สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
พรรคพวกชวนไปเที่ยวมาเก๊าเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คนเกษียณอย่างผมตัดสินใจโดยพลันทั้งที่เคยไป 2 ครั้งแล้ว แต่การไปครั้งนี้ได้เห็น “มาเก๊า” ในมุมแตกต่างกับคราวก่อนซึ่งอยู่เฉพาะในพื้นที่ “เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ผิดกับคราวนี้ได้ออกไปสัมผัสกับพื้นที่ที่นอกเหนือดินแดนแห่งการพนัน
“มาเก๊า” มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เคยเป็นอาณานิคมโปรตุเกสมานานกว่า 400 ปี ระหว่างนั้นมาเก๊าเปลี่ยนโฉมจากแหล่งประมงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวบันเทิงและบ่อนกาสิโนจนได้รับการกล่าวขานว่า “มอนติคาร์โลตะวันออก”
มาเก๊าเพิ่งกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของจีนเมื่อปี 2542 หรือ 26 ปีที่แล้ว คณะผู้บริหารของมาเก๊าสั่งจ้างบริษัท อาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน เป็นบริษัทวิจัยระดับโลกของสหรัฐ มาศึกษาทิศทางการพัฒนาของมาเก๊าว่าจะไปต่อยังไง จะใช้แนวทางเดิมๆ ที่โปรตุเกสวางเอาไว้ให้สัมปทานกาสิโนสูงสุดไม่เกิน 3 ราย ซึ่งนายสแตนลีย์ โฮ ถือเอาไว้เบ็ดเสร็จ
หรือเปิดกว้างให้มาเก๊าเป็นแดนกาสิโนเสรีเหมือนลาสเวกัส

“เอ็ดมันด์ โฮ ฮาว วาห์” ผู้บริหารสูงสุดของมาเก๊าในเวลานั้นตัดสินใจเปิดเสรีกาสิโนให้สัมปทานกับ “สแตนลีย์ โฮ และรายใหม่ อย่างเช่น วินน์ เอ็มจีเอ็ม แซนด์ เมลโคคราวน์ กาแล็กซี่ เอนเตอร์เทนเมนต์กรุ๊ป รวมแล้ว 6 สัมปทาน และสร้างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์บนคาบสมุทรโคไท (Cotai strip)
พื้นที่โครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ตั้งอยู่อ่าวเซียะไป๋ ปากแม่น้ำเพิร์ล เชื่อมระหว่างเกาะไทปากับเกาะโคโลอาน ผู้บริหารมาเก๊าสั่งถมทะเลรวม 5.2 ตารางกิโลเมตร ให้เจ้าของสัมปทานแย่งชิงความเป็นใหญ่ในอาณาจักรกาสิโนด้วยการสร้างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ขนาดมโหฬาร
กลุ่มแซนด์จากลาสเวกัส สหรัฐลงทุนสร้าง “เวนิเซียน มาเก๊า” จำลองเมืองเวนิสของอิตาลีมาไว้ในพื้นที่เกือบ 1 ล้านตารางเมตร สูง 39 ชั้น และยังจำลองหอนาฬิกาบิ๊กเบนของอังกฤษ และหอไอเฟลของฝรั่งเศสมาไว้ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน
กลุ่มกาแล็กซี่ สร้างอาณาจักรสีทอง มีโรงแรมหรูชั้นนำของโลกทั้งริตซ์ คาร์ลตัน รัฟเฟลส์ โอกุระ และเจดับเบิลยู มาริออต ผนึกรวมในพื้นที่กว่า 5 แสนตารางเมตร นักท่องเที่ยวเดินเล่นได้รอบ
กลุ่มเอ็มจีเอ็ม สร้างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์อลังการ มุ่งดึงนักท่องเที่ยวนักเล่นกาสิโนใช้ชีวิตในแดนหรรษา มีห้องแกรนด์บอลรูมขนาดใหญ่ 800 ตารางเตร มีพิพิธภัณฑ์ การแสดงศิลปกรรม ใช้เงินลงทุนกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

จํานวนกาสิโนทั้งในไทปาและคาบสมุทรโคไท 42 แห่งสร้างรายได้มหาศาลเฉลี่ยเดือนละ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะไตรมาสที่ 2 อุตสาหกรรมกาสิโนทำรายได้ทะลุ 7,570 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นรายได้มากสุดนับตั้งแต่โรคโควิด-19 หยุดระบาด ทางการมาเก๊าประเมินว่าตลอดทั้งปีนี้จะมีรายได้ 28,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แล้ว ผู้บริหารมาเก๊ายังสร้างโรงพยาบาลบนแหลมโคไท และศูนย์กีฬา มีรถไฟฟ้ารางเบาเชื่อมต่อระหว่างแหลมโคไท ไทปา และมาเก๊า
วันที่เดินทางไปมาเก๊าเป็นช่วงชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดปัญหาร้อนระอุ แต่ยังไม่ถึงขั้นสู้รบ ถึงกระนั้นนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปด้วยแน่นเต็มเครื่องบิน มีทั้งเด็กๆ และผู้สูงวัย เดาว่าผู้สูงวัยคงไปเสี่ยงโชค ส่วนเด็กๆ นั้นน่าไปเล่นในสวนสนุกของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
ผมรู้ตัวเองไม่ชอบเสี่ยงโชคระดับรุนแรงจึงทำได้เพียงเดินเที่ยวเล่นในศูนย์การค้าภายในเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จนรู้สึกเบื่อ เลยหันไปจิ้มดูแผนที่ในโทรศัพท์มือถือเห็นสวนน้ำฝั่งตรงข้ามโรงแรมที่พัก


ตัดสินใจไปสัมผัส
สวนแห่งนี้ปลูกบัวเต็มพื้นที่และสร้างสะพานไม้กว้างราว 3 เมตรให้เดินดูบัว นก และสัตว์ต่างๆ ที่มาหากินในแหล่งน้ำแห่งนี้
สะพานสร้างรอบสวนน้ำมีระยะทาง 1.8 กิโลเมตร ช่วงเช้าตรู่มีชาวมาเก๊าเดินออกกำลังกาย บางคนรอตรงแนวรั้วเจาะช่องให้ส่องดูนกและป้องกันนักส่องรบกวนนกระหว่างที่นกหาอาหารในแอ่งน้ำ
มองรอบๆ สวนน้ำจะเห็นฉากหลากหลาย ฝั่งปลายแหลมโคไทเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เต็มไปด้วยตึกสูง ในยามค่ำคืนมีแสงส่องสว่างหลากสีสัน อีกด้านเป็นหมู่ตึกคอนโดมิเนียม เมื่อเดินพ้นสวนเป็นเขตเมืองเก่าไทปา
เมืองเก่าไทปา เดิมเป็นหมู่บ้านประมงยากจนที่สุดบนเกาะมาเก๊า มีพื้นที่แค่ 30 ตารางกิโลเมตร เมื่อเปลี่ยนยุคกลับมาอยู่ในมือของผู้บริหารสูงสุดมาเก๊าจึงเปลี่ยนโฉมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีน โปรตุเกสทั้งด้านอาหาร สถาปัตยกรรม
การปรับปรุงร้านค้าซึ่งเป็นตึกแถวเก่าๆ โทรมๆ กลายเป็นร้านค้าหลากสีสันทำได้ยอดเยี่ยมน่าชมเชย ถนนทางเดินตรอกซอยปรับปรุงให้น่าเดินเล่น แม้เป็นช่องแคบๆ เดินได้แค่คนเดียว บนถนนแต่ละสายนั้นไม่มีขยะให้เห็น บางจุดเป็นสวนหย่อมที่ได้รับการปรับปรุงให้ดูร่มรื่นน่าหย่อนก้นนั่งพัก
ในซอยบางแห่งของเมืองเก่าไทปา มีต้นไม้อายุไม่น้อยกว่า 100 ปี เรียงแถวให้ดูร่มรื่นและสง่างาม ต้นไม้เหล่านี้มีรากยาวชอนไชไขว้ไปไขว้มาเหมือนภาพศิลปะ ทุกต้นถูกล้อมด้วยหินอ่อนเป็นที่นั่งพัก
ต้นไม้อายุมากเป็นร้อยปีของมาเก๊าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของเมืองตามกฎหมายว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรม (The Cultural Heritage Law) ห้ามเคลื่อนย้ายหรือโค่นล้ม ยกเว้นมีการทำประชามติเห็นชอบจากชุมชน
ถนนคูนย่า (Rua do Cunha) เป็นถนนสายหลักของเมืองเก่าไทปา มีร้านขนมดั้งเดิมอย่างขนมถั่วบด เค้กอัลมอนด์ หมูแผ่น ขนมไหว้พระจันทร์ หรือร้านขายขนมไข่ วางขายเรียงรายสลับกับร้านขายชาเย็นชามะนาวหลากรส ภัตตาคารอาหารทะเล อาหารจีน อาหารโปรตุเกส มีร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ซ่อนอยู่บางมุม
วันหยุดเสาร์อาทิตย์ เมืองเก่าไทปากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกซึ่งเดินทางมาพักที่เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์บนคาบสมุทรไทปา ทะลักเข้ามาเดินเล่นชิมกินอาหารหลายหลาก บางคนก็เดินกลับผ่านสวนบัว บางคนก็ขึ้นรถไฟรางเบาซึ่งแล่นอ้อมใช้เวลากว่า 15 นาทีจึงจะถึงสถานีโคไทตะวันออก

ผมเดินตัดตรงถนนคูนย่าขึ้นสะพานเชื่อมสถานีรถไฟรางเบาปายกก (Pai Kok Station) กับเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ 3 แห่ง ระหว่างทางมองดูถนนของมาเก๊าที่ราดยางแอสฟัลต์ดำและเรียบสนิทราวกับว่าเพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆ แต่อันที่จริงแล้ว เมื่อครั้งก่อนที่มามาเก๊าก็เห็นถนนเส้นนี้เรียบดำและสะอาดเหมือนๆ กัน
การเดินเล่นในพื้นที่ของไทปา-โคไท ปลอดภัยสบายใจได้ไม่มีแก๊งฉกชิงวิ่งราว ไม่มีขอทานยืดแขนถือขันอยู่ข้างถนน แท็กซี่กดมิเตอร์ไม่โก่งราคาขูดรีดผู้โดยสารเหมือนบ้านเรา
คำถามผุดขึ้นในใจระหว่างอยู่มาเก๊าว่า เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ทำให้มาเก๊ากลายเป็นเมืองเจริญทันสมัยจริงหรือเปล่า?
ผมตอบกับตัวเองว่า จริง เพราะมาเก๊าในอดีตเป็นแหล่งค้ายา แก๊งต้มตุ๋น ชุมโจร อาชญากรรมเต็มเมือง ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรเลย ทะเลก็ไม่สวยเหมือนเมืองไทย
แต่ผู้บริหารเมืองยุคใหม่ของมาเก๊ามือสะอาด มีวิชั่นรู้ว่าอะไรคือจุดดึงดูดให้คนทั่วโลกที่ชอบเล่นการพนันเสื่ยงโชค หรือบางคนก็ชอบท้าทายเอาชนะหรือโลภต้องการรวยแล้วรวยอีก บางคนเสี่ยงเพราะเชื่อว่าจะทำให้รวยเร็ว
การสร้างเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางของการบันเทิง การพนันดึงดูดให้คนทั้งโลกมาท่องเที่ยวเสี่ยงโชค รายได้หลักของมาเก๊ามาจากท่องเที่ยวและการพนัน
ผู้บริหารมาเก๊ามือสะอาดนำรายได้เหล่านี้มาพัฒนาเมืองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่มีคอร์รัปชั่นจนทำให้มาเก๊าได้ชื่อว่าเป็นชุมชนน่าอยู่ มีถนนสะอาดกว้างเรียบ คนใช้รถเคารพในกฎจราจร หยุดทันทีที่มีคนยืนบนทางม้าลาย ผู้คนในเมืองแต่งตัวสวยงาม กินอาหารดีๆ แสดงว่าต้องมีรายได้ดี ชาวมาเก๊ารายได้ต่อหัวอยู่ระหว่าง 72,910-128,030 เหรียญสหรัฐ (ราว 2 แสนบาท-4.3 ล้านบาท) ถือว่าร่ำรวยที่สุดในเอเชีย
