พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
คอลัมน์ โล่เงิน
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของไทยได้ขยับไปพร้อมกันหลายวงการ แม้แต่ “กระบวนการยุติธรรม” กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง
โดยเฉพาะยุทธศาสตร์สำนักงานศาลยุติธรรมในการยกระดับองค์กรสู่ “ศาลอิเล็กทรอนิกส์” (E-Court) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อทลายทุกข้อจำกัดและเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน
เผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
ที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม คนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
ได้ฉายภาพแนวทางการนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและทนายความอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2560-2562
โดยพัฒนาระบบให้เป็นทั้ง “หน้าบ้าน” สำหรับประชาชนและทนายความ
และ “หลังบ้าน” สำหรับบุคลากรศาล เพื่อรองรับการดำเนินคดีที่เปลี่ยนจากระบบเอกสารไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์
หนึ่งในระบบสำคัญคือ E-Filing ที่เปิดให้ยื่นฟ้องคดีผ่านระบบออนไลน์
จากเดิมที่ต้องจัดทำเอกสารเป็นกระดาษและเดินทางมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ศาลเอง
สำนักงานศาลยุติธรรมมีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันเข้าสู่ E-Filing รุ่นที่ 4 เริ่มใช้งานเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบจัดทำสำนวนคดีอิเล็กทรอนิกส์
จากเดิมสำนวนคดีเป็นเอกสารกระดาษและต้องเดินทางไปยังห้องเก็บสำนวนเพื่อขอตรวจดู
ปัจจุบันสามารถจัดเก็บและเปิดดูข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้
ช่วยลดทั้งภาระเจ้าหน้าที่และระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูล
ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ศาลต้องเร่งปรับตัว
จนมีระบบน้องใหม่อย่างการสืบพยานออนไลน์มาใช้เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาบางประเภทสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้
โดยไม่จำเป็นต้องให้คู่ความหรือพยานเดินทางมายังศาล ลดค่าใช้จ่ายและอุปสรรคการเดินทาง
เผ่าพันธ์มองว่า เมื่อรวมการให้บริการทั้งส่วน “หน้าบ้าน” และ “หลังบ้าน” เข้าด้วยกัน
ทำให้ศาลยุติธรรมสามารถก้าวเข้าสู่รูปแบบที่เรียกว่า “ศาลอิเล็กทรอนิกส์” มากขึ้น
อีกระบบสำคัญที่พัฒนาขึ้นเองคือ CIOS (Court integral online service) หรือระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม
มีจุดเด่นเรื่องความยืดหยุ่น เนื่องจากสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้พัฒนาระบบด้วยตัวเอง
ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นให้สอดคล้องความต้องการประชาชนและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
เดิม CIOS เป็นเพียงระบบบริการข้อมูลคดี เปิดให้ประชาชนและทนายความเข้ามาตรวจสอบข้อมูลว่าคดีอยู่ในขั้นตอนใด หรือศาลมีคำสั่งอย่างไร แต่ยังไม่สามารถยื่นคำร้องผ่านระบบได้
เมื่อเข้าสู่ล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของโควิด ประชาชนไม่สามารถเดินทางมายังศาลได้ตามปกติ
สำนักงานศาลยุติธรรมจึงนำ CIOS มาปรับปรุงและเชื่อมต่อกับระบบ E-Filing
เพิ่มช่องทางให้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลผ่านระบบออนไลน์ได้
ก่อนพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นระบบบริการออนไลน์ที่มีฟังก์ชั่นหลากหลายมากขึ้น
หนึ่งในบริการที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาดังกล่าวคือ Take it down คือการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งลบหรือระงับการเผยแพร่คลิปลามกหรือการคุกคามทางเพศจากระบบคอมพิวเตอร์
เป็นช่องทางให้ผู้เสียหายจากการคุกคามทางเพศยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ระงับหรือนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องออกจากระบบออนไลน์ได้
แนวคิดของ Take it down เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศในชั้นกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ขณะนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมได้ส่งผู้แทนไปให้ข้อมูลด้วย
เดิมกฎหมายสามารถกำหนดความผิดและบทลงโทษผู้กระทำได้
แต่ปัญหาสำคัญคือ แม้ผู้กระทำจะถูกดำเนินคดี ภาพหรือข้อมูลผู้เสียหายที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์อาจยังคงอยู่
การลบเนื้อหาจึงเป็นอีกปัญหาที่ต้องมีมาตรการรองรับ
จึงเสนอให้มีมาตรการเพิ่มเติมจนนำไปสู่การบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/4
เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ สำนักงานศาลยุติธรรมสามารถพัฒนาระบบรองรับการยื่นคำร้องได้ภายในเวลา 1 เดือน
จุดเด่น Take it down คือประชาชนดำเนินการได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ CIOS เพียงยืนยันตัวตนผ่านแอพพลิเคชั่น Thai ID โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยื่นคำร้องออนไลน์ไม่ต้องมาศาล
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนใช้ช่องทางดังกล่าวได้ด้วย
เพราะผู้เสียหายบางครั้งเป็นเยาวชน
ปัจจุบันระบบดังกล่าวใช้กับศาลอาญา โดยการไต่สวนสามารถผ่านระบบออนไลน์ และยื่นคำร้องนอกเวลาทำการของศาลได้ เนื่องจากลักษณะเรื่องเร่งด่วนและต้องแข่งกับเวลา
การใช้งานขณะนี้ยังอยู่ในระดับหลักร้อยคำร้อง และมีทั้งกรณีที่เข้าเงื่อนไขและไม่เข้าเงื่อนไข
ขณะที่คำร้องที่เข้าเงื่อนไข ศาลจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการ
อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่น่าสนใจใน CIOS คือ Know Your Cases หรือ “คันฉ่อง” เกิดจากปัญหาสำนักงานศาลยุติธรรมมองเห็นจากโครงสร้างประชากรประเทศ
คนจำนวนไม่น้อยมีทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่น
เมื่อเกิดคดีความการส่งหมายศาลอาจยังอ้างอิงที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ทำให้ไม่ทราบว่าถูกฟ้อง
ทำให้ขาดนัดในคดีแพ่ง เกิดต้นทุนทั้งต่อประชาชนและกระบวนการยุติธรรม
เพราะเมื่อคดีเดินหน้าไปแล้ว บุคคลดังกล่าวอาจกลับมาขอให้พิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองถูกฟ้อง ส่งผลให้ศาลต้องกลับมาดำเนินกระบวนการบางส่วนซ้ำอีกครั้ง
“คันฉ่อง” จึงถูกออกแบบให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตัวเองว่ามีคดีหรือข้อมูลใดอยู่ในระบบศาลบ้าง
เปรียบเสมือนกระจกที่ทำให้ประชาชนมองเห็น “ตัวเอง” ในระบบยุติธรรม
จุดสำคัญของบริการนี้ไม่ได้อยู่เพียงความสะดวก แต่เป็นการทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง
และเริ่มตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี 2572 ศาลยุติธรรมมุ่งพัฒนาสู่ความยุติธรรมดิจิทัล มีจุดมุ่งหมายเป็นผู้นำด้านการอำนวยความยุติธรรมดิจิทัลบนพื้นฐานความปลอดภัยและเชื่อถือได้
ปลายทาง “ศาลอิเล็กทรอนิกส์” ไม่ใช่เพียงแค่มีระบบทันสมัย แต่คือการทำให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนไหน หรือมีสถานะใดในสังคมเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาค สะดวก และปลอดภัย อย่างแท้จริง

บรรยายภาพ : เผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
