บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (133)
เป็น ‘รองสิงห์คะนองนา’
คนร้ายกลัวจน ‘อึ’ ราด
ขณะเป็นหัวหน้าสายสืบของโรงพักสิงหนคร ผมยังคงวิ่งออกกำลังกายในระยะทาง 3-4 กิโลเมตร วิ่งจนเหงื่อเปียกชุ่ม วิ่งแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ รักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรง แข็งแกร่ง พร้อมทำงานตลอดเวลา
ประมาณ 2 ทุ่ม กำลังชุดสืบสวนจะมารวมตัวพร้อมกันอีกครั้ง เพื่อออกตรวจในยามค่ำคืน
จ.ส.ต.สิงห์ทอง พลขับเจ้าประจำ ผู้ชำนาญทางจะขับรถพาออกตรวจตระเวนไปตามถนนรอบๆ ชุมชนหัวเขาแดง ที่มีบ้านเรือนของประชาชนแออัดอยู่กันอย่างหนาแน่น และเป็นแหล่งที่มียาเสพติดมาก
เมื่อพบปะกลุ่มบุคคลที่รวมกันมีลักษณะที่น่าสงสัย จะแสดงตัวเข้าตรวจค้นทันที
หลายครั้งพบการพกปืนสั้น ปืนปากกา มีดปลายแหลม เหล็กขูดชาฟต์ หรือสิ่งเทียมอาวุธ เช่น สนับมือ มีดตัดอวน รวมทั้งยาเสพติด เฮโรอีน กัญชา จับผู้ต้องหาได้เกือบทุกคืน
ในชุดจะแบ่งแยกกันทำงาน ใครเข้าตรวจค้น ใครระวังป้องกัน และมียุทธวิธีการทำงานที่จะต้องปลอดภัย
รวมทั้งตำรวจในชุดจะคุ้นเคยบุคคลและพื้นที่ ทำให้ทำงานไม่ยากเกินไป
ด.ต.คม วรรณมาศ นอกจากจะเป็นมือค้นแล้ว ยังทำหน้าที่เขียนบันทึกตรวจค้นจับกุม สลับกับ ส.ต.อ.ประเสริฐ จิตรานนท์
ส่วน ส.ต.ต.สุพจน์ เกษแก้ว ส.ต.ต.บุญตา โสภา และ ส.ต.ต.มานพ บุญเอียด กำลังหนุ่มห้าว มีพละกำลังมาก มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหา
และ 3 คนนี้ยังมีหน้าที่พิเศษเมื่อผมผูกปิ่นโตอาหารมื้อเย็นกับร้านค้าตุ๊ดตู่ภรรยาของ ด.ต.ครรชิต ศิริรัตนพันธ์ ทั้ง 3 คนจะสลับกันหิ้วปิ่นโตไปให้ผมที่บ้านพัก เพราะรถยนต์ส่วนตัวของผมผู้กำกับชำนาญขอยืมไปใช้ตลอด
จ.ส.ต.ประเทือง ธรรมปัญญาสกุล จริงจังและซอกแซกมาก ถึงขนาดกระโจนลงไปในทะเลเพื่อตามจับผู้ต้องหา
ส่วน ด.ต.ครรชิต ศิริรัตนพันธ์ สุขุม รอบคอบ เป็นตำรวจรุ่นใหญ่ และเป็นหลักให้น้องๆ
ทุกคนมีความขยันแข็งขัน และสม่ำเสมอมาก ไม่มีแผ่วปลายเลย ถึงไหนถึงกัน
ผมจะนำหน้าลูกน้องและเป็นคนแรกๆ ที่พุ่งเข้าจับกุมผู้ต้องหาก่อน
บางคืน รถสายสืบจะขับพาไปตระเวนตรวจบริเวณริมทะเลสาบสงขลา ย่านชุมชนมุสลิม จะเห็นกลุ่มวัยรุ่นนั่งกินน้ำชาอยู่ในขนำที่มีแสงไฟพอสลัวๆ ริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่นมุสลิมสมัยนั้น
เมื่อเข้าตรวจค้น บางครั้งจะมั่วสุมเสพกัญชากัน หรืออาจจะเจอทั้งเฮโรอีน กัญชาหั่นละเอียด เป็นของแถมเสมอ แล้วก็ยังมีพวกพกปืนอีก
เมื่อจับผู้ต้องหาได้ก็นำกลับไปโรงพัก ถ้ายังไม่ดึกมากก็ออกมาตรวจต่อไป จนเวลาพอสมควร ประมาณ 5 ทุ่ม หรือเที่ยงคืนก็กลับไปพักผ่อน มารวมตัวอีกครั้งเมื่อเวลาตี 5 เป็นกิจวัตรประจำ
ทุกคนสำนึกในหน้าที่ของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ว่าจะต้องเต็มที่ให้เต็มภาคภูมิ จึงมีใจที่ฮึกเหิม สนุก ไม่มีใครบ่นว่าร้อน ว่าหนาว หรือเปียกแฉะ หรือง่วงนอน
เป็นชุดทำงานที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งตลอดชีวิตการเป็นตำรวจของผมเลยทีเดียว
เวลาทำงานจึงเหมือนเป็นสิงห์คะนองนา และหากเอ่ยถึงชุดสืบสวน ก็หมายถึงตำรวจชุดนี้ทั้งชุด ทุกวันทุกคืนไม่เคยมีใครขาดหายไป อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาตลอด
เมื่อผมออกสืบสวนจับกุมทุกเช้าทุกคืน ต่อเนื่องกันแทบไม่มีวันหยุด จากวันเป็นหลายวัน และจากเดือนเป็นหลายเดือน ชื่อเสียงการจับกุมของชุดสืบสวนเริ่มดังขจรขจายไปทั่ว
โดยเฉพาะพวกอาชญากร หวาดกลัวทีมทำงานชุดนี้กันมาก และเป็นที่น่าเกรงขาม
แต่ก็ยังมีพวกวัยรุ่นพกของผิดกฎหมาย และชอบไปนั่งกินน้ำชาในขนำริมทะเลสาบสงขลาอยู่เป็นประจำในยามค่ำคืน
เมื่อชุดสืบสวนไปหยุดที่บริเวณหน้าขนำ กลุ่มเด็กวัยรุ่นเห็นรถชุดสืบสวนก็จะพากันร้องตะโกนว่า “รองปวีณ มา” แล้วพากันวิ่งหลบหนีกันจ้าละหวั่นทันที
และหนทางที่เด็กวัยรุ่นพวกนี้รู้ว่าปลอดภัยที่สุด คือวิ่งหนีลงไปในทะเลสาบสงขลา ที่ระดับน้ำไม่ลึกมากนัก แค่ระดับหัวเข่า แล้วว่ายน้ำออกไปให้ไกลจากแนวริมฝั่ง แค่นี้ก็ปลอดภัยจากการถูกจับกุมแล้ว เพราะพวกนี้นกรู้ ยังไงๆ ตำรวจจะไม่ลงทุนเปียกน้ำ ลุยไปจับกลางทะเลอย่างแน่นอน จึงเป็นสูตรสำเร็จของพวกเด็กวัยรุ่นที่ทำผิดกฎหมาย
ผมสังเกตพวกวัยรุ่นว่ายน้ำกันแล้ว หนีผมไม่ทันแน่ และไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยว่าผมเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเก่า ถ้าหากเป็นผู้ร้ายสำคัญ ผมยอมลงทุนว่ายน้ำจริงๆ แต่เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้มีอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่ แค่นี้ก็เหมาะสมแล้ว
แต่เหตุการณ์ที่ผมไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้นให้ผมต้องสนเท่ห์ถึง 2 ครั้ง ผมจะออกตรวจเหมือนที่เล่าให้ฟัง และไปพบเจอกลุ่มวัยรุ่นเหมือนเดิม ตะโกนร้องเสียงดัง “รองปวีณ มา” แล้วโยนมีดบ้าง เหล็กขูดชาฟต์ กัญชาทิ้งบ้าง จากนั้นโกยหน้าตั้ง วิ่งลงทะเลเหมือนทุกครั้ง เมื่อสิ้นเสียงตะโกน
ทุกคนวิ่งหนีลงทะเลกันหมด มีอยู่คนหนึ่งไม่ยอมลุก นั่งอยู่ที่เดิม ด.ต.ครรชิต กับ จ.ส.ต.สิงห์ทองสั่งให้ลุก “ไอ้บ่าว ลุก” วัยรุ่น พูดว่า “ลุกม่ายหรอด”
ตำรวจก็ถามว่า “ทำม้ายอ่ะ” วัยรุ่นตอบว่า “คี้เต็มกุงเกง”
คือพวกวัยรุ่นจะกลัวชุดสืบสวนชุดนี้มาก เพราะจับดุ จับจริง พอได้ยินชื่อเท่านั้น กลัวจนขี้ราดเลย
ผมเจอเหตุการณ์อย่างนี้ถึง 2 ครั้ง ที่กลัวผมจนขี้ราดเต็มกางเกง
ในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่รู้จักหน้าตาผมหรอกว่าผมมีหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะเวลาออกไปตรวจเช้ามืดหรือกลางคืน ไม่มีใครแต่งเครื่องแบบ จึงไม่รู้ว่าใครเป็นใคร รู้แต่ว่าเป็นตำรวจชุดสืบสวน
หากเห็นหน้าตาผมจริงๆ ผมว่าพวกเด็กวัยรุ่นพวกนี้คงไม่กลัวผมแน่นอน เพราะผมหน้าตาจืดๆ เป็นไอ้ตี๋เสียมากกว่า
แต่พอทำงานหนัก กิตติศัพท์ก็ร่ำลือไปทั่วริมฝั่งทะเลสาบสงขลา และทั่วท้องทุ่งนาสิงหนคร เป็นรองสิงห์คะนองนาตัวจริง
ไม่ใช่ในหนังโฆษณาทีวีที่กำลังฮิตติดลมในเวลานั้น
ในช่วงเวลากลางวัน ชุดสืบสวนจะเข้าตรวจค้นบ้านพักทั่วๆ ไปในเขต ต.ชิงโค ต.สทิงหม้อ ตำบลอื่นๆ ในพื้นที่อื่นๆ ที่ชุดสืบสวนสืบทราบมาว่ามีมือปืนเข้ามาพัก หรือมีแก๊งลักรถจักรยานยนต์เอารถจักรยานยนต์มาซุกซ่อนไว้ ผมจะเข้าทำการตรวจค้นอย่างถี่ยิบและไปทั่ว จนกวาดจับพวกลักรถจักรยานยนต์ได้จำนวนมาก ยึดรถจักรยานยนต์เอากลับคืนให้เจ้าของ
แต่บางครั้งไปพบเห็นรถจักรยานยนต์อยู่ในสภาพถูกชำแหละแยกออกเป็นชิ้นๆ แล้ว เพื่อเตรียมเอาไปขายเป็นชิ้นส่วนของอะไหล่
ชุดสืบสวนหรือชุดสายสืบทำงานกันจนไม่ได้มีเวลาพัก พอจับคนร้ายคนแรกได้ก็มีการขยายผล ให้คนร้ายคนแรกนำไปจับเพื่อนร่วมแก๊ง ซึ่งรู้ว่ามีบ้านอยู่ที่ตรงไหน ทั้งหมดก็อยู่ภายในพื้นที่นั้น เมื่อไปถึง ถ้าโชคดีก็พบตัวและเข้าจับกุมได้ทันที จับผู้ต้องหาได้ก็ตรวจค้นในบ้านหรือรอบๆ บ้าน ทำให้พบรถจักรยานยนต์ที่ลักมาเพิ่มขึ้น
บ้านบางหลังพบรถที่ลักมาซุกซ่อนไว้มากถึง 2-3 คัน และก็จะขยายผลต่อไปเป็นทอดๆ ว่ามีใครอีกที่ร่วมกันไปลัก ผู้ต้องหาพวกนี้จะไปลักรถจักรยานยนต์ในเขตพื้นที่ อ.หาดใหญ่ หรือ อ.เมืองสงขลา แล้วหลบหนีนำกลับเข้ามาใน อ.สิงหนคร เพื่อถอดชิ้นส่วนชำแหละขายเป็นอะไหล่
การกระทำของผู้ต้องหาไม่เคยสนใจความเดือดร้อนของเจ้าของที่ต้องผ่อนรถคันที่ไปลักมา ไม่คำนึงถึงความทุกข์ของใครทั้งนั้น สันดานโจรก็คือสันดานโจร
ในบางวันการขยายผลทำอย่างต่อเนื่อง แม้เวลานั้นฝนกำลังตกหนัก และจำเป็นต้องติดตามไปจับกุมแก๊งลักรถเพราะเวลาไม่คอยใคร ช้าไปนิดอาจจะจับคนร้ายไม่ได้หรือรถของกลางถูกเคลื่อนย้ายไปซ่อนในป่าละเมาะ ดังนั้น จึงต้องออกไปท่ามกลางสายฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เมื่อไปถึงบ้านหลังนั้นคนร้ายรู้ตัวทัน จึงรีบวิ่งหลบหนีออกจากบ้าน ฝ่าสายฝนออกไปทันที
ผมกับตำรวจในชุดสืบสวนเห็นดังนั้นจึงออกวิ่งไล่ติดตามเพื่อจับตัวให้ได้ ทั้งผมและตำรวจทุกคน รวมทั้งคนร้ายจึงเปียกม่อล่อกม่อแล่ก
ผู้ต้องหาคนนี้ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ รูปร่างสูงใหญ่มาก และในที่สุดผมก็วิ่งทันคนร้ายคนนี้ ผมคว้าตัวไว้ได้ ฝนยังคงตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินก็ลื่นมาก จนผมและคนร้ายล้มลง รองเท้าผ้าใบของผมหลุดกระเด็นไป คนร้ายรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงมากดิ้นจนผมจับไว้ไม่อยู่
คนร้ายพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แล้ววิ่งต่อเพื่อต้องการหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในป่าละเมาะตามความชำนาญพื้นที่
แต่โชคไม่เข้าข้าง เพราะครั้งนี้คนร้ายวิ่งหนีไปสะดุดรั้วลวดหนามข้างหน้า จนล้มลง
และที่น่าตกใจคือ บริเวณต้นขาด้านหน้าถูกลวดหนามเกี่ยวเป็นแผลยาวบาดลึก แผลดูน่ากลัวมาก แล้วเลือดก็ไหลออกมา คนร้ายก็สิ้นฤทธิ์ ถูกผมกับทีมชุดสืบสวนจับตัวมาจนได้
สายฝนยังคงเทลงมาอย่างไม่บันยะบันยังไม่มีการผ่อนให้เบาบางลงเลย
เมื่อผมกับชุดสืบสวนรวบตัวผู้ต้องหานี้ได้ นำตัวไปรักษาบาดแผลแล้วส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี มาถึงโรงพัก ผมและตำรวจทั้งชุดต่างเปียกไปทั้งตัว จนทำให้โรงพักมีน้ำเจิ่งนอง ผมต้องเดินเท้าเปล่า เพราะรองเท้าหาไม่เจอ หลุดหายไปตั้งแต่บริเวณป่าละเมาะที่กอดปล้ำเพื่อจับกุมคนร้ายแล้ว
การจับกุมเหล่าร้ายทั่วพื้นที่ทำติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน เรียกว่า บู๊ล้างผลาญกับเหล่าร้าย เปิดหน้าประจัญบาน บดบี้กับคนร้ายไม่มีลดราวาศอก
ทำงานโดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ถึงฝนจะตก แดดจะออก จะร้อนเป็นไฟแค่ไหน ชุดของผมลุยไปได้ตลอด
จับผู้ต้องหาแล้วไม่มีการจับเพื่อเอามารีดแล้วปล่อย หรือจับแล้วเอามาซ้อม
ไม่มีการไปบอกอวดอ้างกับผู้บังคับบัญชา หรือโฆษณาตีปี๊บให้สื่อมวลชนเสนอข่าว
ชุดสืบสวนทำตามหน้าที่เพื่อให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขจริงๆ ทำเพราะความเป็นตำรวจอาชีพ จิตสำนึกมันซึมอยู่ในเลือด อยู่ในใจ ทำเพราะอยากจะทำ ทำเพราะผมเป็นตำรวจจึงต้องทำ
เมื่อมีการจับกุมก็จะรายงานผลการปฏิบัติไปตามปกติ
