เมนูข้อมูล | นายดาต้า
เกม ‘สวนกระแส’
เป็นการสำรวจอีกชิ้นหนึ่งที่เรียกความสนใจและหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง คึกคัก เนื่องจากผลของการสำรวจที่ออกมาดูจะสนองรับความปรารถนาให้เป็นไปของหลายกลุ่มที่สามารถหยิบมาเป็นแง่มุมให้ตีความไปในทางที่ก่ออารมณ์กระดี๊กระด๊าให้กับทัศนคติที่ยึดครองควบคุมความคิดเห็นของตัวเองอย่างอธิบายได้ง่ายๆ ไม่ต้องครุ่นคิดเพื่อโยงหาเหตุผลด้วยวิธีที่ซับซ้อนอะไรนัก
เป็นผลสำรวจที่หยิบขึ้นมาสนองอารมณ์ได้ดี ทั้งที่หากมองด้วยเหตุด้วยผลของทัศนคติที่เป็นกลางๆ แล้ว แทบไม่ได้บอกอะไรเลย นอกจากสะท้อนความคิดของคนในสังคมอย่างตรงไปตรงมาแบบที่เรียกว่า “รู้กันอยู่แล้ว”
เป็นผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ล่าสุด เรื่อง “การเมืองไทย ไปต่อแบบไหนดี” ที่ทำขึ้นหลัง “แพทองธาร ชินวัตร” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอการตัดสินว่าการโทรศัพท์คุยกับ “ฮุน เซน-ผู้นำกัมพูชา” มีความผิดจริยธรรมจนต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่
และเกิดการแสดงความคิดเห็นกันโดยทั่วไปว่าปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้การเมืองไทยเป็นอย่างไรต่อไป ก่อกระแสการเมืองที่ท่วมท้นด้วยความเห็นจากคนทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ทุกอาชีพ หรือจะเรียกได้ว่าแทบจะทุกคน ทั้งระดับคนธรรมดาที่ปกติไม่เคยแสดงทัศนะทางการเมืองใดๆ จนถึง “ทักษิณ ชินวัตร” พ่อของ “แพทองธาร” ยังต้องออกมาบอกว่าในเรื่องนี้มีแผนที่เตรียมจัดการให้เห็นไปอย่างไรตามสถานการณ์ที่เป็นไปในแต่ละแบบ
นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนได้กว้างขวางที่สุดว่าใครมีทัศนคติ จุดยืน หรือกระทั่งอยู่ข้างผลประโยชน์แบบไหน เป็นรูปธรรมที่ตรวจสอบได้ทั้งตัวเอง คนรอบข้างและใครต่อใครได้มากมาย ถึงความเหมือนหรือความต่างในความคิดได้อย่างล่อนจ้อนอย่างหนึ่ง
ภาพใหญ่เป็นไปอย่างผลสำรวจของ “นิด้าโพล” คือสำหรับ “แพทองธาร” ร้อยละ 42.37 เห็นว่าควรประกาศลาออกเพื่อหานายกฯ คนใหม่, ร้อยละ 39.92 เห็นว่าควรยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป, ร้อยละ 15.04 ควรบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม, ร้อยละ 1.37 ให้มีรัฐประหาร, ร้อยละ 0.99 อย่างไรก็ได้, ร้อยละ 0.31 ไม่ตอบ
เมื่อ “แพทองธาร” พ้นไป และการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่อยู่ในเงื่อนไขของกฎหมายที่บังคับไว้ ซึ่งไปจำกัดไว้แค่ไม่กี่คน ร้อยละ 32.82 เลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร้อยละ 27.84 ไม่สนับสนุนใคร, ร้อยละ 11.53 อนุทิน ชาญวีรกูล, ร้อยละ 10.92 ชัยเกษม นิติสิริ, ร้อยละ 9.77 ใครก็ได้ที่มีชื่อ, ร้อยละ 3.82 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, ร้อยละ 1.83 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ร้อยละ 0.84 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และร้อยละ 0.53 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงพรรคประชาชนควรลงชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลร่วมกับฝ่ายค้านหรือไม่ ร้อยละ 64.43 เห็นว่าควรลง, ร้อยละ 26.26 เห็นว่าไม่ควรลง, ร้อยละ 7.48 อย่างไรก็ได้, ร้อยละ 1.83 ไม่ตอบ
อย่างที่บอก หากมองในภาพรวมผลสำรวจ ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น เพราะหากใครที่ติดตามกระแสความเป็นไปอย่างใกล้ชิด ในการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางโดยทั่วครั้งนี้ ภาพที่ออกมา “ไม่เอานายกรัฐมนตรีแพทองธาร” แล้ว
ที่ก่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่คือ คนที่เลือก พล.อ.ประยุทธ์นำโด่ง เหมือนเสียงย้อนไปเรียกหา “ลุงตู่” คนที่ไม่เอา “ลุงตู่” แล้วก็โวยวายทำนอง “รัฐบาลไร้ผลงาน” จนคนส่วนใหญ่เห็นว่า “ลุงตู่ดีกว่า” ส่วนคนที่ยังนิยมชมชื่น “ลุงตู่” ก็ตีปีกดีใจที่ผลโพลออกมาในทางเห็นดีเห็นงามตามทัศนคติตัวเอง
ทั้งที่หากว่ากันตามจริง เขียนกฎหมายกันมาเหลือคนให้เลือกแค่นี้ ผลก็ออกมาอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องพิสดารอะไร
ความน่าสนใจอยู่ที่ความไม่อยากให้ “รัฐบาลชุดนี้อยู่ต่อ” กระทั่งเห็นดีเห็นงามให้พรรคประชาชนร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ที่สวนทางกับผู้กำหนดเกมตัวจริงอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ยืนกรานด้วยความเชื่อมั่นว่าจะจัดการให้ “แพทองธาร” อยู่ต่อแบบยาวๆ ได้ต่างหาก
ที่เป็นความท้าทายว่า ผลของการปะทะกับกระแสที่หลายฝ่ายช่วยกันสร้างขึ้นมาต้าน และทำให้เกิดอะไรขึ้นกับประเทศ
