รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
MatiTalk | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“เหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 ทำให้ตัดสินใจอยากเข้าการเมืองมากๆ เราเห็นความไม่ชอบธรรมหลายอย่าง เห็นความไม่ยุติธรรม มันเป็นเหมือนทางตัน ปิดทางเดินของประเทศ หลังจากปี 2557 มาก็เริ่มอยากจะมีส่วนร่วมกับการเมืองมากขึ้น” ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เปิดใจกับมติชนสุดสัปดาห์ ผ่านรายการ MatiTalk ถึงเส้นทางการเมืองจากนักเรียนนอก สู่การเป็นผู้แทนหน้าใหม่สมัยแรก
จุดเริ่มต้นทางการเมือง
ถ้าพูดถึงความสนใจการเมืองจริงๆ อาจต้องย้อนกลับไปไกลช่วงวัยเรียนเป็นจุดเริ่มต้นที่เรา spark ความสนใจการเมือง ตอนช่วงอายุ 12-13 มีโอกาสได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็ได้ศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งการเมืองมันของคู่กันกับประวัติศาสตร์ ตอนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ในอังกฤษก็ได้เรียนรู้บทบาทของนักการเมืองในการเปลี่ยนแปลงสังคม และการเมืองสำคัญยังไงในการสร้างความเปลี่ยนแปลง อันนี้ที่จุดประกายให้เราสนใจการเมืองมาก
พอกลับมาเมืองไทยก็คุยกับคุณพ่อว่าสนใจอยากทำงานการเมืองในประเทศไทย คุณพ่อก็พูดกลับมาเลยว่า “เป็นไปไม่ได้” การเมืองไทยต้องใช้เงิน ต้องมีชื่อ ต้องเป็นบ้านใหญ่ ต้องมีชื่อในพื้นที่ เราไม่มีเงิน เราไม่มีทรัพยากรก็ไม่ต้องคิดที่จะทำ
ตอนนั้นเราอาจจะซื่อด้วยมั้งใสๆ เพราะตอนอยู่อังกฤษ เราเห็นว่านักการเมืองอังกฤษมาจากหลากหลายวิชาชีพมาก คนธรรมดา แรงงานต่างๆ อาจารย์ คุณครู ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการเป็นนักการเมืองได้ที่อังกฤษ แต่พอมาดูบริบทของเมืองไทยแล้ว เราก็เข้าใจมากขึ้นว่าบริบทการเมืองไทยมันไม่เหมือนต่างประเทศ
อันนี้ก็ทำให้เราอาจจะพักความสนใจที่จะทำการเมือง แต่ว่าก็ติดตามการเมืองมาเรื่อยๆ จนเรียนจบแล้วกลับมาประเทศไทย ทำงานได้สักพักก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557
ทำให้กลับมาสนใจการเมืองมากๆ
หลังจากนั้นก็เกิดพรรคอนาคตใหม่ขึ้น คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาชูนโยบาย ชูอุดมการณ์ ตอนนั้นเราก็อึ้งที่มีทางเลือกพรรคใหม่ๆ ในสนามการเมืองไทยแล้ว เห็นโอกาสที่คนไทยสามารถหลุดพ้นวงจรของการเมืองเก่าๆ ได้
วันนั้นสิ่งแรกที่ทำเลยคือเราเป็นผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค หรือการบริจาคให้พรรค แต่หน้าที่การงานเรายังไม่พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมมากมายอะไร
แต่หลังจากพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลถูกยุบ สู่พรรคประชาชน มันมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น ความรู้สึกของเราคือมันไม่มีความเป็นธรรม เหมือนโดนรังแก เจตจำนงของประชาชนถูกทำลาย ยิ่งไปกว่านั้นเหมือนทรัพยากรบุคลากรของพรรคเองก็ถูกตัดลงไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ถูกยุบพรรค คิดว่าโอเค เราพร้อมแล้วทั้งครอบครัวหรือหน้าที่การงานอะไรต่างๆ ที่จะมามีบทบาทมากขึ้นในการทำการเมือง
ซึ่งผมเห็นโพสต์ใน Facebook ของพรรคประชาชนที่กำลังเปิดรับสมัครคนที่สนใจร่วมทำงานกับพรรค ณ ตอนนั้นยังไม่ได้เปิดรับสมัครผู้สมัคร ส.ส. เป็นการเปิดรับคนที่อยากมีส่วนร่วมการทำงานกับพรรค ช่วงนั้นผมเริ่มสนใจที่จะอยากทำงานการเมืองก็เลยสมัครเข้าไปชื่อโครงการ PP101 ของพรรค
พอได้เวิร์กช็อปกับพรรค ก็มีโอกาสที่เขาเริ่มจะให้ตัวเลือกกับผู้ที่มาเข้าร่วมว่าอยากไปทางไหนต่อกับพรรค จะทำงานเบื้องหลังฝ่ายนโยบายของพรรค ทำงานส่วนบริหาร-จัดการภายในพรรค หรืออยากจะเป็นผู้สมัครเอง
ตอนนั้นผมก็ยังไม่คิดเลยว่าอยากไปทางไหน แต่คิดว่าไหนๆ จะมาทางการเมืองแล้วก็อยากไปให้สุด อยากทำงานที่มีบทบาทสำคัญ และมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เลยตัดสินใจว่าเราจะเลือกทางที่เราจะเป็นผู้สมัคร
ขั้นตอนของพรรคคือเปิดกว้างมาก พอเข้าโครงการ ก็ลงรายละเอียดลึกขึ้นเกี่ยวกับการเป็นผู้สมัคร มีการคัดสรรมากขึ้น ต้องทำการบ้านในพื้นที่ว่าเราสนใจลงเขตไหน อยากทำประเด็นอะไร ทำรีพอร์ตส่งเข้าไปให้คณะคัดสรร แล้วก็มีการเรียกไปสัมภาษณ์
ตอนที่สมัครเข้าไปก็บอกตามตรงว่าเราไม่ได้รู้จักใครเลย ยังไม่รู้ว่ากระบวนการของพรรคคืออะไร ไม่รู้จักอะไรภายในพรรค
ผมใหม่มากกับการเมือง คือการที่เราเดินเข้ามาตรงนี้คือใหม่มากสำหรับเราเอง และการที่เข้าสู่กระบวนการก็ต้องบอกตามตรงว่า พรรคก็เปิดกว้างจริงๆ ที่จะให้คนหลากหลายอาชีพที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองสามารถเข้าสู่กระบวนการได้
“นักเรียนประวัติศาสตร์”สู่ “นักการเมือง”
ผมจบปริญญาตรี และปริญญาโทประวัติศาสตร์ที่อังกฤษ ตอนนั้นกำลังคิดว่าจะไปเรียนต่อปริญญาเอกประวัติศาสตร์ แล้วมาเป็นอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ในไทยดีไหม
แต่มันมีจุดเปลี่ยนคือพอเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ แล้วเรากลับมาอยู่เมืองไทย เห็นสถานการณ์และบริบทการเมืองแท้จริงของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นนักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการในประเทศไทย อาจจะเป็นวิชาชีพที่น่าจะอยู่ลำบาก เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ในไทยยังถูกปิดกั้นค่อนข้างมาก
มีหลายๆ สิ่งในอดีตที่ไม่สามารถศึกษาได้ มีอะไรหลายๆ อย่างถูกบิดเบือน และผู้มีอำนาจก็ไม่อยากให้นักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการเหล่านี้ไปขุดคุ้ย เพราะเป็นภัยต่ออำนาจของเขา
จะเห็นได้ว่านักวิชาการหลายท่านต้องไปเติบโตในต่างประเทศ หรือไม่ก็ต้องลี้ภัยในช่วงรัฐประหารที่ผ่านมา
ก็เลยทำให้เปลี่ยนใจว่าการเป็นนักประวัติศาสตร์ไม่น่าจะเป็นอาชีพที่รุ่งในประเทศไทย
‘ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์’
ในบริบทของประเทศไทยเองค่อนข้างตรงกับประโยคนี้อยู่บ้าง
แต่ในความจริงไม่สามารถปิดกั้นประวัติศาสตร์ได้ตลอดไป หรือสามารถเขียนประวัติศาสตร์ในบริบทของคุณ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้อำนาจของคุณได้ เพราะมันไม่สามารถซ่อนประวัติศาสตร์ของประเทศเราได้ตลอดไป
อย่างตอนรัฐประหารปี 2557 คสช. ที่เดือนถัดมาก็สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนหลักสูตรประวัติศาสตร์ของโรงเรียนให้มีความชาตินิยมมากขึ้น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ
ณ วันนั้นเราเห็นการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือการเมือง
เป้าหมายในตำแหน่ง
ก็มีทั้งเป้าหมายใหญ่แล้วเป้าหมายที่เล็กลงมา
เราก็อยากให้พื้นที่ที่ดูแลอยู่ได้รับการพัฒนามากขึ้น ประชาชนอยู่ดีมีรายได้ดีขึ้น
ส่วนเป้าหมายใหญ่ก็หวังว่าในอนาคตพรรคประชาชนเราจะได้เป็นรัฐบาล ได้ทำนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน ได้ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปภาครัฐต่างๆ
ผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง คือเรื่องระบบนิเวศการเมืองไทยที่เป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและผลงานของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ไม่ใช่การแข่งกันที่ทรัพยากร Connection หรือมาจากบ้านไหน
ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นคือพรรคการเมืองที่หลากหลายเอานโยบาย อุดมกาณ์มาขาย ไม่ว่าพรรคจะเป็นอนุรักษนิยม เสรีนิยม หรือทุนนิยม ประชาชนสามารถเลือกพรรคคุณที่นโยบาย เลือกที่อุดมการณ์ได้
ณ วันนี้เองการแข่งขันมันอยู่ที่ทรัพยากรค่อนข้างเยอะ แข่งขันที่ Connection ต่างๆ ดังนั้น ผมอยากเห็นการเมืองที่เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศการเมืองแบบใหม่
พรรคประชาชนเจอมรสุมในช่วงนี้
ก็ต้องบอกว่ามันเป็นช่วงมรสุมค่อนข้างเยอะ แต่เราก็ผ่านมรสุมมาเยอะมาก เจอเหตุการณ์การยุบพรรคมาสองรอบแล้ว แกนนำก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
ผมก็คิดว่ามันไม่ได้ยากเกินไปที่เราจะไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตเหล่านี้ไปได้
ต้องพูดตามตรงว่ามันก็คงต้องมีการเหนื่อยใจกันอยู่บ้าง แต่มันก็ท้าทาย เรายังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ในส่วนตรงนี้ คือมันก็เกิดการสะดุดกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วผมว่าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก ทั้งคนในพรรคเอง และองคาพยพของพรรคเองก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ดังนั้น เราก็เดินหน้ากันต่อไปถึงแม้มันจะมีอุปสรรค
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในอนาคตจะถูกบันทึกไว้อย่างไร
เป็นคำถามที่น่าสนใจนะว่า ถ้าเราเป็นนักประวัติศาสตร์ แล้วในอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า เราจะมองกลับมาในยุคนี้ยังไง อันนี้ตอบยาก แต่ขอว่าถ้าเราเป็นนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันแล้วย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ 70 ปีที่แล้วเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่าตอนพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก มันมีความแหลมคม ทั้งการที่ต้องการการปฏิรูปหลายๆ อย่าง อย่างของโครงสร้างประเทศต้องกระจายอำนาจให้กับประชาชน
พูดคุยถึงการทำรัฐธรรมนูญใหม่อะไรต่างๆ ถ้าเราย้อนกลับไปการอภิปรายของพรรคอนาคตใหม่ทั้งคุณธนาธร, คุณช่อ พรรณิการ์ วานิช, อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ทุกคนตื่นเต้นกับการอภิปรายมาก มันแหลมคม มันแบบแตะในสิ่งที่ไม่เคยพูดมาก่อน
ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีที่แล้ว 2492 ถ้าไปย้อนอ่านการอภิปราย ส.ส.สมัยนั้น มันคือสิ่งเดียวกับที่ ส.ส.สมัยพรรคส้มพูด คือสิ่งเดียวกันเลย มันไม่ได้ใหม่
ถ้า ส.ส.สมัยนั้นนั่ง time machine มาดูเราวันนี้ มาดูเราอภิปรายในฐานะพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน เขาจะคิดยังไงกับเรา ผมก็สงสัยว่าเขาคงตกใจ สิ่งที่เขาพูดเมื่อ 70 ปีที่แล้ว คุณยังพูดกันอยู่อีกเหรอ? คุณยังแก้ไขกันไม่ได้อีกเหรอ
เรื่องรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศ เขาพูดมา 70 ปีแล้ว เขาคงจะตกใจกับสถานการณ์การเมืองไทยว่ามัน stuck ติดอยู่มานานขนาดนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยหรือ
ชมคลิป
