ยิงเฮลิคอปเตอร์ เป็นต้น

ติดอาวุธให้โดรน

ในตอนกลางปี 2001 จึงมีการทดลองยิงจรวดแบบ Hellfire จากโดรน ซึ่งเป็นการทดลองก่อนที่เหตุการณ์การโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน 2001 จะเกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว โดรนจึงถูกนำมาใช้ในภารกิจของการไล่ล่าอุสมะห์ บิน ลาดิน และหลังจากนี้โดรนจึงทำหน้าที่เป็นอาวุธหลักในการไล่ล่าและสังหารผู้นำขบวนการก่อการร้าย หรืออาจกล่าวได้ว่าจากภารกิจลาดตระเวนถ่ายภาพเพื่อเก็บข้อมูลข่าวกรองสนามรบนั้น จากนี้ไปโดรนจะทำภารกิจใหม่เป็น “นักล่าจากเวหา” หรือจะเรียกว่าเป็น “มือสังหารจากฟ้า” ก็คงไม่ผิดอะไรนัก อันนำไปสู่การเกิดโครงการ “สังหารเป้าหมายเฉพาะตัว” (targeted killing program) จากการทำภารกิจของโดรน

ปฏิบัติการเช่นนี้ไม่ใช่การใช้พลซุ่มยิงในแบบสไนเปอร์อีกต่อไป แต่กลายเป็น “นักฆ่าเวหา” ที่เข้ามาทำภารกิจดังกล่าวแทน และกรณีที่ถูกยกมาเป็นตัวแบบความสำเร็จของโดรนคือ การสังหาร Sinan Al-Harithi ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญของกลุ่มอัลกอร์อิดะห์ในเยเมนในปลายปี 2002

อีกทั้งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อมีการติดอาวุธแล้ว โดรนเอื้อให้กองทัพสหรัฐเปิดการโจมตีระยะไกลได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยังมีความแม่นยำในการโจมตีอย่างมากด้วย อันเป็นสัญญาณถึงการมาของสงครามรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 21 ที่ท้องฟ้าไม่ได้เต็มไปด้วยอากาศยานพร้อมนักบินอีกต่อไป หากแต่เต็มด้วยอากาศยานไร้นักบินต่างหาก… โลกของการสงครามมาถึงจุดของความเปลี่ยนแปลงใหญ่แล้ว

โลกใหม่ของสงคราม

ดังได้กล่าวแล้วว่าสงครามยูเครนสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสงครามในศตวรรษที่ 21 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้โดรน ซึ่งโดรนทำภารกิจทั้งในเรื่องของการโจมตีและการลาดตระเวน บางทีอาจจะเปรียบในโลกของการสงครามทางอากาศว่า โดรนเป็นดังอากาศยานลาดตระเวนโจมตี แต่ความต่างคืออากาศยานนี้ที่อยู่ในความควบคุมของหน่วยทหารราบ เพราะมีขนาดเล็ก และไร้นักบิน

ในอีกมุมหนึ่งของการสงครามทางบก เราอาจเปรียบเทียบได้ว่าโดรนไม่ได้แตกต่างจากปืนใหญ่ในทางยุทธวิธี (tactical artillery) เป็นแต่เพียงเป็นปืนใหญ่ที่มีราคาถูกอย่างมาก และสามารถทำการโจมตีเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการวางแผนการยิงล่วงหน้า ทั้งไม่ต้องรอการยิงเป็นชุด หากสามารถทำการโจมตีเป้าหมายในแต่ละครั้งได้ตามที่ต้องการ และความต่างจากหน่วยปืนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญอีกประการคือ ปืนใหญ่ต้องรอข้อมูลจากหน่วยเหนือเพื่อทำแผนการยิง แต่โดรนสามารถบินลาดตระเวนออกหาเป้าได้ตามต้องการ หรือที่กล่าวว่าโดรนจะบินออกล่าเหยื่อเอง

นอกจากนี้ โดรนยังมีความได้เปรียบกว่าปืนใหญ่อย่างมาก เช่น โดรนจะโจมตีด้วยการติดตามคลื่นความร้อนเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการ เช่น เข้าไปในประตูทางเข้าป้อมปืนรถถัง ทะลุผ่านหน้าต่างเข้าไปในอาคารเป้าหมาย ดิ่งลงโจมตีทหารราบที่หลบอยู่ในสนามเพลาะ หรือทำการโจมตีในมุมที่ปืนครกไม่สามารถตั้งมุมยิงได้ เป็นต้น จนอาจต้องกล่าวว่าโดรนไม่ใช่แค่เป็น “ระบบส่งอาวุธใหม่” (new delivery system) ในสนามรบเท่านั้น หากแต่โดรนกำลังเป็น “นักล่าสังหาร” ในสนามรบที่น่ากลัวที่สุด

สภาวะเช่นนี้ในทางยุทธศาสตร์ทหาร จึงอาจกล่าวได้ว่าโดรนกำลังสร้าง “พลวัตสนามรบ” (battlefield dynamics) ให้เกิดความใหม่ของสงคราม ที่แตกต่างไปจากสงครามในแบบเดิมอย่างมาก เพราะในความหมายแบบจรวดนั้น โดรนไม่ใช่เพียงระบบส่งของอาวุธ หากเป็นอาวุธที่กำลังเปลี่ยนวิถีของทหารรบ เพราะโดรนจะเป็นอุปกรณ์ทางทหารที่ช่วยให้บรรดานักรบในยุคปัจจุบันมองเห็น เคลื่อนที่ โจมตี และอยู่รอดได้ในสนามรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลจากความเปลี่ยนแปลงใหญ่จากพลวัตในสนามรบเช่นนี้ ทำให้ต้องกล่าวว่ากำลังรบทางบกที่ปราศจากโดรนจะมีความเปราะบาง และกลายเป็นจุดอ่อนให้ข้าศึกโจมตีได้อย่างง่ายดาย ดังเช่นกำลังรบของรัสเซียในช่วงเปิดสงครามกับยูเครน ที่รถถัง รถหุ้มเกราะ และบรรดารถรบทหารราบ กลายเป็นเป้าอย่างดีให้กับการโจมตีของโดรนยูเครน และทำให้กองทัพรัสเซียต้องประสบกับความเสียหายอย่างหนัก ดังจะเห็นได้จากจำนวนความสูญเสียรถถังของกองทัพบกรัสเซีย หรือประมาณการว่าความเสียหายของกองทัพรัสเซียร้อยละ 60-70 มาจากการโจมตีของโดรน

เมื่อรัสเซียเริ่มปรับตัวหันมาใช้โดรนในการโจมตีมากขึ้น ก็จะพบว่ายูเครนเองก็ประสบความเสียหายจากการโจมตีของโดรนรัสเซียอย่างมาก เช่น การเปิดการโจมตีเมืองของยูเครนด้วยโดรนราคาถูกจากอิหร่าน และการใช้โดรนในสนามรบ ก็เห็นถึงภาพของความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของโดรนไม่แตกต่างกัน จนวันนี้ทั้งทหารยูเครนและทหารรัสเซียมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันว่า บนท้องฟ้าในสนามรบที่มีโดรนเป็นจำนวนมากนั้น เป็นเสมือนมี “พลสไนเปอร์ในท้องฟ้า” อยู่เป็นพันๆ คน และสไนเปอร์เหล่านี้พร้อมที่จะยิงและ/หรือทำลายเป้าหมายบนภาคพื้นดินได้ตลอดเวลา

เห็นคือตาย!

หากเปรียบเทียบการสงครามทางบกเช่นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 เราอาจกล่าวได้ว่าจะมีพื้นที่ตรงกลางที่อยู่ระหว่างแนวสนามเพลาะของกำลังรบของทั้ง 2 ฝ่ายว่าเป็น “no man’s land” คือเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครอยู่ และไม่ได้เป็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และหากจะเปิดการรุก ทหารราบจะต้องขึ้นจากสนามเพลาะ พร้อมกับวิ่งเข้าตีตรงหน้า ฝ่าแนวลวดหนาม และรังปืนกลของข้าศึกไปให้ได้ เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้เกิดความสูญเสียของชีวิตทหารราบเป็นจำนวนมาก หรือที่กล่าวในทางประวัติศาสตร์ว่า สงครามสนามเพลาะเป็นหนึ่งในความโหดร้ายของสงครามในศตวรรษที่ 20

แต่สงครามในยุคปัจจุบัน โดรนได้ปิดพื้นที่ในลักษณะเช่นนี้ไปแล้ว เพราะพื้นที่การสังหารและลาดตระเวนของโดรนครอบคลุมแนวสนามเพลาะทั้งหมด หรืออาจกล่าวในทางยุทธวิธีได้ว่า ไม่มี “no man’s land” ในสงครามโดรน กล่าวคือสนามเพลาะอาจจะช่วยป้องกันการยิงจากปืนใหญ่ของข้าศึก แต่สนามเพลาะไม่สามารถป้องกันการโจมตีจากโดรนได้ทั้งหมด

ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า หลักการของสงครามโดรนที่ตรงไปตรงมาจากขีดความสามารถของโดรนคือ ถ้าข้าศึกเห็นเรา ข้าศึกจะกำหนดเป้าเรา… ถ้าข้าศึกกำหนดเป้าเรา ข้าศึกจะยิงเรา หรือที่อาจกล่าวเป็นขั้นตอนในภาษาอังกฤษได้ว่า “see-fix-fire”

สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านของเครื่องมือการสงครามอย่างมีนัยสำคัญ และโดรนกำลังเป็น “เจ้าเวหา” ของสนามรบที่เปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามในศตวรรษที่ 21!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

THE WHISPER MAN | ‘เพื่อนในจินตนาการ’
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน โกหน่อง
สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ