คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้ไปร่วมงานบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารพระราชทานศพพระมหาคณานัมธรรมวชิรานุวัตร อดีตเจ้าคณะใหญ่ อนัมนิกาย หรือพูดให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายคือ เจ้าคณะใหญ่ของพระญวนทั้งปวง ที่วัดสมณานัมบริหาร หรือวัดญวนสะพานขาว
แน่นอนว่างานเช่นนี้ย่อมมีทั้งพระภิกษุสงฆ์และฆราวาสเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก นอกจากทางฝ่ายพระญวนจะมากันครบถ้วนไม่มีขาดแล้ว ฝ่ายคณะสงฆ์ไทยก็มีไปร่วมงานชนิดที่กล่าวได้ว่าเมื่อเห็นแล้วอบอุ่นใจเป็นอันมาก
งานวันนั้นมีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จากวัดราชบพิธ เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก วัดสามพระยา และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์อีกเก้ารูปสวดพระพุทธมนต์ สวดมนต์จบแล้ว เจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต จากวัดประยุรวงศาวาส แสดงพระธรรมเทศนา
เมื่อฟังเทศน์เสร็จแล้ว ถึงเวลาถวายไทยธรรมพระราชทานบูชากัณฑ์เทศน์ ผมรับหน้าที่เป็นผู้ประเคนไทยธรรมดังกล่าว จึงเป็นโอกาสให้ได้สนทนากับเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิตสองสามประโยค ผมได้กราบนมัสการท่านว่า “ฟังเทศน์วันนี้สนุกมากครับ”
ท่านเจ้าคุณได้ยินผมกล่าวดังนั้นแล้วท่านก็ยิ้มแล้วถามผมว่า “ฟังเทศน์มีสนุกด้วยหรือ”
ผมก็ยืนยันกับท่านอีกครั้งว่าเป็นจริงตามนั้นทุกประการ
พระธรรมเทศนาที่ท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิตแสดงวันนั้น ว่าด้วยเรื่อง “สังคหวัตถุสี่” ซึ่งอันที่จริง หัวข้อธรรมะเรื่องนี้ผมท่องได้ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมแล้ว เพราะอยู่ในเนื้อหาวิชาศีลธรรมเมื่อครั้งนั้น แต่ยอมรับสารภาพว่า การท่องจำได้ในยุคนั้นเป็นความจำแบบนกแก้วนกขุนทอง คือท่องจำได้ไว้เพื่อสอบเอาคะแนนเท่านั้น
แต่ไม่ได้นึกเลยว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเอง หรือจะนำมาพิจารณาใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันในวันข้างหน้า
ในทัศนะของผมแล้ว พระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนานั้น หากเรานำมาใช้ประโยชน์จริงในชีวิตประจำวันแล้วย่อมเกิดคุณค่าอย่างมหาศาล
ไม่ต้องดูอื่นไกล เพียงแค่เรื่องของสังคหวัตถุสี่ ซึ่งเป็นหลักธรรมสำหรับสร้างความผูกพันยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่น และแบ่งย่อยได้ว่ามีสี่ข้อ
ได้แก่ ทาน คือการให้หรือการเสียสละเป็นข้อแรก
ข้อสองคือ ปิยวาจา หรือการมีวาจาอันเป็นที่รัก
ข้อสาม อัตถจริยา หรือการประพฤติประโยชน์
และข้อสี่ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายได้แก่ สมานัตตตา คือการวางตนสม่ำเสมอ
สี่ข้อแค่นี้แหละครับที่เป็นสูตรสำเร็จในการทำให้เราเป็นที่รักของคนทั้งหลาย ไปไหนก็มีแต่คนยิ้มให้
แต่ตรงกันข้ามถ้าเราไม่มีสี่ข้อนี้ประจำใจ เดินไปไหนก็ไม่มีใครอยากพูดด้วยหรือเบือนหน้าหนีกันหมด
แน่นอนว่าผมเองไม่กล้าอวดอ้างหรอกครับว่าไปไหนก็มีแต่คนชื่นชอบพอใจ โบราณท่านยังบอกไว้เลยว่า คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ แต่ถ้าหากนึกไว้ประจำใจว่า จงหมั่นเพียรบำเพ็ญสังคหวัตถุเข้าไว้เถิด บางทีเสื่ออาจจะหดเหลือผืนเล็กลงเข้าบ้างก็ได้นะ ใครจะไปรู้
ลองมาดูกันไปทีละข้อไหมครับว่า ในสายตาและความรับรู้ของผมมีอะไรบ้าง
เรื่องแรกว่าด้วยเรื่องของ ทาน คำนี้จะมองให้ซับซ้อนเราก็อาจแบ่งได้เป็นทานแบบพื้นฐาน คือการแบ่งปันแจกจ่ายข้าวของ แม้กระทั่งในเรื่องเล็กน้อย
เช่น ไปเที่ยวบางแสนและไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ซื้อข้าวหลามหนองมนมาแบ่งเพื่อนที่ทำงานกินบ้าง เห็นใครประสบภัยหรือพบความเดือดร้อนก็มีแก่ใจช่วยเหลือเขาตามกำลัง
ตัวผมเองเป็นคนไข้ผูกปิ่นโตไว้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วันครบรอบวันเกิดของตัวเองแต่ละปีก็ต้องเตือนตัวเองว่า อย่าลืมนำเงินไปทำบุญกับโรงพยาบาลเจ้าพระคุณผมบ้าง ทานแบบนี้เป็นทานแบบตรงไปตรงมา
ทานอีกอย่างหนึ่งที่ผมได้ทำอยู่เสมอ คือวิทยาทาน ทานแบบนี้ทำเท่าไรก็ไม่มีวันหมดเปลืองไปจากตัวเอง ยิ่งให้ความรู้คนอื่นไป ตัวเองก็ยิ่งมีความรู้มากขึ้น
ที่ผมกล่าวอย่างนี้เพราะการให้ความรู้คนอื่นนั้น อันที่จริงแล้วเราต้องไปหาความรู้มาใส่ตัวเราก่อน เราจึงกล้าไปบอกคนอื่นได้
บางอย่างที่นึกว่าตัวเองลืมไปแล้วก็ต้องกลับมาทบทวน ความรู้ของผมจึงเพิ่มขึ้นทุกคราวที่จะต้องพูดหรือไปบรรยาย
ทานอีกเรื่องหนึ่งที่วันก่อนท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิตท่านเทศน์สอนผม คืออภัยทาน
แค่ท่านกล่าวคำนี้ขึ้นมา ภาษาสมัยนี้ก็ต้องบอกว่าคนฟังรู้สึกใจฟูเลยทีเดียว เพราะรู้แน่แก่ตัวว่าอภัยทานนั้นเป็นทานที่ประเสริฐ ให้อภัยทานแก่ใครหรือเรื่องใดไปแล้วเราไม่เคยขาดทุนเข้าเนื้อเลย มีแต่ความสุขความร่มเย็นหรือความสบายใจเกิดขึ้นกับตัวเองทั้งนั้น
เป็นทานที่ประหยัดมากครับ ฮา!
ส่วนสังคหวัตถุข้อสองคือ ปิยวาจา การกล่าววาจาอันเป็นที่ไพเราะรื่นหู หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็เป็นการกล่าววาจาที่เป็นประโยชน์กับผู้ฟัง
ข้อนี้ผมก็ระมัดระวังตัวให้เดินแนวนี้อยู่เสมอ
และดูเหมือนจะได้เคยพูดในที่นี้หลายครั้งแล้วว่า คนที่มีความเห็นต่างกันไม่จำเป็นต้องด่าทอป้ายสีกัน
และถ้าได้ดีกว่านั้น ชีวิตปกติประจำวันของเราก็ขอให้เป็นผู้ใช้วาจาสุภาพ ผู้ฟังฟังแล้วสบายใจ
ถ้าเป็นเช่นนี้ได้แล้วใครๆ ก็อยากคุยกับเรา
ตรงกันข้าม ถ้าเราพูดแต่คำหยาบบาดหู ใครเขาจะทนฟังได้กี่มากน้อย
ส่วนข้อที่สาม อัตถจริยา การคิดการทำสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ แต่อย่าไปแปลความว่าเป็นประโยชน์ส่วนตัวถ่ายเดียวนะครับ ถ้าคิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวแบบสลึงเฟื้องไม่ให้กระเด็น จะคิดจะทำอะไรก็ไม่เคยคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นเลย แบบนี้ก็ไม่ไหว จริงไหมครับ
ยิ่งคนเป็นข้าราชการหรืออยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบ ต้องมองให้เห็นว่าเป็นโอกาสทองแล้วที่เราจะได้ทำประโยชน์เพื่อคนอื่นบ้าง อย่าได้คิดว่าเป็นภาระที่หนักใจหรือแย่ยิ่งกว่านั้น คือคิดว่าเป็นโอกาสที่จะได้ตักตวงผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าพกเข้าห่อ
พูดไปทำไมมีนักการเมืองที่มุ่งหวังจะให้คนรัก พ้นตำแหน่งหรือตายไปแล้วก็มีคนจดจำและพูดสรรเสริญ ย่อมต้องเน้นธรรมะข้อนี้เป็นสำคัญ
จะตัดสินใจยกมือหรือไม่ยกมือในเวลาประชุมในสภาระดับชาติต้องคิดถึงประโยชน์ของบ้านเมืองและคนหมู่มากไว้เป็นหลัก
อย่ามัวกังวลว่า ยกมือคราวนี้จะได้กี่แสน บ้านใหญ่บ้านกลางบ้านเล็กเขาจะว่าอะไรบ้าง แบบนั้นก็ไม่ไหวนะครับ
ข้อสุดท้ายคือ สมานัตตตา ความวางตนเสมอต้นเสมอปลาย ปรับตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะและสถานการณ์ ไม่ยกตนข่มท่าน และหมายความตลอดถึงการร่วมทุกข์ร่วมสุข เข้าถึงง่ายด้วย
ยกตัวอย่างเช่น คนสองคนเคยเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ต่อมาชะตาชีวิตทำให้คนหนึ่งกลายเป็นผู้บังคับบัญชาของอีกคนหนึ่ง สำหรับผมแล้วถ้ายึดหลักสมานัตตตา ก็ต้องบอกว่าความเป็นเพื่อนยังดำรงอยู่ ในบางขณะเช่นอยู่ในที่ประชุม ทั้งสองคนก็อาจต้องเล่นบทบาทให้สมกับหน้าที่และตำแหน่งที่ตัวเองสวมหัวโขนอยู่
แต่จบการประชุมแล้ว ผมเห็นว่าไม่ใช่ของแปลกและเป็นของที่ควรทำเสียด้วย คือพูดคุยกับเพื่อนของเราอย่างที่เคยคุยกันมาตลอดชีวิต
ถอดวางหัวโขนไว้บนโต๊ะในห้องประชุมแล้วเอาหัวใจของความเป็นเพื่อนมาพูดกันดีกว่า
พูดมาถึงเพียงนี้แล้วก็ต้องกล่าวว่า ผมไม่กล้าสาบานหรอกครับว่าผมสามารถปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุสี่ได้ครบถ้วนตลอดเวลา แต่การได้ฟังท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิตวันนั้นแล้วผมนมัสการท่านว่า “สนุกมาก” มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่ความสนุกอย่างดูหนังดูละคร
แต่เป็นความสนุกที่เมื่อฟังสิ่งที่ท่านพูดท่านสอนแล้ว ได้ย้อนกลับมาส่องกระจกดูตัวเองว่าทำข้อไหนครบถ้วนแล้วบ้าง ข้อไหนยังขาดตกบกพร่องและสมควรทำเพิ่มเติมบ้าง
ที่สนุกยิ่งขึ้นไปกว่านั้นคือ ความคิดที่อยู่ในใจเวลาฟังเทศน์ว่า แล้วคนที่อยู่รอบตัวผมหรือผมเห็นความประพฤติของเขาเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันในเฟซบุ๊กบ้าง ในโทรทัศน์บ้าง เขาสอบได้หรือสอบตกในธรรมะหมวดนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องต่างๆ ของท่านทั้งหลายเหล่านั้นขึ้นมาแล้วก็เป็นโอกาสที่ผมจะได้ปฏิบัติ “อภัยทาน“ แบบสดๆ ร้อนๆ ขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง หมายความว่าอย่าไปคุมแค้นโกรธเคืองเขาเลยครับ อย่าไปมัวเพ่งโทษคนอื่น เอาตัวของเราให้รอดเสียก่อนเถิด
วันนี้เขียนหนังสือเป็นหลวงตามาก ขอโยมทั้งหลายได้โปรดให้อภัยกับอาตมาด้วย
เอวัง
