bg-single

วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ

11.09.2026

วัดพุทไธศวรรย์ นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จ. พระนครศรีอยุธยา (จากหนังสือ วัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)

วัดพุทไธศวรรย์อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกเกาะเมืองอยุธยาด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมกำลังของสยาม ลุ่มน้ำท่าจีน (สุพรรณบุรี) ต่อมาจีนสยามหนุนยึดอำนาจจากกลุ่มละโว้ (ลพบุรี) สถาปนาวงศ์สุพรรณภูมิ ปกครองอยุธยา เป็นราชอาณาจักสยามแห่งแรก โดยมีความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลง ดังนี้

แผนที่แสดงเวียงเหล็ก หรือเมืองปท่าคูจาม ซึ่งเป็นหลักแหล่งขุมกำลังของกลุ่มสยาม อยู่นอกเกาะเมืองอยุธยาทางทิศใต้

กลุ่มสยาม (ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง) ขยายอำนาจสร้างชุมชนทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (คราวเดียวกับความเคลื่อนไหวของรัฐละโว้)

ชุมชนสยามต่อไปข้างหน้าเรียกเวียงเหล็กของท้าวอู่ทอง และ/หรือเมืองปท่าคูจาม

ปัจจุบันเป็นย่านคลองตะเคียน หลักฐานสำคัญแสดงความเป็นกลุ่มสยามจากลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ได้แก่ พระพุทธรูปศิลาขาว (วัฒนธรรมทวารวดี) จากวัดพระเมรุ เมืองนครปฐมโบราณ พบชิ้นส่วนขนาดใหญ่อยู่วัดพญากง บริเวณเวียงเหล็ก-เมืองปท่าคูจาม คลองตะเคียน ต่อมามีการเคลื่อนย้ายบางชิ้นส่วนไปไว้ที่อื่นบ้าง [ข้อมูลดูในหนังสือห้าเดือนกลางซากอิฐปูนที่อยุธยา ของ น. ณ ปากน้ำ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510) สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2558 หน้า 14-17]

ชิ้นส่วนพระพุทธรูปศิลาขาวเหล่านี้ถูกโยกย้ายจากเมืองนครปฐมโบราณไปวัดพญากง ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ราวเรือน พ.ศ. 1900 แสดงความคุ้นเคยเป็นกลุ่มสยามเดียวกัน (นักโบราณคดีบางคนชี้ว่าชิ้นส่วนเหล่านี้อาจถูกเคลื่อนย้ายสมัยพระมหาจักรพรรดิ แต่ไม่พบหลักฐานในพระราชพงศาวดาร และในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 วัดศรีชุม ระบุชัดเจนว่ามีการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนพระพุทธรูปขนาดใหญ่จากเมืองนครปฐมโบราณตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว)

พระเจ้าอู่ทอง (วีรบุรุษในตำนาน ไม่มีตัวตนจริง) มีต้นตอจากความทรงจำเรื่องท้าวอู่ทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของชาวสยาม (ร้อยพ่อพันแม่) ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป ซึ่งเคลื่อนไหวโยกย้ายจากบริเวณลุ่มน้ำโขง ลงลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (แล้วกระจายไปทางคาบสมุทร) ต่อมาได้ตั้งถิ่นฐานถาวรทางฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกภายหลังว่าเวียงเหล็ก

เวียงเหล็ก หมายถึงเมืองที่มีค่ายคูแข็งแรงเสมือนทำด้วยเหล็ก (เป็นคำสรรเสริญเมืองตามประเพณีโบราณ พบในวรรณกรรมหลายแห่ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เวียงเล็ก เวียงน้อย ตามที่มีผู้ตีความ) เป็นเมืองของพระเจ้าอู่ทอง (ในตำนาน) อยู่นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ (บริเวณปัจจุบันเรียกย่านคลองตะเคียน) ส่วนที่ประทับของพระเจ้าอู่ทอง เรียก ตำหนักเวียงเหล็ก ต่อมาสมัยพระบรมไตรโลกนาถ สร้างวัดพุทไธศวรรย์ แล้วสร้างพระปรางค์ (ซึ่งมีหลักฐานในวรรณกรรมยวนพ่าย)

เมืองปท่าคูจาม กร่อนจากคำเดิมว่า “เมืองปละท่าคูจาม” หมายถึงเมืองฟากฝั่งคลองคูจาม ซึ่งส่อว่าเป็นคำเรียกชื่อลักษณะบอกที่ทางหรือตำแหน่งแห่งหนของชุมชนเมืองสำคัญนั้นว่าอยู่บริเวณที่เป็นคลองคูจาม ดังนั้นจึงไม่ใช่ชื่อเมืองอย่างเป็นทางการ หากเป็นชื่อเรียกตามภาษาปาก รู้กันในกลุ่มคนครั้งนั้นสืบถึงสมัยแต่งพงศาวดาร

[คำว่า “ปละ” หรือ “ประ” แปลว่า ฝั่ง, ฟาก (พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ อ้างพระราชวินิจฉัของ ร. 5 อยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2542 หน้า 212, และพบในพจนานุกรมภาษาถิ่นใต้ พุทธศักราช 2525 สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2530 หน้า 204, นอกจากนั้นยังพบในเอกสารเรื่องกัลปนาเมืองพัทลุง อ้างในบทความเรื่อง “สมเด็จพระนครินทราธิราชฯ” ของรุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล พิมพ์ในหนังสือ Ayutthaya Underground สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2562 หน้า 162) ส่วนคำว่า “ท่า” หมายถึง คลอง มีใช้ในคำว่า “น้ำท่า” คือ น้ำในแม่น้ำลำคลอง ดังนั้น “ปทา” ในที่นี้จึงไม่ได้มาจากภาษาเขมรตามที่มีอธิบายไว้ในหนังสือของราชการ]

บริเวณเมืองปท่าคูจามเป็นหลักแหล่งของมุสลิมหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มจาม, กลุ่มมลายู, กลุ่มหมู่เกาะในอุษาคเนย์ เอกสารสมัยพระนารายณ์ระบุว่ากลุ่มมลายูมีมากที่สุด (จากหนังสือขุนนางกรมท่าขวา การศึกษาบทบาทและหน้าที่ในสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2153-2435 ของ ดร. จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546 หน้า 33-36)

จาม ผู้ชำนาญการค้าทางทะเล ใน “เมืองปท่าคูจาม” เป็นพลังสำคัญในการค้าทางทะเลสมุทรของกลุ่มสยามสุพรรณภูมิมาแต่ไหนแต่ไรปัญหาอยู่ที่ว่าอำนาจรัฐราชการรวมศูนย์ทุกวันนี้กีดกันทางประวัติศาสตร์ว่าจามเป็นพวก “ไม่ไทย” และ “ไม่มีหัวนอนปลายตีน” แล้วถูกยัดเยียดว่าจามเป็นเชลยกองทัพอยุธยากวาดต้อนจากกัมพูชาคราวศึก “ขอมแปรพักตร์” สมัยแรกสถาปนากรุงศรีอยุธยา

แท้จริงแล้ว ศึก “ขอมแปรพักตร์” เป็นวรรณกรรม “เพิ่งสร้าง” เพื่อยกย่องกรุงศรีอยุธยาเมืองใหม่ “เพิ่งเกิด” ดังนั้นศึก “ขอมแปรพักตร์” ไม่เคยมี และเชลยจามจากกัมพูชาไม่เคยมา ไม่ว่าสมัยแรกหรือสมัยหลังของกรุงศรีอยุธยา

จาม เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (เหมือนคำว่า เจ๊ก, แขก, ขอม ฯลฯ) หมายถึงประชากรของรัฐจามปาในเวียดนาม อยู่ในตระกูลภาษาและวัฒนธรรมมลายู (บางทีเรียก “มลายูจาม”)

ซึ่งมีบรรพชนเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมในวัฒนธรรมซาหวิ่น ประกอบด้วยคนนับถือศาสนาผีซึ่งมีหลายชาติพันธุ์ แต่พูดภาษามลายูเป็นภาษากลาง และชำนาญเดินเรือทะเลสมุทร (ก่อนจีน)จามหรือคนในวัฒนธรรมซาหวิ่นพร้อมสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ ลิงลิงโอและกลองทอง (มโหระทึก) เข้าถึงอ่าวไทยสมัยแรกๆ ทางลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 500

รัฐจามปา รับวัฒนธรรมอินเดีย หลัง พ.ศ. 1000 นับถือพราหมณ์-ฮินดูและพุทธปนศาสนาผี แล้วแผ่ขยายอิทธิพลไปทางลุ่มน้ำโขงบริเวณจำปาสัก (ในลาว) เข้าอีสาน (ในไทย)ต่อมาราวเรือน พ.ศ. 1900 เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม (รับผ่านทางจีน)

มลายูจามเดินเรือเลียบชายฝั่งค้าขายกับรัฐเริ่มแรกในไทย เรือน พ.ศ. 1000 ได้แก่ (1.) หลั่งยะสิว หรือ หลั่งเกียฉู่ ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง และ (2.) โถโลโปตี หรือ ทวารวดี ลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี

สมัยรัฐอโยธยาศรีรามเทพ จามปาค้าขายทางทะเลกว้างขวางแข็งแรง และมีความสัมพันธ์ทางการค้าใกล้ชิดกลุ่มสยาม จึงมีชุมชนจามอยู่ในกลุ่มสยามย่านคลองตะเคียน(แผนที่สมัยพระนารายณ์เรียกคลองตะเคียนว่า คลองคูจามใหญ่) และน่าเชื่อว่ามีชาวจามรับราชการเป็น “กองอาสาจาม” ทำหน้าที่คล้ายกองทัพเรือเมื่อมีสงคราม แต่ยามปกติทำหน้าที่ควบคุมเรือและประโคมปี่กลองรับเสด็จ ดังนั้น เครื่องประโคมรับเสด็จจึงเรียกสืบเนื่องถึงทุกวันนี้ว่า ปี่ชวา, กลองแขกมลายู

สมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวจามเป็นข้าราชการ “กองอาสาจาม” มีศักดินาและมีชื่อในพระอัยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง

ส่วนจามพ่อค้ามีฐานะทางสังคมเทียบเท่าจีนและชวา จึงพบในกฎมณเฑียรบาลเรียก “จีนจามชวานานาประเทศ”

จีนกับจามมีการค้าทางทะเลสนับสนุนใกล้ชิดกลุ่มสยามมานานมากแล้ว จึงพบภาษาในชีวิตประจำวันเรียกคู่กันว่า “จีนจาม” แม้ชื่อถ้ำใกล้กันบนเทือกเขางู (จ. ราชบุรี) ยังตั้งชื่ออย่างคุ้นเคยว่า ถ้ำจีน-ถ้ำจาม

เครือข่ายเจ้านครอินทร์ ผู้นำกลุ่มสยามสมัยนั้นมีเครือข่ายการค้าทั่วอ่าวไทยและคาบสมุทรมลายู ได้แก่ จาม, ชวา, มลายู

ขุมกำลัง กลุ่มสยามจากลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลองขยายอำนาจปักหลักตั้งถิ่นฐานมั่นคงเป็นชุมชนใหญ่ระดับเมืองนานแล้ว (ตั้งแต่ครั้งอโยธยาศรีรามเทพ ก่อนสมัยอยุธยา) เรียกเมืองปท่าคูจาม อยู่ย่านคลองตะเคียน (บริเวณนอกเกาะเมืองด้านทิศใต้) เสมือนขุมกำลังซึ่งมีเจ้าเสนาบดีเป็นเจ้านายควบคุมดูแล

เจ้าเสนาบดี น่าจะเป็นเจ้านายมีเชื้อสายกลุ่มสยามสุพรรณภูมิ และมีเหย้าเรือนเป็น “บ้านใหญ่” อยู่ในเมืองปท่าคูจาม (ทั้งนี้พิจารณาจากข้อความตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์) ได้รับราชการเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักพระรามราชา กษัตริย์อยุธยา (เชื้อวงศ์ละโว้-อโยธยา) ต่อมาเจ้าเสนาบดีขัดแย้งรุนแรงกับพระรามราชา (ด้วยความรู้เห็นเป็นใจจากจีน หรือการวางแผนร่วมกับจีน) จึงเชิญเจ้านครอินทร์จากเมืองสุพรรณไปประทับตำหนักเมืองปท่าคูจาม จากนั้นยกกองกำลังเมืองปท่าคูจามจู่โจมยึดได้อยุธยาถวายเจ้านครอินทร์ขึ้นเสวยราชย์

ยึดอยุธยา มีขึ้นเมื่อพระรามราชา เชื้อสายรัฐละโว้เสวยราชย์อยุธยา (ระหว่าง พ.ศ. 1938-1952) ขัดแย้งรุนแรงกับเจ้านายขุนนางที่เป็นเชื้อสายรัฐสุพรรณภูมิ มีในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ สรุปดังนี้

ตอนแรก พระรามราชาสั่งจับกุมเจ้าเสนาบดีที่รับราชการในราชสำนักอยุธยา ส่วนเจ้าเสนาบดีหนีรอดอยู่เมืองปท่าคูจาม (เวียงเหล็ก) ซึ่งเป็นขุมกำลังของสยาม

ตอนหลัง เจ้าเสนาบดีนัดหมายทางการเมืองกับเจ้านครอินทร์ รัฐสุพรรณภูมิ เมื่อถึงกำหนดเจ้าเสนาบดียึดอยุธยาโดยยกกำลังผู้คนเมืองปท่าคูจามกับสยาม-สุพรรณภูมิ แล้วเชิญเจ้านครอินทร์ขึ้นเสวยราชย์อยุธยา (ได้นามพระนครินทราธิราช) ฝ่ายพระรามราชาเชื้อสายละโว้ถูกกักขังไว้ในเมืองปท่าคูจาม (ขุมกำลังของกลุ่มสยาม) หรือเทียบได้ระหว่างเจ้าพ่อกับลูกน้อง

ยุคปลายอยุธยา

บริเวณสองฝั่งแม่น้ำย่านวัดพุทไธศวรรย์ เป็นตลาดน้ำของชาวบ้านชาวเมืองนานาชาติพันธุ์ แต่มีมากเป็นพวกชวา-มลายู

มีบอกในคำให้การขุนหลวงประดู่ในทรงธรรม (เอกสารจากหอหลวง) ว่ามีตลาดอยู่บ้านเชิงฉะไกร, ปากคลองคูจาม, บ้านท่าราบ ฯลฯ

บ้านเชิงฉะไกร (บ้านตีนคลองท่อ หรือคลองฉะไกร) อยู่ริมแม่น้ำนอกกำแพง ฝั่งเกาะเมือง ตรงข้ามวัดพุทไธศวรรย์

มีโรงร้านขายเสาไม้เต็ง, ไม้รัง (ไม้ทำรอดพรึง), ไม้ไผ่ป่า, ไม้รวก, ไม้ลาย (ในเอกสารจากหอหลวงบอกว่ามาแต่บ้านอัมพวา)

ปากคลองคูจาม ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ พวกแขกชวามลายู (จาม) บรรทุกเรือปากกว้างสิบศอกสามวามาทอดสมอขายของต่างๆ เช่น หมากเกาะ, หวายตะค้ากระแซงเตย ฯลฯ สรรพเครื่องสินค้าปากใต้ (หมายถึงเมืองรอบๆ อ่าวไทย เช่น เมืองแม่กลอง ฯลฯ)

บ้านท่าราบ ขายหม้อน้ำมีหู (คล้ายหม้อคะนน เรียก พะเนียง ไม่ได้ทำเอง รับมาจากที่อื่น) ชาวต่างชาติซื้อไปใส่คราม, ปูน เช่น จีน, แขก, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, วิลันดา (เนเธอร์แลนด์), โปรตุเกส

บ้านสำพะนี

ย่านสำพะนี มีชื่อในเอกสารคำให้การขุนหลวงประดู่ฯ ว่าเป็นย่านการผลิตและขายของต่างๆ มี 3 ตำบล

บ้านสกัดน้ำมัน อยู่หลังวัดพุทไธศวรรย์ สกัดขายน้ำมันพืช เช่น น้ำมันงา, น้ำมันลูกกระเบา, น้ำมันสำโรง, น้ำมันถั่ว ฯลฯ

บ้านหมู่หนึ่ง (ไม่มีชื่อ) ทำฝาเรือน และเรือนหอไม้ไผ่แบบต่างๆ

บ้านหมู่หนึ่ง (ไม่มีชื่อ) หล่อเหล็ก เป็นครก, สาก และตั้งเตาตีมีดพร้า ฯลฯ

ไม้ เมืองเดิม สร้างนิยายขุนศึก โดยค้นคว้าหลักฐานแล้วได้อ่านเอกสารนี้ จึงให้ไอ้เสมาเป็นคนตีเหล็กตีมีดตีดาบอยู่บ้านสำพะนี แต่เข้าใจคลาดเคลื่อนทางภูมิสถาน ให้บ้านสำพะนีอยู่ด้านทิศเหนือแถบทุ่งขวัญ (เอกสารระบุว่าอยู่หลังวัดพุทไธศวรรย์ เป็นด้านทิศใต้)

สำพะนี บางทีเรียก สำปันนี หรือ สำปะนี มี 2 ความหมาย ได้แก่ (1) เรือขุดชนิดหนึ่ง รูปเพรียว ด้านหัวและท้ายแบนเรี่ยน้ำ (2) ขนมทำจากแป้ง กวนเข้ากับกะทิและน้ำตาล

สำนักดาบพุทไธศวรรย์

วัดพุทไธศวรรย์ ตลอด 417 ปี ไม่เคยพบหลักฐานว่ามีสำนักดาบ หรือเคยมีพระสงฆ์สอนวิชาอาวุธต่อสู้

นักประวัติศาสตร์โบราณคดี ในกรมศิลปากร ตลอดจนมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่เคยพบหลักฐานในตำนานนิทาน พงศาวดาร วรรณคดี ศิลาจารึก ฯลฯ นิทานแทรกพงศาวดาร เกี่ยวกับพระเจ้าเสือกับพันท้ายนรสิงห์ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับวัดพุทไธศวรรย์

“สำนักพุทไธศวรรย์” มีในนิยายเรื่อง ขุนศึก ของ ไม้ เมืองเดิม จินตนาการขึ้นเอง เมื่อแรกแต่งราว พ.ศ. 2483 โดยให้ไอ้เสมา เรียนวิชาต่อสู้จากพระครูในสำนักนี้ ต่อมามีผู้เขียนบทเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม ราว พ.ศ. 2499-2500

“สำนักดาบ” ชื่อ “พุทไธศวรรย์” เริ่มก่อตั้งครั้งแรก พ.ศ. 2500 โดยเอกชนผู้หนึ่งขออนุญาตจดทะเบียนชื่อ “โรงเรียนสำนักดาบพุทไธศวรรย์ แห่งกรุงศรีอยุธยา” อยู่สี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี (กึ่งทางระหว่างวงเวียนเล็ก-วงเวียนใหญ่) ปัจจุบันย้ายไปอยู่เขตหนองแขม กรุงเทพฯ (ข้อมูลจากเว็บไซต์ มีผู้ส่งให้อ่าน)

ย่านวัดพุทไธศวรรย์ ยังมีสตอรี่อีกมากที่เป็นประวัติศาสตร์สังคม แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยไม่ปรารถนาให้บันทึกไว้

รวมทั้งการทำลายภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์สมัยแรกๆ ของอยุธยาในปัจจุบัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา
ไล่ล่าหาความจริง… จาก Watergate ถึงฮั้ว ส.ว. (2)
นิวยอร์กเดินหน้าแบน AI งดใช้ในโรงเรียนชั่วคราว
ครบรอบ 25 ปี 9/11 มะกันยังเตรียมไม่พร้อม
อนุรักษนิยมโบกมือลารัฐบาล
‘รบ.อนุทิน’ พลิกเกมปรับกลยุทธ์สื่อสาร ผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.’ ตั้ง ‘หมอเอก’ โฆษกรัฐคนใหม่
คอนเทนต์ความตาย | กวีกระวาด : พจน์ พันธา
นัยผ้าผะเหวด : และการฟังเทศน์มหาชาติของผู้ข้า | กวีกระวาด