My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ
: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (14)
เรื่อง ‘การปติบัติของผัวเมีย’
การปฏิวัติทางวัฒนธรรมถือเป็นโครงการสร้างสังคมสมัยใหม่ (Modernity Projects) ชิ้นใหญ่ภายหลังการปฏิวัติ 2475 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. (2481-2487) ที่ต้องการเร่งยกระดับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนหรือ “มนุษยปฏิวัติ” ให้คนไทยเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ตามอารยประเทศ
ในคราแรก รัฐบาลได้ใช้ประกาศสำนักนายกเรื่องรัฐนิยมฉบับต่างๆ ตั้งแต่ 2482-2484 รวมทั้งประกาศและคำแนะนำจากกระทรวงมหาดไทยเป็นแนวทางในการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ต่อมา รัฐบาลจอมพล ป.ตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ (2486) ขึ้นให้มีหน้าที่ดังนี้
1. ค้นคว้า ดัดแปลง รักษา และส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งชาติที่มีอยู่ 2. ค้นคว้า ดัดแปลง และกำหนด วัฒนธรรมที่ควรรับไว้หรือปรับปรุงต่อไป 3. เผยแพร่วัฒนธรรมแห่งชาติให้เหมาะสมกับกาลสมัย 4. ควบคุมและหาวิธีปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งชาติในจิตใจของประชาชนจนเป็นนิสัย 5. ให้ความเห็น รับปรึกษาและปฏิบัติการตามความมุ่งหมายของรัฐบาลในกิจกรรมอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมแห่งชาติ
สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็น 4 สำนัก คือ สำนักวัฒนธรรมทางจิตใจ สำนักวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี สำนักวัฒนธรรมทางศิลปกรรม และสำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
สภาวัฒนธรรมแห่งชาติอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มี 5 หน่วยงาน คือ สำนักวัฒนธรรมทางจิตใจ สำนักวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี สำนักวัฒนธรรมทางศิลปกรรม สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม และสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง

กำหนดแนวทางวัฒนธรรมตามวิถีอารยะ
ต่อมา รัฐบาลออกคำแนะนำเกี่ยวกับวัฒนธรรมจำนวนมากปรากฏในประมวลวัฒนธรรม (2486) เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้สังคมในระบอบใหม่ รวมทั้งการแนะนำมารยาททางสังคมและการให้เลิกเชื่อถือสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น การใช้คำว่าสวัสดีในการทักทาย มารยาทการโดยสารรถประจำทาง การชักชวนให้คนไทยใช้การปรบมือในการชมการแสดง กีฬา เพื่อแสดงความชอบใจหรือดีใจมากกว่าโห่ฮา วิงวอนให้เรียนภาษาไทยจนอ่านออกเขียนได้ ชักชวนให้เลิกเชื่อฤกษ์ยามและไสยศาสตร์ (กรมโคสนาการ, 2486)
รัฐบาลพยายามพัฒนาบุคลิกภาพของคนไทยให้มีความเป็นอารยะ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนรักษาสุขภาพอนามัย รักษารูปร่างให้สวยงาม การสวมเสื้อชั้นในของสตรี ระเบียบการบริโภคอาหาร การใช้ช้อนส้อม ไม่ควรเปิบข้าวด้วยมือ การจัดระเบียบร่างกายให้ถูกสุขลักษณะด้วยการไม่นั่งพับเพียบ ไม่นั่งกับพื้นหรือในที่มีฝุ่นละอองเพราะนำเชื้อโรคมาสู่ร่างกาย (กรมโคสนาการ, 2486, 67-73; แถมสุข, 2544, 93)
สภาวัฒนธรรมแห่งชาติกำหนดระเบียบว่าด้วยงานศพ การแต่งกายและมารยาทของผู้ประกอบอาชีพ ระเบียบการใช้นามบัตร ระเบียบว่าด้วยการเคารพของคนไทย ระเบียบต่างๆ จะกำหนดแนวทางในการปฏิบัติให้คนไทยทราบ ดังเช่น ความพยายามกำหนดแนวทางมารยาททางสังคมสากล เช่น การประกาศเรื่องระเบียบการใช้บัตรชื่อ (25 มกราคม 2487) หรือนามบัตร ด้วยแนะนำให้คนไทยรู้จักใช้นามบัตรเป็นอย่างถูกต้อง เช่น ตัวอักษร สีหมึกที่เหมาะสม ข้อความบนบัตร การเรียกคำนำหน้า โอกาสในการใช้ การวางนามบัตร มารยาทในการวางนามบัตร เป็นต้น (กรมโคสนาการ, 2486; ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ, 2498, 186-192)
ระเบียบการเคารพของคนไทย (27 มิถุนายน 2487) มีการวางระเบียบไว้ แบ่งเป็นการเคารพของชาย เวลาปกติ เช่น ก้มศีรษะ ถอดหมวก และยืนตรง ในงานพิธีการให้ก้มศีรษะ ส่วนการเคารพของหญิง ให้ก้มศีรษะ ยืนตรงและย่อเข่า ส่วนในงานพระราชพิธีให้ย่อเข่าต่อผู้เป็นประธานนั้น งานพระรัฐพิธีให้ย่อเข่าเฉพาะในรัฐพิธีที่พระมหากษัตริย์หรือผู้แทนให้ย่อเข่า หากเป็นรัฐพิธีอื่นๆ ให้ก้มศีรษะแสดงความเคารพต่อประธาน (ธำรงศักดิ์, 2498, 293-294)

ประกาศสำนักนายกฯ เรื่อง “การปติบัติของผัวเมีย”
ในประมวลวัฒนธรรมแห่งชาติ (2486) แนะนำแนวปฏิบัติใหม่ๆ ที่เป็นอารยะเกี่ยวกับครอบครัวและการเลี้ยงเด็ก เช่น การส่งเสริมให้คนไทยสมรสและจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้อง และรัฐบาลเห็นความสำคัญของครอบครัวให้มีความเจริญมั่นคงจึงกำหนด “แนวปฏิบัติผัวเมีย” ขึ้น ด้วยเหตุที่ “ปรากตว่ามีผัวบางคนถือเหตุแห่งความอ่อนโยนประจำไจของเมีย ประพรึติการทารุน เช่น การทุบตี ด่าว่าเมียของตนต่างๆ เสมือนว่าเมียของตนนั้นเปนทาส หรือผู้บำเรอรับไช้ที่ต่ำสักดิ์ ทั้งนี้ เปนสิ่งที่น่าละอายไร้สีลธัม และเปนการเสื่อมเสียแก่เกียรติของประชาชาติยิ่งนัก ฉะนั้นจึงขอประกาสไห้ได้ระลึกไว้ว่า ชายก็ดี หยิงก็ดี มีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกันตามรัถธัมนูญ เมื่อสมรสกันแล้ว ชายหยิงผู้เปนผัวเมียย่อมมีหน้าที่ปติบัติต่อกันด้วยความไมตรีและอารี ต้องทนุถนอมความสัมพันธแห่งครอบครัวไห้มีความผาสุกกลมเกลียวเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน และไห้เปนที่เคารพนับถือของบุคคลโดยทั่วไป” (กรมโคสนาการ, 2486, 51-52)
โดยเน้นย้ำว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดหน้าที่ของผัวเมียไว้แล้ว แต่กฎหมายมิได้ให้อำนาจสามีทารุณกรรมภรรยา สามีไม่มีสิทธิลงโทษภรรยาด้วยตนเอง ไม่มีอำนาจตั้งศาลเตี้ยชำระความภรรยาเอง เมื่ออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ให้หย่าขาดจากกัน การทารุณกรรมตบตีภรรยามีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาฐานประทุษร้ายร่างกายมีโทษจำคุกถึง 10 ปี
รัฐบาลจึงขอให้สามีและภรรยาปฏิบัติต่อกันด้วยไมตรีและความเอื้ออารี และให้ละเว้นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมอันเป็นความอดสูเลวทรามนั้นเสีย อย่าด่าว่าทุบตีอันเป็นการทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกต่อไป และขอสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจการปฏิบัติของสามีภรรยาด้วยเพื่อช่วยสร้างวัฒนธรรมของชาติให้วัฒนาถาวรต่อไป (กรมโคสนาการ, 2486, 52-53)
อีกทั้งมีคำแนะนำการเลี้ยงบุตรให้แก่ครอบครัว เช่น ให้เลิกพฤติกรรมการกระเดียดลูกหรืออุ้มใส่สะเอวเพราะจะทำให้ขาเก เอวคดซึ่งจะทำให้การเติบโตของร่างกายผิดปกติเป็นพลเมืองที่ไม่สมบูรณ์ เป็นต้น (กรมโคสนาการ, 2486, 21)
ทั้งนี้ การปฏิวัติทางวัฒนธรรมทั้งการแต่งกาย พฤติกรรมและมารยาททางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติในครั้งนั้นและแบบแผนหลายอย่าง เช่น พิธีสมรส และพิธีศพยังคงสืบต่อจนถึงปัจจุบัน








