บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
รัฐบาลเป็ดง่อย
ในระบอบป่วยติดเตียง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยกำลังจะผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมที่ทำให้พรรคไม่มีสิทธิ์อ้างว่าเป็นพรรคประชาธิปไตยได้อีกเลย เพราะร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมซึ่งเข้าสภาวันที่ 9 กรกฎาคม ล้างผิดให้กลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2548 จนอาจล้างความผิดเรื่องโกงเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ในช่วงเดียวกัน
ถ้าการได้คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกับที่คุณทักษิณ ชินวัตร กลับไทยทำให้คนไทยในปี 2566 “ตาสว่าง” เรื่อง “ดีลลับ” ฉันใด การที่มติวิปรัฐบาลเพื่อไทยโหวตกฎหมายนิรโทษกลุ่มพันธมิตรและ กปปส.โดยไม่นิรโทษกรรมเหยื่อคดี 112 ก็ทำให้คนไทยในปี 2568 ตาสว่างขึ้นว่า “ดีลลับ” ยังไม่จบจนปัจจุบัน
โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมประชาชนและนักการเมืองทุกคนที่มีคดีจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 แต่ปัญหาของการนิรโทษกรรมสูตร “ดีลลับ” คือเลือกล้างความผิดแค่กลุ่มที่รัฐบาลเกรงใจ, เป็นพวกเดียวกัน หรือมีเส้น โดยไม่นิรโทษกรรมประชาชนที่โดนคดี 112 ยุคปี 2563 เลย
“ดีลลับ” ที่อำนาจเก่าทำให้คุณทักษิณมีอำนาจกำลังทำให้รัฐบาลเพื่อไทยเป่าคดีให้แกนนำมวลชนฝ่ายล้มเลือกตั้งและต้านประชาธิปไตย แต่ไม่ทำอะไรให้คนที่เรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2563 หรือหลังจากนั้นที่โดนคดีจากการแสดงออกทางการเมืองซึ่งเกี่ยวกับการวิจารณ์กลุ่มอำนาจเก่าโดยตรง
ต้นทุนด้านประชาธิปไตยของเพื่อไทยที่ย่อยยับจากการตั้งรัฐบาลข้ามขั้วปี 2566 จะตกต่ำจนอยู่ระดับเดียวกับภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์ ฯลฯ นั่นคืออ้างว่าพรรคเป็นประชาธิปไตยเพราะมาจากเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่แย่ที่สุดเพราะทุกพรรคต้องลงเลือกตั้งจนไม่มีพรรคไหนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่จริง
ข้อดีเดียวของการปกครองระบอบ “ดีลลับ” คือทำให้คนไทยตาสว่างว่าพรรคการเมืองทุกพรรคล้วนเป็นพวกเดียวกันภายใต้ “ดีลลับ”, พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่ไม่อยู่ในดีลนี้ ส่วนพรรคอื่นๆ แย่งกันมีอำนาจเพื่อเป็นจ่าฝูงในระบอบ “ดีลลับ” ที่มีเป้าหมายร่วมกันคือปราบพรรคประชาชน
ด้วยเหตุนี้ พรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยอาจขัดแย้งกันเรื่องใครควรใหญ่สุดในฝ่ายรัฐบาล แต่ความขัดแย้งนี้จะจบลงทันทีที่พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งจนอาจเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล รัฐบาลในระบอบ “ดีลลับ” จึงไม่ต่างจากจ่าฝูงของไฮยีน่าที่ได้กินซากสัตว์ที่เป็นอาหารก่อนลูกฝูงเท่านั้นเอง
ระบอบ “ดีลลับ” เชื่อเหมือนพรรคเพื่อไทยว่าประชาชนจะยอมจำนนอำนาจรัฐซึ่งทำให้ปากท้องดี แต่ปัญหาคือสองปีนี้ปากท้องคนไทยไม่ดี ความยอมรับต่อรัฐบาลและระบอบ “ดีลลับ” จึงดิ่งเหวไปด้วย
ไม่ต้องพูดว่าทฤษฎีนี้ดูถูกประชาชนว่าต้องการแค่กินอิ่มนอนหลับเหมือนสัตว์เลี้ยงเท่านั้นเอง
2 ปีที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาลคือ 2 ปีที่เพื่อไทยบอกว่าตัวเองต่างจากพรรคอื่นเพราะมีผลงาน
แต่ 2 ปีของรัฐบาลคือ 2 ปีที่ผลงานรัฐบาลจับต้องแทบไม่ได้ เศรษฐกิจไม่โต ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เจรจาภาษีทรัมป์ไม่คืบหน้าทั้งที่นายกฯ อ้างว่าสนิทกับทรัมป์ตั้งแต่รุ่นพ่อ ฯลฯ จนไม่มีอะไรให้อวดอ้างได้เลย
2 ปีของรัฐบาลคือช่วงเวลาที่ไปไหนมีแต่คนถามว่าอนาคตรัฐบาลจะเป็นอย่างไร และถ้าใครกล้าพูดตรงๆ โดยไม่ต้องกลัวรัฐบาลโกรธ คำตอบส่วนใหญ่ก็มีแค่จะยุบสภาหรือลาออกเท่านั้น ส่วนคนที่เห็นว่าคุณแพทองธาร ชินวัตร ควรเป็นนายกฯ ต่อนั้นมีแน่ แต่ความเห็นแบบนี้ก็น้อยเหลือเกิน
หลักฐานของความเบื่อหน่ายคุณแพทองธารคือยอดผู้ชมรายการทอล์กการเมือง คนทำสื่อรู้กันมานานแล้วว่ารายการที่พูดถึงเพื่อไทยไม่มีคนดู แนวโน้มนี้เกิดทั้งในรายการออนไลน์และทีวีจริงๆ และนับตั้งแต่คุณแพทองธารเกิดเหตุคลิปฮุน เซน ยอดคนดูรายการที่แขกเป็นเพื่อไทยยิ่งลดลงทุกวัน
ยกตัวอย่างชัดๆ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และคุณจักรภพ เพ็ญแข เดินสายออกรายการการเมืองวันจันทร์ที่ผ่านมาช่วงไพรม์ไทม์ ทั้งสองรายการมีคนดูสดไม่ถึงพัน ทั้งที่บางช่องมีคนตาม 20 ล้าน และไม่ว่าจะเรียกสิ่งนี้ว่าเรตติ้งหรือ Social Listening สิ่งที่ตัวเลขบอกคือคนไม่สนรัฐบาล และคนที่สนใจรัฐบาลก็เหลือนิดเดียว
ข้ออ้างของรัฐบาลคือสื่อเป็นสลิ่ม คนดูสื่อมีแต่คนชั้นกลาง แต่ทุกครั้งที่ผมไปออกช่องที่ไม่ใช่ “คนชั้นกลาง” อย่างช่อง 7 หรือเวิร์คพอยท์ ผลลัพธ์ก็เป็นแบบเดิมไม่มีผิด ความเบื่อรัฐบาลจึงลามลึกไปสู่ระดับชาวบ้านด้วย
และพูดตรงๆ ทั้งหมดนี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเรา
คนของรัฐบาลบางคนอ้างว่าประชาชนเบื่อรัฐบาลเพราะสื่อเอาแต่ด่ารัฐบาล แต่การกล่าวหาว่าสื่อเอาแต่ด่ารัฐบาลเป็นวาทกรรมที่ทุกรัฐบาลล้วนคิดเหมือนกันหมด เพราะสื่อเป็นกระจกสะท้อนภาพที่รัฐบาลไม่อยากเห็น และถ้ารัฐบาลทำดีแล้วสื่อด่า ในที่สุดสังคมก็จะกลับไปด่าสื่อเอง
กองเชียร์รัฐบาลบางคนอาจอ้างว่าเพื่อไทยอ่อนแอในโลกออนไลน์ แต่แข็งแกร่งในโลก on ground คำพูดนี้แบบนี้เป็นแค่ข้ออ้างเพื่อสะกดจิตตัวเองในยุคที่คนทุกชนชั้นเข้าถึงสื่อออนไลน์กันหมด สภาพที่คนไทยแทบจะไม่ดูสื่อที่เป็นเรื่องรัฐบาลจึงเป็นสัญญาณว่าคนจะเลือกรัฐบาลน้อยลง
ขณะที่สังคมพูดเรื่องรัฐบาลควรลาออกหรือยุบสภา จนแทบไม่มีใครพูดว่าคุณแพทองธารควรเป็นนายกฯ ต่อเลย สิ่งที่รัฐบาลทำลงไปคือทำทุกทางให้คุณแพทองธารได้เป็นนายกฯ และพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลต่อโดยวิธีที่ไม่มีทางทำให้คะแนนนิยมต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นได้แม้แต่นิดเดียว
ทางแรกที่เพื่อไทยทำเพื่อรักษาอำนาจคือปรับคณะรัฐมนตรี แต่ใครที่เห็นสภาพรัฐมนตรีใหม่ย่อมรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้มาจากระบบต่างตอบแทนและเส้นสายแทบทั้งหมด ไม่มีใครเคยแสดงวิสัยทัศน์หรือมีประสบการณ์ในกระทรวงที่รับผิดชอบมาก่อน บางคนมีคดี และบางคนเป็นรัฐมนตรีแทนพ่อตัวเอง
ผมไม่กล้าพูดว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้แย่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีหรือไม่ แต่รัฐมนตรีใหม่ชุดนี้แย่ที่สุดเท่าที่เราเคยมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่อย่างแน่นอน
และเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีที่ไม่ทำให้คะแนนนิยมรัฐบาลดีขึ้นเลย
ทางที่สองที่เพื่อไทยทำเพื่อรักษาอำนาจคือดีลไปทั่วเพื่อตั้งรัฐบาล, เพื่อชนะคดีในศาล และเพื่อต่ออายุรัฐบาล คนกลุ่มที่เพื่อไทยดีลจึงมีตั้งแต่ทหาร, เจ้าสัว, อำมาตย์, ภูมิใจไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, กปปส., พันธมิตร ฯลฯ ยกเว้นกลุ่มเดียวที่เพื่อไทยไม่ดีลด้วยคือพรรคประชาชน
แม้การดีลจะทำให้รัฐบาลอยู่รอดเพราะทำทุกอย่างที่ผู้มีอำนาจต้องการ แต่ความยอมรับต่อรัฐบาลก็ร่อแร่จนเหมือนรัฐบาลเป็ดง่อยที่นอนพะงาบๆ เป็นเป็ดป่วยติดเตียงที่แทบช่วยตัวเองไม่ได้ ผลงานหลักของรัฐบาลไม่มี แม้แต่การออกกฎหมายกาสิโนก็ยังต้องถอยเพราะกลัวโหวตไม่ผ่านสภา
เมื่อใดที่รัฐบาลออกกฎหมายอะไรไม่ได้ เมื่อนั้นรัฐบาลก็มีสภาพไม่จากข้าราชการซึ่งทำงานไปตามกฎหมายและนโยบายที่มีอยู่ให้ครบๆ รัฐบาลเป็ดง่อยคือรัฐบาลที่สั่งอะไรแทบไม่ได้
แต่รัฐบาลชุดนี้เหมือนเป็ดป่วยติดเตียงที่ต้องมีคนคอยดูแลให้มีชีวิตรอดต่อไป
ทางที่สามที่เพื่อไทยอาจทำกรณีเป็นแกนนำรัฐบาลไม่ไหวคือโหวตใครสักคนในระบอบ “ดีลลับ” เป็นนายกฯ แทนคุณชัยเกษม นิติสิริ หรือคุณแพทองธาร แต่ปัญหาคือในบรรดาคนที่มีชื่อว่าคุณทักษิณอาจดีลหรือเตรียมดีล ทุกตัวเลือกล้วนสร้างปัญหาใหม่ที่จะทำให้คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยเลวร้ายกว่าเดิม
แม้คนของเพื่อไทยจะไม่ปฏิเสธเรื่องดีลคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ แทนคุณแพทองธาร แต่คุณทักษิณไม่มีทางยอม เพราะถ้ายอมภาพลักษณ์ของคุณทักษิณกับพรรคก็พังย่อยยับ แคนดิเดตนายกฯ คนเดียวที่คุณทักษิณอาจยอมคือคุณประยุทธ์ เพราะเป็นคนเดียวที่จะไม่เป็นคู่แข่งเพื่อไทยในเลือกตั้งครั้งถัดไป
ปัญหาคือเพื่อไทยซึ่งโดนโจมตีตั้งแต่ตั้งรัฐบาลข้ามขั้วจะอธิบายกับโหวตเตอร์เพื่อไทยและ “ฝ่ายประชาธิปไตย” อย่างไรในการโหวตคุณประยุทธ์เป็นนายกฯ โดยไม่ให้โดนโจมตีเท่าเดิม
บางท่านอาจเถียงว่าคุณทักษิณไม่มีทางโหวตให้คนอื่นเป็นนายกฯ แทนคนของตัวเอง แต่คุณทักษิณยามจนตรอกในปี 2551 เคยโหวตให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ มาแล้ว และล่าสุดเพื่อไทยก็จูบปากกับประชาธิปัตย์ทั้งที่ด่ากันมาเกือบ 20 ปี
คุณทักษิณจึงพร้อมจับมือใครก็ได้ตลอดเวลา
ทางเลือกทั้งสามล้วนทำให้คุณทักษิณรักษาอำนาจของพรรคเพื่อไทยไว้ต่อไป แต่ผลจากทั้งสามทางเลือกล้วนทำให้ต้นทุนทางการเมืองของเพื่อไทยพินาศจนไม่ควรส่งใครลงเลือกตั้งครั้งหน้าอีกเลย
ทางเลือกที่ดีที่สุดของคุณทักษิณคือยุบสภา เพราะการยุบสภา “อาจ” ทำให้คดีคลิปคุณแพทองธารในศาลรัฐธรรมนูญตกไป ซึ่งก็หมายถึงคดี ป.ป.ช.และศาลฎีกาอาจตกไปด้วย โอกาสที่คุณแพทองธารจะโดนโทษตัดสิทธิทางการเมืองก็น้อยลงไปอีก แต่ปัญหาคือวิธีนี้เสี่ยงที่เพื่อไทยจะแพ้เลือกตั้งกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี ในบรรดาทางเลือกทั้งหมดที่คุณทักษิณมี การยุบสภาคือวิธีที่ประชาชนจะได้ประโยชน์มากที่สุด จึงเป็นวิธีที่รัฐบาลมีโอกาสจะเลือกน้อยที่สุด การเมืองไทยจึงจมปลักอยู่กับความน่าเบื่อที่การเมืองไม่มีทางออกให้ประเทศได้เลย
ความเบื่อรัฐบาลแบบนี้คล้ายการไม่สนใจการเมือง (Political Ignorance) แต่ข้อแตกต่างคือพวก “อิกนอเรนซ์” ไม่สนการเมืองเพราะคิดว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเราตอนนี้คือคนเบื่อรัฐบาลเป็นคนสนใจการเมืองที่ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลจนไม่แยแสรัฐบาล (Governmental Apathy)
รัฐบาลไทยกำลังเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยที่มีสภาพไม่ต่างจากรัฐบาลป่วยติดเตียง
