bg-single

โฉมหน้าของศักดินาภิวัตน์ในปัจจุบัน (จบ)

20.08.2025

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

โฉมหน้าของศักดินาภิวัตน์ในปัจจุบัน (จบ)

ปรากฏการณ์ร่วมสมัยในตะวันตกที่ศาสตราจารย์ซีกฮาร์ด นิกเคิล หยิบยกขึ้นมาเพื่อสาธิตทฤษฎีศักดินาภิวัตน์รอบใหม่ของทุนนิยมสมัยใหม่จนทุนนิยมกลับกลายเป็นระบบทุนนิยมสืบสันดาน/สืบสมบัติ หรือระบบทุนนิยมสมัยใหม่ที่ปราศจากโครงสร้างแบบกระฎุมพี (the theory of refeudalization of modern capitalism –> a patrimonial capitalism or a modern capitalism without bourgeois structures) ในบทความ Sighard Neckel, “The refeudalization of modern capitalism”, Journal of Sociology, 56 : 3 (2020), 472-486. นั้นมีอยู่หลากมิติด้วยกัน ซึ่งผมขอลองประยุกต์มาสำรวจกรณีแบบไทยๆ ในบ้านเราประกอบข้อมูลในบทความ อาทิ :

การจัดระเบียบกระบวนการเศรษฐกิจที่ลดทอนความสำคัญของตลาดเสรี การแข่งขัน การผลิต ผลการปฏิบัติงาน ฯลฯ ลงโดยสัมพัทธ์ แต่เพิ่มความสำคัญของเครือข่ายเส้นสาย ฐานะตำแหน่ง อำนาจการเมือง แพลตฟอร์มดิจิทัลในฐานะอสังหาริมทรัพย์เสมือน ค่าเช่าเศรษฐกิจ การผูกขาด ฯลฯ ขึ้นแทน

– ในกรณีเศรษฐกิจไทย เราเห็นตัวอย่างของทุนนิยมพวกพ้องเส้นสายและธุรกิจใหญ่ผูกขาดที่สืบสันดาน/สืบสมบัติ โดยผนวกรวมเข้ากับอำนาจการเมืองและราชการโดยเฉพาะในบรรดาองค์กรที่ควรทำหน้าที่กำกับดูแลผลประโยชน์สาธารณะทั้งหลายเด่นชัดยิ่ง โดยเฉพาะหลังจากรัฐประหารของ คสช. เมื่อปี 2557 เป็นต้นมา (ดู Prajak Kongkirati and Veerayooth Kanchoochat, “The Prayuth Regime : Embedded Military and Hierarchical Capitalism in Thailand”, Trans-Regional and -National Studies of Southeast Asia, 2018, 1-27; และคุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิจัยเศรษฐกิจธุรกิจมืออาชีพผู้ค้นคว้าเกาะติดวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างโดดเด่นต่อเนื่อง ดูตัวอย่างที่ https://www.google.com/search?client=firefox-b-d&q=สฤณี+เศรษฐกิจ+ธุรกิจ+ผูกขาด)

รัฐสวัสดิการกับสิทธิสวัสดิการของพลเมืองเสื่อมคลายลง และถูกทดแทนด้วยการที่ปัจเจกบุคคลยากไร้ต้องพึ่งพาองค์กรการกุศลเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ แทน

– อาการกะพร่องกะแพร่งด้านงบประมาณการเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลังยืดเยื้อ, งานหนักเกินวิสัยของบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ โดยเฉพาะประสบการณ์หนักหน่วงล่อแหลมเฉียดฉิวจากบททดสอบกว่าสามปีช่วงโควิด-19 ระบาด (https://www.thecoverage.info/news/content/6379) รวมทั้งเรื่องหมักหมมทับซ้อนทั้งในแง่การใช้งบประมาณไม่โปร่งใสและขอบเขตสิทธิประโยชน์สวัสดิการที่เหลื่อมล้ำของโครงการประกันสังคม (https://tdri.or.th/2023/10/interview-socialsecurity-reform/) เหล่านี้สะท้อนปัญหาเรื้อรังลงลึกเรื่องนี้อย่างชัดเจน

https://www.matichon.co.th/politics/news_4081225

คนชั้นล่างจำนวนมากของสังคมกลายสภาพเป็นชนชั้นเสี่ยง (the precariat) และชนด้อยชั้น (the underclass) หรือคนปลอดเปล่าสิทธิ-เสรีภาพ-ความเสมอภาค มีแต่ชีวิตตัวเปล่าเล่าเปลือย (homo sacer) มีสถานภาพเถื่อนหรือกึ่งผิด/นอกกฎหมาย ทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบหรือกึ่งทางการเลี้ยงชีพไปวันๆ อย่างจนตรอกไม่มีทางเลือกหรือทางไต่เต้าเลื่อนฐานะในตลาดได้ในทางเป็นจริง (market-related status fatalism)

– หัวข้อนี้ชวนให้นึกถึงตั้งแต่คนรับใช้/แม่บ้านและหญิงบริการพม่า-เขมร-ลาว, คนงานอพยพเข้าเมืองตามโรงงานและสถานประกอบการต่างๆ, การค้ามนุษย์กับแรงงานทาสผู้ปราศจากความเสมอภาคกับเสรีภาพของสัญญาจ้างงานและหลักประกันสังคม, มิพักต้องพูดถึงแรงงานเชลยที่ถูกล่อลวงลักพาตัวมากักกันบังคับ กะเกณฑ์ทำงานตามศูนย์สแกมในชายแดนรอบประเทศไทยทั้งทางตะวันออกกับพม่าและตะวันตกกับกัมพูชาและลาว, มาจนถึงบริการไรเดอร์จัดส่งของรับส่งคนสังกัดนานาแพลตฟอร์มที่ตกอยู่ใต้เงื่อนไขสัญญาจ้างทำของซึ่งเสียเปรียบไม่มีทางเลือก ฯลฯ (ดูตัวอย่าง “สมยศ ผันตัวเป็นไรเดอร์ หาเลี้ยงชีพ วิ่ง 8 ชม.โดนหัก 40% โอดคนทำงานหมดแรง รายได้ติดลบ” https://www.matichon.co.th/social/news_5284125)

– งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ประเมินว่าในทศวรรษที่ 2010 ผู้คนประมาณ 30-35 ล้านคนทั่วโลก (รวมทั้งราว 1 ล้านคนในยุโรป) ยังชีพอยู่ในสภาพไร้ขื่อแปถูกบังคับทำงานด้วยกำลังรุนแรงเสมือนทาส, องค์การแรงงานสากล (ILO) ประเมินว่าเมื่อปี 2014 มีเหยื่อของการบังคับเกณฑ์แรงงานอย่างต่ำราว 21 ล้านคนทั่วโลก ทำกำไรให้กิจการเถื่อนต่างๆ ตกราวปีละ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนกล่าวได้ว่ามีคนงานถูกบังคับกะเกณฑ์ให้ทำงานทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 มากกว่าที่เคยมีมาครั้งใดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

– กล่าวเฉพาะศูนย์สแกมในเอเชียอาคเนย์ มีคนหลายแสนคนถูกค้ามนุษย์มาแล้วบังคับทำงานเป็นสแกมเมอร์ตามศูนย์เหล่านี้ เมื่อปี 2023 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประเมินว่ามีคนอย่างน้อย 120,000 คนในกัมพูชา และ 100,000 คนในพม่า ถูกคุมตัวไว้ในสภาพที่บังคับให้ทำสแกมออนไลน์ ถึงปี 2024 สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกาประเมินว่าคน 5 แสนคนจาก 66 ประเทศถูกล่อลวงจ้างงานปลอมแล้วกักกันคุกคามบังคับด้วยกำลังให้เข้าไปเกี่ยวพันกับปฏิบัติการสแกมทั่วเอเชียอาคเนย์ ทำให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อสแกมออนไลน์ทั่วโลกหลายแสนไปจนถึงหลายล้านคน

– คาดการณ์ว่าศูนย์สแกมเหล่านี้ทำกำไรมหาศาลหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สถาบันสันติภาพฯ ประเมินว่าปฏิบัติการไซเบอร์สแกมในลาว กัมพูชา และพม่าน่าจะสร้างรายได้ถึง 43.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP ของสามประเทศนี้ รายงานแหล่งอื่นประเมินว่ารายได้จากการฉ้อโกงหลอกลวงทางไซเบอร์สูงถึง 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกในปี 2023 โดยสัดส่วนสำคัญอยู่ที่เอเชียอาคเนย์ เฉพาะสหรัฐอเมริกาเองสูญเงินไปราว 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่สแกมออนไลน์ในปี 2024

– ปฏิบัติการสแกมออนไลน์เหล่านี้เชื่อมโยงกับการพนันผิดกฎหมาย การฟอกเงินและคอร์รัปชั่นด้วย อีกทั้งยังคลี่คลายขยายตัวไปตลอดเวลากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และ deepfakes (ดูข้อมูลส่วนหนึ่งที่ https://asia.nikkei.com/Spotlight/Podcast/Asia-Stream-Asia-s-Scamdemic-The-Age-of-Internet-Predators)

ขณะที่คนชั้นสูงจำนวนน้อยของสังคม ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าของทุนขนาดใหญ่ นักลงทุนรายใหญ่ และผู้บริหารสุดยอดในตลาดการเงิน กลายเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ที่เกาะก่อตัวเป็นคณะกลุ่มก้อนแบบปิดและแสดงบทบาทเหมือนผู้เก็บค่าเช่าเศรษฐกิจมากกว่านักธุรกิจในความหมายเดิม

– ในสหรัฐอเมริกากลางทศวรรษที่ 1960 อัตราส่วนรายได้ของ CEOs กับเงินเดือนเฉลี่ยของคนงานในบริษัท = 20 : 1 ถึงปี 2012 อัตราส่วนดังกล่าวพุ่งพรวดเป็น 273 : 1 ในเยอรมนีเมื่อปี 1989 ผู้อำนวยการบริษัทใหญ่ที่สุด 30 แห่งซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้เงินเดือนเฉลี่ย 500,000 ดอยช์มาร์กต่อปี คิดเป็น 20 เท่าของรายได้เฉลี่ยของลูกจ้างในบริษัทตน ทว่า ถึงปี 2010 เงินเดือนเฉลี่ยของกรรมการบอร์ดบริหารบริษัทเยอรมันดังกล่าวพุ่งขึ้นเป็น 6 ล้านยูโรต่อปี คิดเป็น 200 เท่าของรายได้เฉลี่ยของพนักงานในบริษัทตน

– ชนชั้นหลักทางเศรษฐกิจเหล่านี้ผูกสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายเส้นสายและแต่งงานไขว้กันเป็นเครือญาติร่วมวงศ์ตระกูลมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาแปรอำนาจเงินเป็นฐานะทางสังคมและตำแหน่งชั้นในตลาดสถานภาพ ที่วัดชั้นสูงต่ำลดหลั่นกันด้วยอัตราเงินตอบแทนที่ได้เหมือนสัญลักษณ์สถานภาพ (ในทำนองเดียวกับที่ศักดินาไทยวัดชั้นฐานะลดหลั่นกันด้วยทำเนียบศักดินาซึ่งคิดเป็นจำนวนไร่นั่นแล)

– รายได้ของพวกเขามิได้มาจากการแข่งขันหรือผลการปฏิบัติงานในตลาดเสรี เท่ากับค่าเช่าเศรษฐกิจจากอภิสิทธิ์ผูกขาดในตลาดซึ่งอาศัยอำนาจการเมืองช่วงชิงยึดครองมา พวกเขาก่อตัวกันขึ้นเป็นคณาธิปไตยพลเรือน (civil oligarchy) ในระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งซึ่งมีภารกิจหลักคือดำเนินการเมือง แห่งการปกป้องทรัพย์สินความมั่งคั่งของตน (the politics of wealth defense) โดยอาศัยอุตสาหกรรมปกป้องรายได้ (the income defense industry) เป็นเครื่องมือ อันประกอบด้วยขบวนแถวผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี, ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ, มือกฎหมาย, ล็อบบี้ยิสต์เพื่อรณรงค์ทางสื่อ, สถาบันคลังสมอง, กลุ่มมุ้ง ในพรรคการเมือง ฯลฯ เพื่อสกัดขัดขวางเตะตัดขาพรรคการเมือง นักการเมืองและแนวนโยบายที่จะมาเบียดแย่งแบ่งปันความมั่งคั่งของพวกเขา

– ดังที่บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารและกรรมการธนาคารเกียรตินาคินภัทรได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อ 14 กรกฎาคม 2566 ถึงความพยายามที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการโหวตพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรว่า… (ดูภาพประกอบ)

รัฐดำเนินแนวนโยบายเศรษฐกิจตลาดแบบอสมมาตร (asymmetrical marketization) ในความหมาย เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกอบกู้หนุนช่วยลดภาระภาษีต้นทุนและการขาดทุนให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในลักษณะ “สังคมนิยมสำหรับนายทุน” แต่กลับผลักภาระความเสี่ยง ค่าครองชีพ และการแข่งขันตัวใครตัวมันไปให้แรงงานแบกรับ ในลักษณะ “ทุนนิยมตลาดสำหรับคนงาน”

สำหรับด้านการเมืองการปกครอง อาการแสดงออกของศักดินาภิวัตน์รอบใหม่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาในลักษณะที่ส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์ (the Dignified Parts) กับส่วนที่ทรงประสิทธิภาพ (the Efficient Parts) ของรัฐธรรมนูญเข้ามาเชื่อมต่อสัมพันธ์และหลอมรวมยึดโยงเข้าด้วยกันบางระดับและบางมิติในลักษณะที่ส่วนแรกสำคัญเป็นหลักอยู่เหนือส่วนหลัง (เกษียร เตชะพีระ, ประชาธิปไตยใส่ชฎา, น. 255)

– ดังตัวอย่างการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในลักษณะคดีความมั่นคงของรัฐอย่างเข้มงวดกวดขัน (https://www.ilaw.or.th/articles/53401) และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20191017163331.pdf, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/A/080/T_0022.PDF & https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20240807161031.pdf)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์