บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
ข้ามขั้วจนเป็นขั้วตรงข้ามประชาชน
เผลอแป๊บเดียวผลเลือกตั้งที่คนไทยมีความสุขที่สุดก็ผ่านไปแล้ว 2 ปี
และเผลอแป๊บเดียวตำแหน่งนายกฯ ที่ควรเป็นของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตามผลเลือกต้้งปี 2566 ก็ถูกผู้มีอำนาจรวมหัวกันปล้นจนคนไทยไม่มีความสุขกับระบบการเมืองของประเทศมา 2 ปีและยังไม่มีวี่แววว่าจะมีอะไรดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ถ้าถามคนไทยวันนี้ว่าภาพรวมของประเทศคืออะไร
คำตอบที่ได้คือประเทศที่มีรักษาการนายกฯ ทำหน้าที่นายกฯ มีนายกฯ ตัวจริงซึ่งเดี๋ยวศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน
มีรัฐมนตรีใหม่ซึ่งสร้างความเชื่อถือไม่ได้
มีปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่รู้จะแก้อย่างไร
และมีรัฐบาลที่สองปีผลักดันนโยบายอะไรแทบไม่ได้เลย
รัฐบาลมักตอบโต้คนที่พูดแบบนี้ว่า “Loser Attitude” หรือ “บริโภคอุปสรรคเป็นอาหาร” ซึ่งไม่ได้ทำให้คำวิจารณ์นี้เป็นจริงน้อยลง
เพราะหากเทียบประเทศกับฟุตบอล รัฐบาลไทยก็เหมือนทีมปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (PSG) วันที่เชลซียิงนำ 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรกจนตั้งเกมไม่ถูกและแพ้แบบวิ่งจนเวลาหมดแต่ยิงไม่ได้สักประตู
ปี 2566 คือปีที่ผลเลือกตั้งทำให้คนเชื่อว่าประเทศจะก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการเมืองจนเกิดคำว่า “เสรีประชาธิปไตยแลนด์สไลด์” และ “หอมกลิ่นความเจริญ”
แต่ 2 ปีที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาลคือ 2 ปีที่การเมืองมาตรฐานต่ำ ประชาธิปไตยถดถอย และความเจริญทางเศรษฐกิจก็ถอยหลังไปกว่าเดิม
ถ้าประเทศคือฟุตบอล ทีมฟุตบอลนี้ก็อยู่ในภาวะ Losing the Plot นักบอล, ผู้จัดการทีม และเจ้าของสโมสรไม่รู้จะวางแผนการเล่นอย่างไร เลิกลุ้นแชมป์ ไม่คิดเรื่องชนะ ขอแค่อย่าแพ้เยอะ อย่าตกชั้น ลงสนามไปเรื่อยๆ เพื่อให้ทุกคนในทีมไม่ตกงานเหมือนรัฐบาลที่มีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน
รัฐบาลนี้ทำให้การเมืองไทยมาตรฐานต่ำจนพูด 3 ชั่วโมงก็ไม่จบ เอาแค่ตั้งรัฐมนตรีที่ไม่รู้งาน, เด็กเส้น หรือนอมินีพ่อก็ชัดจนไม่รู้จะชัดอย่างไร รัฐมนตรีใหม่ตั้งแล้วหายวับเหมือนนักบอลที่ลงสนามแล้วเล่นไม่ได้ วิสัยทัศน์ไม่มี ทำงานไม่ได้
ทำได้อย่างมากก็โพสต์อวยรัฐบาลซึ่งประเทศไม่ได้อะไร
อย่างไรก็ดี เรื่องที่สะท้อนความเป็นการเมืองมาตรฐานต่ำล่าสุดของรัฐบาลนี้คือการโหวตกฎหมายนิรโทษกรรม
ถ้าไม่นับการเขียนรัฐธรรมนูญนิรโทษตัวเองที่ทหารทำแบบไร้ยางอาย ครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยทำเรื่องนิรโทษคือปี 2556 ที่เพื่อไทยล้มคดีคุณทักษิณ ชินวัตร สุดซอยจนเป็นชนวนล้มรัฐบาลไปหมด ประเด็นสำคัญของยุคนั้นคือการนิรโทษกรรม ประชาชนทำได้ แต่รัฐบาลต้องไม่นิรโทษกรรมพวกตัวเอง
หลักง่ายๆ ของนิรโทษกรรมคือ ประชาชนที่ทำผิดไม่ใช่อาชญากร การกระทำแบบนั้นเป็นปฏิกิริยาต่อความขัดแย้งทางการเมืองที่กระตุ้นให้ทำผิด เมื่อความขัดแย้งจบจึงควรนิรโทษประชาชนให้จบ ไม่อย่างนั้นความขัดแย้งที่ไม่จบจะเป็นบาดแผลเรื้อรังซึ่งเป็นชนวนของความขัดแย้งใหม่ในสังคม
ด้วยหลักดังนี้ วิธีนิรโทษที่ควรทำที่สุดคือ นิรโทษทุกคนที่อยู่ในความขัดแย้งเดียวกันอย่างเสมอหน้ากัน
เพราะถ้ามีร้อยคนทำผิดในความขัดแย้งทางการเมืองช่วงเดียวกัน แต่รัฐบาลนิรโทษแค่ 10 คนที่รัฐบาลพอใจ คนที่เหลือก็จะรู้สึกว่ารัฐบาลเป่าคดีช่วยพวกเดียวกันจนเกิดความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา
การนิรโทษครั้งใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยทำคือ คดี 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งทหาร, ตำรวจ, ลูกเสือชาวบ้าน และมวลชนกลุ่มรักสถาบันฆ่าประชาชนในธรรมศาสตร์อย่างอำมหิต แกนนำนักศึกษาติดคุก 2 ปี แต่พอถึงปี 2521 รัฐบาลก็นิรโทษกรรมนักศึกษาและเจ้าหน้าที่รัฐที่ก่ออาชญากรรมวันนั้นพร้อมกัน
นิรโทษแบบนั้นเฮงซวยมั้ย? คำตอบคือเฮงซวยแน่ๆ เพราะคนถูกฆ่าตายฟรี คนฆ่าไม่มีความผิด
แต่ในประเทศที่ทหารรัฐประหารหลังฝ่ายคลั่งสถาบันฆ่าหมู่ประชาชน การเอาผิดคนฆ่าย่อมไม่มีวันเกิด
อย่างดีที่สุดที่ทำได้คือเอาแกนนำฝ่ายถูกฆ่าออกจากคุกเพื่อลดการเผชิญหน้าทางการเมืองลง
ขณะที่รัฐบาลเพื่อไทยปี 2556 ต้องลักลอบออกกฎหมายนิรโทษคุณทักษิณจนคนไม่พอใจ
รัฐบาลเพื่อไทยในปี 2568 กลับผลักดันกฎหมายนิรโทษเพื่อเป่าคดีพวกพ้องของรัฐบาลซึ่งล้มเลือกตั้ง, ยึดทำเนียบ, ยึดสนามบิน, ยึดราชประสงค์ ฯลฯ โดยทุกพรรคสนับสนุนนิรโทษสูตรนี้อย่างไร้ยางอาย
ด้วยการที่เพื่อไทยโหวตรับร่างภูมิใจไทยซึ่งระบุชัดเจนว่าไม่นิรโทษคดี 112 การพิจารณากฎหมายนี้ในวาระ 2 ไม่มีทางให้แก้ปัญหา 112 ได้อีกแล้ว พรรคเพื่อไทยที่โจมตีคนเห็นต่างว่าเป็นสลิ่มเฟส 1 หรือเฟส 2 คือพรรคที่โหวตนิรโทษ กปปส. และพันธมิตรจนยอมรับร่างที่อำมหิตที่สุดของภูมิใจไทย
เพื่อให้เจ็บปวดขึ้น พรรคเพื่อไทยนิรโทษม็อบฝ่ายต้านประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2549-2560 หลังจากที่พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลข้ามขั้วกับชนชั้นนำฝ่ายต้านประชาธิปไตยปี 2567 ทั้งที่เคยระดมมวลชนสู้คนกลุ่มนี้ที่ราชประสงค์ปี 2553, ถนนอักษะปี 2557 และปลุกระดมให้คนขัดแย้งเรื่องสีเสื้อมายี่สิบปี
ทั้งหมดนี้คือผลพวงของระบอบ “ดีลลับ” แน่ๆ แต่เป็นดีลลับที่ขยายจากการตั้งรัฐบาลข้ามขั้วมาสู่นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติในปัจจุบัน
พรรคเดียวที่ต่อต้านนิรโทษสูตรเลือกปฏิบัติคือพรรคประชาชน และพรรคเดียวที่ยืนยันหลักการว่ารัฐต้องนิรโทษประชาชนที่โดนคดี 112 ในช่วงเวลาเดียวกันไปด้วยก็คือพรรคประชาชนอีก ต่อให้พรรคฝ่ายค้านด้วยกันอย่างภูมิใจไทยและพลังประชารัฐจะทำเรื่องนี้เหมือนรัฐบาลก็ตาม
การที่พรรคการเมืองแทบทั้งหมดออกกฎหมายนิรโทษแบบเลือกปฏิบัติแบบนี้น่าอาย และประเทศที่ปี 2557 เคยไล่รัฐบาลเพราะนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติกลับยอมรับการนิรโทษแบบเลือกปฏิบัติในปี 2568 คือประเทศที่มาตรฐานการเมืองต่ำลงทั้งในฝั่งรัฐบาลและในระดับสำนึกของสังคม
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, ความมียางอาย และสำนึกเรื่องความยุติธรรมต้องต่ำขนาดไหนจนยอมรับการนิรโทษแบบเลือกปฏิบัติซึ่งรัฐบาลช่วยเฉพาะพรรคพวกของพรรคร่วมรัฐบาล?
การถกเถียงของ ส.ส. “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” กับ “ไผ่ ลิกค์” ก็สะท้อนความเป็นการเมืองมาตรฐานต่ำในรัฐบาลนี้ด้วยเช่นกัน เพราะขณะที่ “ไอซ์” ตั้งคำถามเรื่อง “ไผ่” ใช้ตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณเพื่อดึงเงินไปลงพื้นที่ตัวเอง ทั้งที่เรื่องนี้ผิดรัฐธรรมนูญ
แต่ “ไผ่” กลับไม่มีท่าทีตระหนักเรื่องนี้เลย
งบประมาณมาจากภาษีคนไทยทุกคนจนต้องจัดสรรให้ทุกพื้นที่ตามความจำเป็น แต่นักการเมืองกลุ่มที่เป็นขาประจำกรรมาธิการงบมักหาทางดึงงบไปลงพื้นที่ตัวเองเพื่อหาเสียงและเพื่อโกงมาตลอด ไม่ว่าจะโดยตัดถนน, ทำเสาไฟฟ้า, ฝาย, ขุดน้ำบาดาล ฯลฯ ซึ่งหลายกรณีไม่มีความจำเป็น
นักการเมืองบางกลุ่มมีพฤติกรรม “ดีระดับเขต แต่เลวระดับชาติ” เพราะหากินกับงบแบบนี้ และวิธีคิดนี้ก็กลับมาอีกอย่างประเจิดประเจ้อในรัฐบาลปัจจุบัน พรรคเก่าแก่ส่งคนไปเป็นกรรมาธิการเพื่อดึงงบแบบนี้ทั้งนั้น หรือไม่ก็ไถเงินโดยขู่เปิดโปงคนที่อยากดึงเงิน ต่อให้จะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ
พูดตรงๆ ในสภารู้ทั้งนั้นว่าแต่ละพรรคมีใครเป็นขาประจำกรรมาธิการงบประมาณ ใครดึงงบลงพื้นที่ ใครดึงเงินเข้าพรรค ใครส่งเงินรัฐมนตรี ใครไถข้าราชการและผู้รับเหมาแลกกับการไม่ตรวจสอบ ใครเซ็นชื่อรับเงินแต่ไม่เข้าประชุม ทั้งที่ทั้งหมดคือการโกงทั้งที่โกงตรงๆ และโกงแบบแยบคาย
เรื่องน่าขยะแขยงแบบนี้เกิดในยุคนี้ไม่ต่างกับรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคการเมืองเก่าทุกพรรคมีขาประจำทำแบบนี้เหมือนกันหมด คนกลุ่มนี้ถึงมีมติเอกฉันท์ที่จะไม่ให้พรรคประชาชนถ่ายทอดสดประชุมงบประมาณ ต่อให้ประชาชนจะด่ากันเรื่องนี้สนั่นหวั่นไหวทั้งประเทศก็ตาม
ผมยังไม่อยากพูดถึงความเสื่อมทรามของประเทศจนบรรยากาศ “หอมกลิ่นความเจริญ” ปี 2566 กลายเป็น “หอมกลิ่นหายนะ” ปี 2568 แต่ตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ประจานรัฐบาลอยู่แล้ว และอัตราภาษีทรัมป์ที่ไทยโดน 36% ซึ่งสูงกว่ามาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และเวียดนามก็ประจานรัฐบาลเช่นกัน
รัฐบาลวันนี้คือสิ่งปฏิกูลทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ไปก็แทบไม่ทำให้อะไรในประเทศดีขึ้น มีอย่างเดียวคือทำให้ประเทศถอยหลังลงคลอง ทั้งที่ประเทศไม่ควรถอยหลังลงคลองไปกับรัฐบาล
รัฐบาลวันนี้กำลังข้ามขั้วจนกลายเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาชน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
