Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ปฏิบัติการเหมันต์ทมิฬ (2)
(Operation Dark Winter)
ทีมผู้จัด Operation Dark Winter (ปฏิบัติการเหมันต์ทมิฬ) กำหนดสถานการณ์ตั้งต้นว่าสหรัฐอเมริกาถูกจู่โจมด้วยอาวุธชีวภาพจากฝีดาษ 30 กรัมช่วงต้นเดือนธันวาคมปี 2002 มีผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกรวม 3,000 คนใน 3 พื้นที่เป้าหมาย (โอกลาโฮมา, จอร์เจีย และเพนซิลเวเนีย) แต่กว่าผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการจนแพทย์ (ซึ่งไม่มีใครเคยเจอเคสฝีดาษมาก่อน) จะวินิจฉัยถูกก็ผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่สำคัญคือผู้ติดเชื้อเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เคสได้รับรายงานขึ้นไปถึงระบบระวังภัยที่เหลือหลุดรอดไปแพร่กระจายเชื้อต่อ
ทีมผู้จัดประเมินว่าในช่วงเวลานั้นกว่า 40% ของประชากรสหรัฐไม่เคยได้รับวัคซีนฝีดาษ ส่วนคนที่เคยได้รับมาหลายปีและไม่ได้สัมผัสเชื้ออีกก็มีระดับภูมิคุ้มกันที่อ่อนลงไปตามกาลเวลา
ด้วยแบบจำลองทางระบาดวิทยาทีมผู้จัดประเมินว่าประชากรสหรัฐเกือบ 230 ล้านคนขณะนั้นมีโอกาสติดเชื้อและป่วยจากฝีดาษหากเกิดการจู่โจมขึ้น
ทีมผู้จัดประเมินอัตราการแพร่ระบาดจากกว่า 30 กรณีศึกษาในยุโรปช่วงทศวรรษที่ 1950-1970 ที่เชื้อฝีดาษในพื้นที่หมดไปแล้วเหลือแต่การนำเข้าเชื้อโดยบังเอิญจากผู้ป่วยนอกพื้นที่ แบบจำลองการระบาดรวมเอาปัจจัยทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ กลุ่มประชากร ฯลฯ ให้ค่าระดับการติดเชื้อพื้นฐาน (Basic Reproduction Number, R0) อยู่ที่ 10
นั่นแปลว่าผู้ป่วย 1 คนแพร่เชื้อไปติดอีก 10 คนโดยเฉลี่ย

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
ในการประชุมสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) รอบแรก (วันที่ 9 ธันวาคม 2002 ตามท้องเรื่องในสถานการณ์จำลอง) คณะกรรมการได้รับรายงานการระบาดและสรุปข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเชื้อ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนฝีดาษที่สหรัฐมีสำรองอยู่ประมาณ 12 ล้านโดส
คณะกรรมการ NSC ต้องถกประเด็นหาข้อสรุปการตัดสินในหลายโจทย์สำคัญ เช่น เราจัดสรรวัคซีนที่มีอยู่จำกัดนี้อย่างไร?
จะปูพรมไปทั่ว (mass vaccination) หรือตีวงล้อมเฉพาะพื้นที่ระบาด (ring vaccination)?
จะแจกจ่ายลงพื้นที่เท่าไรและเก็บสำรองไว้ฝ่ายกลาโหมส่วนกลางเท่าไร?
ควรให้อำนาจการตัดสินใจอะไรบ้างกับรัฐบาลกลาง อะไรบ้างกับมลรัฐและท้องถิ่น?
ควรบังคับฉีดวัคซีนหรือปล่อยให้ประชาชนสมัครใจ?
จะปิดพรมแดน กักบริเวณ ใช้กฎหมายภาวะฉุนเฉินใดบ้าง?
ควรแจ้งข้อมูลอะไรกับสาธารณชนและชาติพันธมิตร?
ควรเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศอะไรไหมกับความขัดแย้งต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลาง?

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
ในการประชุมรอบที่ 2 (วันที่ 15 ธันวาคม 2002 ตามท้องเรื่องในสถานการณ์จำลอง) NSC ได้รับรายงานสถานการณ์ที่เลวร้ายลง จำนวนเคสผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปถึง 2,000 เคสใน 15 มลรัฐ และอีก 3 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ แคนาดา และเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 300 คน
วัคซีนสำรองของกลาโหมเหลือเพียง 1.25 ล้านโดส ส่วนบริษัทยาที่รับปากว่าจะผลิตวัคซีนเพิ่มให้อีกเดือนละ 6 ล้านโดสก็แจ้งว่าต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 สัปดาห์ในการเตรียมการ
เมื่อข่าววัคซีนขาดแคลนแพร่ออกไปก็เริ่มเกิดเหตุจลาจลวุ่นวายแย่งวัคซีนกัน มีทั้งข่าวจริงข่าวลวงเรื่องการจู่โจมและการรักษาแปลกๆ กระจายมั่วไปหมด
รอบนี้ NSC ต้องหารือตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ เพิ่มอีกหลายข้อ รวมทั้งการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ และการเร่งผลิตวัคซีนที่อาจจะยังไม่ผ่านมาตรฐาน
ในการประชุมรอบที่ 3 (วันที่ 22 ธันวาคม 2002 ตามท้องเรื่องในสถานการณ์จำลอง) จำนวนเคสผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปถึง 16,000 เคสใน 25 มลรัฐ มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน
วัคซีนสำรองหมดเกลี้ยง วัคซีนใหม่ต้องรออีกอย่างน้อยเกือบเดือน
โรงพยาบาลล้นเพราะคนที่ทั้งป่วยจริงหรือมีอาการสงสัยว่าจะป่วยแห่กันไปหาหมอ
NSC ได้รับรายงานว่าหากสถานการณ์เข้าขั้นเลวร้ายที่สุดการระบาดเพียง 4 รุ่นจากผู้ป่วยตั้งต้น 3,000 คนจะไปสู่คนอีก 3,000,000 คน
คาดการณ์ผู้เสียชีวิตถึงล้านคน (จากตัวเลขอัตราตาย 30%)
ในการประชุมครั้งสุดท้ายยังได้มีจดหมายลึกลับข่มขู่ให้ทางสหรัฐต้องถอนทหารออกจากตะวันออกกลางภายในหนึ่งสัปดาห์ มิเช่นนั้นจะมีการโจมตีระลอกถัดไป
ผู้ข่มขู่ยังได้ทิ้งลายพิมพ์ดีเอ็นเอไว้กับจดหมายที่ตรงกับดีเอ็นเอของฝีดาษที่ใช้ในการก่อการร้ายเพื่อเป็นการยืนยันว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงเชื้อที่ใช้ในการก่อโรคนี้ได้จริง
หลังสิ้นสุด Operation Dark Winter ได้มีการสัมภาษณ์และเปิดเผยบทวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้เข้าร่วมต่างก็ยอมรับว่าไม่ได้คุ้นเคยกับการรับมือสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ทรัพยากรโดยเฉพาะวัคซีนที่มีอยู่จำกัดทำให้การบริหารจัดการรับมือทำได้ยากมาก
ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีข้อจำกัดของข้อมูลสำหรับการตัดสินใจที่ยังค่อนข้างกระจัดกระจาย
ผู้จัดได้สรุปบทเรียนสำคัญจากงานนี้ไว้หลายข้อ ที่สำคัญคือสหรัฐเองมีความพร้อมต่อการรับมือการโจมตีแบบนั้นต่ำ และปัญหาวุ่นวายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ตัวโรคอย่างเดียวแต่ยังรวมไปถึงการตัดสินใจที่ยากลำบากในการแบ่งปันผลประโยชน์และความเสี่ยงอย่างเท่าเทียมและประเด็นทางศีลธรรมต่างๆ
ในขณะที่สหรัฐมีกำลังทหารและยุทธภัณฑ์สำรองมากมายแต่ในฝั่งสาธารณสุขแทบไม่มีเผื่อสำหรับภาวะฉุกเฉินเลย
เรื่องตลกร้ายก็คือเพียงไม่กี่เดือนหลัง Operation Dark Winter ก็เกิดการก่อการร้ายใหญ่ขึ้นจริงๆ ตอน 11 กันยายน ตามมาด้วยการโจมตีทางชีวภาพผ่านจดหมายบรรจุเชื้อแอนแทรกซ์ ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้เกิดการระบาดของโรคเป็นวงกว้างแต่ก็สร้างความตื่นตระหนกและผลกระทบทางจิตวิทยาและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
20 ปีหลังจากนั้นสหรัฐก็ต้องรับมือกับการระบาดของ Covid-19 ที่แม้จะไม่ใช่การจงใจก่อการร้ายและความรุนแรงก็น้อยกว่าฝีดาษมาก แต่สหรัฐก็มีคนป่วยถึงกว่าร้อยล้านคน ตายไปกว่าล้านคน และนำมาสู่ความขัดแย้งที่ยังไม่จบสิ้นทั้งภาคการเมืองและประชาชนในด้านมาตรการรับมือและการสืบค้นต้นตอของโรค
ตอนหน้าเราจะมาดูเรื่องพันธุวิศวกรรม เชื้อก่อโรคสังเคราะห์และอันตรายใหม่ๆ ที่มาจากเทคโนโลยีการออกแบบสิ่งมีชีวิต
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
