bg-single

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (14)

24.07.2025

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ

: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (14)

เรื่อง ‘การปติบัติของผัวเมีย’

การปฏิวัติทางวัฒนธรรมถือเป็นโครงการสร้างสังคมสมัยใหม่ (Modernity Projects) ชิ้นใหญ่ภายหลังการปฏิวัติ 2475 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. (2481-2487) ที่ต้องการเร่งยกระดับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนหรือ “มนุษยปฏิวัติ” ให้คนไทยเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ตามอารยประเทศ

ในคราแรก รัฐบาลได้ใช้ประกาศสำนักนายกเรื่องรัฐนิยมฉบับต่างๆ ตั้งแต่ 2482-2484 รวมทั้งประกาศและคำแนะนำจากกระทรวงมหาดไทยเป็นแนวทางในการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ต่อมา รัฐบาลจอมพล ป.ตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ (2486) ขึ้นให้มีหน้าที่ดังนี้

1. ค้นคว้า ดัดแปลง รักษา และส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งชาติที่มีอยู่ 2. ค้นคว้า ดัดแปลง และกำหนด วัฒนธรรมที่ควรรับไว้หรือปรับปรุงต่อไป 3. เผยแพร่วัฒนธรรมแห่งชาติให้เหมาะสมกับกาลสมัย 4. ควบคุมและหาวิธีปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งชาติในจิตใจของประชาชนจนเป็นนิสัย 5. ให้ความเห็น รับปรึกษาและปฏิบัติการตามความมุ่งหมายของรัฐบาลในกิจกรรมอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมแห่งชาติ

สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็น 4 สำนัก คือ สำนักวัฒนธรรมทางจิตใจ สำนักวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี สำนักวัฒนธรรมทางศิลปกรรม และสำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ

สภาวัฒนธรรมแห่งชาติอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มี 5 หน่วยงาน คือ สำนักวัฒนธรรมทางจิตใจ สำนักวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี สำนักวัฒนธรรมทางศิลปกรรม สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม และสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง

ครอบครัวไทยสมัยรัฐนิยม

กำหนดแนวทางวัฒนธรรมตามวิถีอารยะ

ต่อมา รัฐบาลออกคำแนะนำเกี่ยวกับวัฒนธรรมจำนวนมากปรากฏในประมวลวัฒนธรรม (2486) เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้สังคมในระบอบใหม่ รวมทั้งการแนะนำมารยาททางสังคมและการให้เลิกเชื่อถือสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น การใช้คำว่าสวัสดีในการทักทาย มารยาทการโดยสารรถประจำทาง การชักชวนให้คนไทยใช้การปรบมือในการชมการแสดง กีฬา เพื่อแสดงความชอบใจหรือดีใจมากกว่าโห่ฮา วิงวอนให้เรียนภาษาไทยจนอ่านออกเขียนได้ ชักชวนให้เลิกเชื่อฤกษ์ยามและไสยศาสตร์ (กรมโคสนาการ, 2486)

รัฐบาลพยายามพัฒนาบุคลิกภาพของคนไทยให้มีความเป็นอารยะ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนรักษาสุขภาพอนามัย รักษารูปร่างให้สวยงาม การสวมเสื้อชั้นในของสตรี ระเบียบการบริโภคอาหาร การใช้ช้อนส้อม ไม่ควรเปิบข้าวด้วยมือ การจัดระเบียบร่างกายให้ถูกสุขลักษณะด้วยการไม่นั่งพับเพียบ ไม่นั่งกับพื้นหรือในที่มีฝุ่นละอองเพราะนำเชื้อโรคมาสู่ร่างกาย (กรมโคสนาการ, 2486, 67-73; แถมสุข, 2544, 93)

สภาวัฒนธรรมแห่งชาติกำหนดระเบียบว่าด้วยงานศพ การแต่งกายและมารยาทของผู้ประกอบอาชีพ ระเบียบการใช้นามบัตร ระเบียบว่าด้วยการเคารพของคนไทย ระเบียบต่างๆ จะกำหนดแนวทางในการปฏิบัติให้คนไทยทราบ ดังเช่น ความพยายามกำหนดแนวทางมารยาททางสังคมสากล เช่น การประกาศเรื่องระเบียบการใช้บัตรชื่อ (25 มกราคม 2487) หรือนามบัตร ด้วยแนะนำให้คนไทยรู้จักใช้นามบัตรเป็นอย่างถูกต้อง เช่น ตัวอักษร สีหมึกที่เหมาะสม ข้อความบนบัตร การเรียกคำนำหน้า โอกาสในการใช้ การวางนามบัตร มารยาทในการวางนามบัตร เป็นต้น (กรมโคสนาการ, 2486; ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ, 2498, 186-192)

ระเบียบการเคารพของคนไทย (27 มิถุนายน 2487) มีการวางระเบียบไว้ แบ่งเป็นการเคารพของชาย เวลาปกติ เช่น ก้มศีรษะ ถอดหมวก และยืนตรง ในงานพิธีการให้ก้มศีรษะ ส่วนการเคารพของหญิง ให้ก้มศีรษะ ยืนตรงและย่อเข่า ส่วนในงานพระราชพิธีให้ย่อเข่าต่อผู้เป็นประธานนั้น งานพระรัฐพิธีให้ย่อเข่าเฉพาะในรัฐพิธีที่พระมหากษัตริย์หรือผู้แทนให้ย่อเข่า หากเป็นรัฐพิธีอื่นๆ ให้ก้มศีรษะแสดงความเคารพต่อประธาน (ธำรงศักดิ์, 2498, 293-294)

ประกาศสำนักนายกฯ เรื่อง “การปติบัติของผัวเมีย”

ในประมวลวัฒนธรรมแห่งชาติ (2486) แนะนำแนวปฏิบัติใหม่ๆ ที่เป็นอารยะเกี่ยวกับครอบครัวและการเลี้ยงเด็ก เช่น การส่งเสริมให้คนไทยสมรสและจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้อง และรัฐบาลเห็นความสำคัญของครอบครัวให้มีความเจริญมั่นคงจึงกำหนด “แนวปฏิบัติผัวเมีย” ขึ้น ด้วยเหตุที่ “ปรากตว่ามีผัวบางคนถือเหตุแห่งความอ่อนโยนประจำไจของเมีย ประพรึติการทารุน เช่น การทุบตี ด่าว่าเมียของตนต่างๆ เสมือนว่าเมียของตนนั้นเปนทาส หรือผู้บำเรอรับไช้ที่ต่ำสักดิ์ ทั้งนี้ เปนสิ่งที่น่าละอายไร้สีลธัม และเปนการเสื่อมเสียแก่เกียรติของประชาชาติยิ่งนัก ฉะนั้นจึงขอประกาสไห้ได้ระลึกไว้ว่า ชายก็ดี หยิงก็ดี มีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกันตามรัถธัมนูญ เมื่อสมรสกันแล้ว ชายหยิงผู้เปนผัวเมียย่อมมีหน้าที่ปติบัติต่อกันด้วยความไมตรีและอารี ต้องทนุถนอมความสัมพันธแห่งครอบครัวไห้มีความผาสุกกลมเกลียวเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน และไห้เปนที่เคารพนับถือของบุคคลโดยทั่วไป” (กรมโคสนาการ, 2486, 51-52)

โดยเน้นย้ำว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดหน้าที่ของผัวเมียไว้แล้ว แต่กฎหมายมิได้ให้อำนาจสามีทารุณกรรมภรรยา สามีไม่มีสิทธิลงโทษภรรยาด้วยตนเอง ไม่มีอำนาจตั้งศาลเตี้ยชำระความภรรยาเอง เมื่ออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ให้หย่าขาดจากกัน การทารุณกรรมตบตีภรรยามีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาฐานประทุษร้ายร่างกายมีโทษจำคุกถึง 10 ปี

รัฐบาลจึงขอให้สามีและภรรยาปฏิบัติต่อกันด้วยไมตรีและความเอื้ออารี และให้ละเว้นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมอันเป็นความอดสูเลวทรามนั้นเสีย อย่าด่าว่าทุบตีอันเป็นการทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกต่อไป และขอสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจการปฏิบัติของสามีภรรยาด้วยเพื่อช่วยสร้างวัฒนธรรมของชาติให้วัฒนาถาวรต่อไป (กรมโคสนาการ, 2486, 52-53)

อีกทั้งมีคำแนะนำการเลี้ยงบุตรให้แก่ครอบครัว เช่น ให้เลิกพฤติกรรมการกระเดียดลูกหรืออุ้มใส่สะเอวเพราะจะทำให้ขาเก เอวคดซึ่งจะทำให้การเติบโตของร่างกายผิดปกติเป็นพลเมืองที่ไม่สมบูรณ์ เป็นต้น (กรมโคสนาการ, 2486, 21)

ทั้งนี้ การปฏิวัติทางวัฒนธรรมทั้งการแต่งกาย พฤติกรรมและมารยาททางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติในครั้งนั้นและแบบแผนหลายอย่าง เช่น พิธีสมรส และพิธีศพยังคงสืบต่อจนถึงปัจจุบัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน