bg-single

ว่าด้วยชาติ & ชาตินิยมทางแนวคิดการเมือง (จบ)

06.08.2025

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

ว่าด้วยชาติ & ชาตินิยมทางแนวคิดการเมือง (จบ)

คําให้สัมภาษณ์ของผมแก่เว็บไซต์ข่าว “ประชาไท” เมื่อ 7 ปีก่อนว่าด้วย “ชาติ & ลัทธิชาตินิยม” ในช่วงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. แผ่กว้างออกไป และการกล่าวหาตอบโต้ผู้วิจารณ์ว่าเป็น “ลัทธิชังชาติ” ผมได้นำมาปรับเกลาเสนอใหม่ในสถานการณ์ตึงเครียดกับชาติเพื่อนบ้านขณะนี้ ต่อจากตอน 2 สัปดาห์ก่อน

ความเปราะบางของจินตนากรรมชาติไทยเกิดจากอะไร

ทั้งที่มีความพยายามก่อร่างสร้างฐานกันมานาน

ทำไมจึงเปราะบาง?

ผมคิดว่าเพราะมันถูกกำหนดสร้างจากคนกลุ่มเดียว จากเบื้องบน มันไม่ใช่พื้นฐานร่วมกันที่มาจากคนส่วนใหญ่ผู้มีสิทธิและลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการจะบอกว่าความเป็นไทยคืออะไร? เพราะสร้างชาติกันแบบนี้มานานไงครับ กล่าวตรงไปตรงมาก็เป็นเพราะสร้างความเป็นชาติความเป็นไทยโดยชนชั้นนำจำนวนน้อยที่มีอำนาจปกครองนั่นแหละ บอกว่าอันนี้คือพื้นฐานจุดร่วมแห่งความเป็นชาติของเรา ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามามีปากเสียงมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าพื้นที่ร่วมของความเป็นชาติของเรามันคืออะไรกันแน่? พวกเขาได้แต่ถูกนิยามชุดหนึ่งกดทับไว้ตลอดมา

ขณะที่เวลาล่วงเลยและโลกหมุนเปลี่ยนไป ความหลากหลายมันเพิ่มขึ้น สังคมไทยมีเศรษฐกิจที่ต่างแบบกันมากขึ้น มีสังคมที่ต่างแบบกันมากขึ้น เราเปิดรับความหลากหลายจากนานาชาติ จากนานาวัฒนธรรมมากขึ้น แล้วการหวังให้คนไทยในประเทศที่เคยมีคน 10 ล้านคน 20 ล้านคน แล้วเพิ่มมาเป็นทุกวันนี้ 70 กว่าล้านคน จะให้มีความหลากหลายน้อยลง เป็นไปไม่ได้ มีแต่จะหลากหลายมากขึ้น และพื้นที่ซึ่งเคยใช้ครอบพวกเขาไว้ รองรับพวกเขาไว้ทั้งหมดนี่น่ะ ยังเป็นพื้นที่ที่ถูกกำหนดจากคนส่วนน้อยเบื้องบนอยู่ดี ซึ่งไม่สามารถรองรับความหลากหลายได้

ดังนั้น เมื่อเจอกับความหลากหลายนอกเหนือไปจากที่เคยคาดคิดไว้ มันก็สั่นคลอน พร้อมจะแตก เพราะมันเปราะบางเกินไป แล้วมันจะไม่ลดความเปราะบางหรอกจนกว่าคุณจะเปิดโอกาสให้คนทั้งหลายมีส่วนเป็นเจ้าของชาติในความหมายให้พวกเขาร่วมกันนิยามชาติ กำหนดชาติ บอกออกมาว่าอะไรคือความเป็นไทยของพวกเขา แต่ถ้าประเทศไม่มีสิทธิเสรีภาพ ไม่มีประชาธิปไตย พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการนิยามความเป็นไทยได้อย่างไรล่ะครับ? ในเมื่อตอนนี้เป็นการนิยามจากแค่บางคนบางกลุ่ม ทางทีวีทุกวันศุกร์ตอนหัวค่ำ ว่าความเป็นไทยคือแบบนี้ๆ มี 12 ข้อ แล้วให้ท่องตามๆ กัน

(ฟังฉบับเต็มแรป “ไทยแลนด์ 4.0” สู้เพลง “ประเทศกูมี”, 5 พ.ย. 2561
https://www.thaipbs.or.th/news/content/275504)

สภาวการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นี้

เรียกได้ว่าเป็นสงครามช่วงชิงนิยามความเป็นชาติหรือไม่?

ตามที่ผมเข้าใจ การช่วงชิงนิยามความเป็นชาติ/ความเป็นไทยจะเกิดในช่วงสังคมเศรษฐกิจเปลี่ยน คนกลุ่มใหม่โผล่ขึ้นมาในสังคม และเขารู้สึกว่าระเบียบอำนาจในสังคมที่เป็นอยู่ไม่เอื้อเฟื้อพวกเขาเท่าที่ควร จุดเริ่มต้นไม่ใช่ความกระหายอำนาจของบุคคลหรือของกลุ่มนะครับ แต่มันเริ่มที่สังคมเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน พวกเขาประกอบอาชีพใหม่ เป็นคนกลุ่มใหม่ พวกเขาเริ่มมีฐานะดีขึ้น มีความมั่งคั่ง มีความต้องการทางเศรษฐกิจ-สังคมแตกต่างไปจากคนที่อยู่มาแต่เดิม ก่อตัวเป็นคนกลุ่มก้อนใหม่ขึ้นมา ถึงจุดหนึ่งเขาก็สังเกตเห็นว่า ระเบียบอำนาจที่เป็นอยู่ไม่เอื้อเฟื้อต่อเขา เขาอยากให้ระเบียบอำนาจเปลี่ยนไป

พูดง่ายๆ คือ ขอส่วนแบ่งอำนาจกูมั่ง อย่างที่ออกแบบมาอยู่ตอนนี้ กูมีส่วนแบ่งอำนาจน้อยเกินไป หรือไม่มีเลย ถึงจุดหนึ่งก็มีการขัดแย้งปะทะต่อสู้กันทางการเมือง ในเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิมที่ไม่เอื้อเฟื้อ ระเบียบอำนาจที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อคนกลุ่มใหม่ เมื่อถึงจุดนั้นความเป็นไทยจะกลายเป็นปัญหา คนจะตั้งคำถามกับความเป็นไทย คนจะท้าทายระเบียบอำนาจเดิม คนจะท้าทายความสัมพันธ์ทางอำนาจเดิม มันก็จะพาคุณไปสู่จุดที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าตกลงความเป็นไทยคืออะไร? และความเป็นไทยที่ควรจะเป็นคืออะไร? และตอนนี้ผมคิดว่าเรากำลังไปสู่จุดนั้น

เราจึงได้เห็นเพลงประเทศกูมี แล้วก็เห็นเพลงไทยแลนด์ 4.0 ที่ทางรัฐบาล คสช.ออกมาโต้ ไม่แปลกเลย มันเคยเกิดมาแล้วตอนช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 พยายามจะปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยก็ต้องทะเลาะกับสยามเก่าและสยามอนุรักษ์ มันเคยเกิดขึ้นมาก่อนในปี 2475 ช่วง 2475 ก็คือระหว่างฝ่ายเจ้ากับฝ่ายคณะราษฎร ฝ่ายระบอบเดิมกับฝ่ายระบอบใหม่ เคยเกิดมาช่วง 14 ตุลาคม 2516 และมันก็เคยเกิดมาช่วงรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ตอนนี้ผมคิดว่าก็กำลังเกิดขึ้นอีก ความสงบสันติที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาหลังจากรัฐประหาร คสช. ซึ่งก่อนนั้นเราเคยมีม็อบแทบไม่หยุดทุกปี มาเป็นเวลานับสิบปี แต่ก็ปรากฏชัดเลยว่าแม้จนบัดนี้โจทย์ข้างในก็ยังไม่ได้เคลียร์ให้ตกไป ดังนั้น จึงแสดงออกมาในรูปแบบการต่อสู้ทางวัฒนธรรมดังที่เห็น

ผมเรียกปรากฏการณ์อย่างนี้ว่าการเมืองวัฒนธรรม มันไม่ใช่การเมืองม็อบหรือการเมืองบนท้องถนนนะครับ ก็ในเมื่อคุณไม่ให้เขาม็อบนี่นา เขาไปรวมตัวกันไม่ถึงกี่สิบคน ก็จับเขาหมดเลย ฟ้องร้องพวกเขาต่อศาล จนไม่เป็นอันทำมาหากิน ไม่เป็นอันเรียนหนังสือ ขึ้นศาลบ่อย (หัวเราะ) คือในแง่กลับกันเนี่ย ถ้าคุณหลงคิดว่ามันหายไป เพราะคุณไปเด็ดยอด ปิดกั้นคนไว้เรียบร้อย แต่อย่าลืมนะครับว่าสังคมเปลี่ยนแล้ว เศรษฐกิจเปลี่ยนแล้ว คนรู้สึกว่าระเบียบอำนาจเดิมไม่เอื้อเฟื้อ ถึงจุดหนึ่งมันจะปะทุออกมาในรูปแบบนี้

ผมคิดว่าล่าสุดคือเพลงประเทศกูมีนี่แหละ เป็นสัญญาณของลัทธิรักชาติมากเกินไปเสียจนกระทั่งทนปล่อยให้ชาติเป็นอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ ก็เลยออกมาพูดความจริงว่าชาติมีปัญหาแบบนี้ เพราะหวังว่าชาติจะดีกว่านี้ได้ เพื่อโต้แย้งกับคนที่บอกว่า It’s OK ไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างเรียบร้อยหมด มาร่วมโปรเจ็กต์เราสิ โปรเจ็กต์ตัดถนนไปไทยแลนด์ 4.0 ไรงี้

ประเทศกูมี

เพลงแห่งการปลดปล่อย

และการเดินต่อไปในอนาคตที่ขัดแย้ง

เราลองคิดย้อนดู 4 ปีที่ผ่านมา (2557-2561) คุณอยากพูดความเป็นจริงแต่พูดไม่ได้ เขาไม่ยอมให้คุณพูดอะไรใช่ไหมครับ คนก็อึดอัด คือเราอยากจะพูด ซึ่งไม่ได้อยากพูดอะไรมากหรอก เราอยากจะพูดสักแค่ 6 หรือ 7 ส่วนจาก 10 ส่วนเท่านั้นแหละ แต่ในหลายปีที่ผ่านมา แค่พูด 3-4 ส่วนบางทีก็ยังถูกเชิญไปปรับทัศนคติเลย แล้วอยู่มาวันดีคืนดีมีคนมาพูดยาวเป็นเพลงแล้วมันพูดไปถึง 13 โอ้โห! มันเป็น psychological breakthrough เป็น cultural liberation แบบว่าไอ้อ่า…อยากพูดอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว แล้วที่คิดว่าจะพูดยังไม่เท่านี้ด้วยซ้ำไป แล้วสิ่งที่พวกเขาพูดด้วยแร็พมันจริง มันไม่ได้จริงน้อยลงเพราะเราไม่ได้พูดมันเองหรอกนะครับ มันไม่ได้จริงน้อยลงแม้แต่นิดเดียว

การที่คุณไปเที่ยวห้ามทุกคนพูดถึงมัน กลับส่งผลตรงกันข้ามคือคนอยากพูดมันมากขึ้นนะครับ ถ้าคุณปล่อยให้สังคมได้พูดถึงปัญหาและวิธีแก้ปัญหา คิดหาทางแก้ปัญหาไปอย่างปกติสุขแล้วละก็ นี่จะเป็นแค่เพลงแร็พเพลงหนึ่งในอีกร้อยเพลงเลย อาจไม่มีความหมายแหลมคมบาดใจอะไรใครเลย แต่เพราะคุณดันทะลึ่งไปห้ามไม่ให้เขาได้พูดความจริง ทั้งที่มันเป็นปัญหามา 3-4 ปีแล้ว พอเขาพูดออกมาคนมันเลยฮือไงครับ ดังนั้น เข้าใจตัวท่านเองเสียนะครับ (หัวเราะ) นี่เป็นผลจากการใช้อำนาจของท่าน ท่านกำลังเสพผลบั้นปลายจากการใช้อำนาจแบบที่ท่านใช้นั่นแหละ อย่าตกใจไปเลย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมพบจากบทเรียนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาและจากบทเรียนที่ คสช.ขึ้นมาปกครอง ก็คือว่าสังคมไทยมีเรื่องต้องทะเลาะกันอีกเยอะ ถึงแม้คนทั้งหลายจะบอกว่า ไม่ล่ะ เราถึงเวลาปรองดองแล้ว ไม่ใช่ครับท่าน (หัวเราะ) เรายังมีเรื่องที่จะทะเลาะกันเยอะฉิบหาย เรื่องสิ่งแวดล้อมเอย เรื่องแนวทางพัฒนาประเทศเอย เรื่องการกระจายความมั่งคั่งเอย เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการแพทย์สาธารณสุขเอย เยอะฉิบหาย หลายเรื่องที่เราจะต้องทะเลาะกันมีอีกแยะ เพราะในแต่ละเรื่องสำคัญใหญ่ๆ เราต่างมีเดิมพันกันทั้งนั้น ผลประโยชน์และทรรศนะของท่านกับผลประโยชน์และทรรศนะทั้งหลายของสังคมมันไม่แน่หรอกนะครับว่าจะตรงกัน ดังนั้น ในโอกาสต่อไปข้างหน้า ที่เราเล็งเห็นว่าสังคมไทยยังเรื่องที่ต้องทะเลาะ ที่ต้องคุยกันอีกเยอะ ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยการมีใครกุมอำนาจสักคนแล้วสั่งการ คิดว่านี่จะเป็นทางแก้ปัญหา ไม่ครับ ไม่จบ

ในเงื่อนไขแบบนี้นี่น่ะ ขั้นต่ำสุดที่จะทำให้เราทะเลาะกันโดยสันติและไม่ฆ่ากันได้คือสิทธิมนุษยชน คือ การต่อสู้อย่างสันติครับ ผมคิดว่าเจ้าของโจทย์ในบ้านเมืองมีเยอะไปหมด เจ้าของโจทย์ที่เป็นเจ้าของสวนปาล์ม เจ้าของโจทย์ที่เป็นเจ้าของไร่อ้อย เจ้าของโจทย์ที่พาตัวเองที่เป็นมะเร็งไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วพบว่ายาที่ตัวเองเคยมีสิทธิเบิกมาทานรักษาได้ ตอนนี้กลับเบิกไม่ได้แล้ว เจ้าของโจทย์ไม่ใช่คนที่แต่งเพลงประเทศกูมีแค่นั้นหรอกครับ เพลงประเทศกูมีและคนแต่งเขาเพียงแต่ไปฟังสิ่งที่คนทั้งหลายอยากจะพูดออกมาดังๆ เต็มที่ แล้วก็มาร้องให้ฟังเท่านั้นเอง แล้วเขาก็ถูกหาว่าเป็นพวก “ชังชาติ” ไปเสียฉิบ

สิ่งที่ทำให้ผมเศร้าใจมากคือ พื้นที่ที่เราจะพูดความจริงได้อย่างปลอดภัยมันหดแคบลงมาก ภายใต้ระเบียบอำนาจของ คสช. พื้นที่ที่คุณจะพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย พูดในสิ่งที่คุณเชื่อ และเห็นต่างจากผู้มีอำนาจได้อย่างปลอดภัยมันหดแคบลงมาก อันนี้คือที่มาของคำถามทำไมคนฮือเรื่องเพลงประเทศกูมี? ก็เพราะคุณไม่ให้พื้นที่เหล่านั้นไง พอมีคนพูดแบบนี้ก็ปิดทีวีเขามั่งล่ะ ไปปิดเว็บเขามั่งล่ะ แล้วนึกออกไหมครับคนมันอึดอัดน่ะ ดังนั้น คุณควรคืนพื้นที่ คืนการทะเลาะกันโดยปกติของสังคมอารยะให้แก่ผู้คนเสีย ไม่มีสังคมอารยะที่ไหนไม่ทะเลาะกันหรอก

อารยะไม่ได้แปลว่าไม่ทะเลาะ อารยะแปลว่าทะเลาะกันอย่างสันติ เพราะเรายังมีเรื่องอีกเยอะมากที่ยังต้องคิด แล้ววิธีที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้คือก็ให้ทุกคนที่เขามีเดิมพันเป็นเจ้าของประเทศได้ออกมาแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยน ถกเถียงกันด้วยเหตุผลด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แล้วเราไม่ได้ทำอย่างนี้มา 3-4 ปี ปัญหาพวกนั้นมันหายไปได้เองหรือ? ไม่หายหรอกครับ

คุณบังคับใช้มาตรการบางอย่างซึ่งทำให้คนบางกลุ่มแฮปปี้ คนกลุ่มอื่นไม่แฮปปี้ อะไรที่คุณบอกว่าแก้ไข เช่น ปัญหาป่าเสื่อมโทรม ปัญหาราคาพืชผล ปัญหาสิทธิเสรีภาพ ปัญหาหาบเร่แผงลอยทั้งหลายนี่น่ะ ที่คุณทำคือคุณใช้อำนาจฟันฉับลงไป แล้วคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำเป็นกลาง ประทานโทษที ไม่เป็นกลางหรอกครับ ในทุกๆ ปัญหาที่คุณฟันลงไปมันมีกลุ่มได้ประโยชน์กับกลุ่มเสียประโยชน์ แล้วคุณดันไม่ให้เขาพูด คุณทำอย่างนี้กับหลายปัญหามาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา คนถึงพากันอัดอั้นตันใจเยอะมาก

สิ่งที่คุณควรทำตอนนี้คือคืนพื้นที่ปกติแก่สังคม ให้สังคมมีเสรีภาพ มีความปลอดภัยความมั่นคงที่จะเถียงกัน พูดถึงความจริงของปัญหาได้อย่างปกติ เหมือนคนอื่นในโลกเขา คนไทยเราไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวเรา เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเหมือนกัน เราจึงต้องการพื้นที่เสรี ปลอดภัย เสมอภาคในการทะเลาะกันเหมือนคนทั้งหลายในโลกนี่แหละ

คืนมาสักทีสิครับ คนไทยเราจะได้เป็นผู้เป็นคน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์