วิกฤตศรัทธาถาโถมสู่วัดพระบาทน้ำพุ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ลาออกเจ้าอาวาส ไม่ได้จบเทพศิรินทร์ แค่ไปเตะบอล โลกหลายใบที่น่าฉงน!
บทความในประเทศ
วิกฤตศรัทธาถาโถมสู่วัดพระบาทน้ำพุ
‘หลวงพ่ออลงกต’ ลาออกเจ้าอาวาส
ไม่ได้จบเทพศิรินทร์ แค่ไปเตะบอล
โลกหลายใบที่น่าฉงน!
กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตามอง กับกรณีของหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี และหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ หรือนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล
หลังพบข้อสงสัยและข้อพิรุธมากมายว่าเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ตลอดระยะเวลาหลายปี ไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส และอาจมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ หรือนำเงินบริจาคไปใช้ส่วนตัว เข้าข่ายคดีฉ้อโกงประชาชน
ดราม่าที่เกิดขึ้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่มีคนออกมาแฉหมอบีในโลกออนไลน์ กล่าวหาหมอบีว่าสร้างตัวตนด้วยประวัติปลอม หากินกับความศรัทธา ยักยอกเงินบริจาควัดรวมกว่าร้อยล้านบาท
พฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิด กล่าวคือ หมอบีเปิดบัญชีรับบริจาคชื่อ “ใจฟ้าอาทรประชานาถ โดย เสกสรรค์” อ้างว่าเพื่อนำเงินไปถวายหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ
แต่เงินบริจาคเหล่านั้นอาจจะถึงปลายทางไม่ครบจำนวน เพราะมีการแบ่งเข้าวัด 70 เข้ากระเป๋าตัวเอง 30
โดยบัญชีดังกล่าวเปิดตั้งแต่ปี 2562 เป็นบัญชีประเภทในนามบุคคล ซึ่งหมอบีมีอำนาจในการเบิกถอนได้เพียงผู้เดียว
จากการตรวจสอบพบว่ามีการเบิกถอนมากกว่า 100 ครั้ง ยอดรวมประมาณ 200 ล้านบาท และมีบางรายการที่ถอนเงินสดกว่า 3 ล้านบาท แต่หมอบีเอาไปมอบให้หลวงพ่ออลงกตไม่ครบตามยอดเงินที่เบิกออกมา
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ หมอบีเปิดรับบริจาคเงิน โดยอ้างว่าเพื่อเอาไปสร้างสถานปฏิบัติธรรม แต่สุดท้ายกลับเอาเงินบริจาคไปสร้างบ้านหรูของตัวเอง มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย
หลังถูกแฉหมอบีก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวฉาวที่เกิดขึ้น เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ยักยอกเงินบริจาควัด และได้ส่งมอบเงินให้วัดครบทุกบาท เรื่องเงินเข้าวัด 70 เข้ากระเป๋าตัวเอง 30 เป็นแค่เพียงข่าวลือเท่านั้น
ส่วนกรณีบ้านหรู หมอบีชี้แจงว่าใช้เงินของตัวเองที่ไปปราบผี และเงินของคนในครอบครัวสร้างบ้าน ไม่ใช่เงินบริจาคของวัด พร้อมทั้งระบุด้วยว่า บ้านราคาแค่ 30 ล้านบาท ไม่ใช่ 50 ล้านบาท ตามที่มีข่าวออกมา
ขณะเดียวกันหลังจากหมอบีถูกเปิดโปง หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามกับหลวงพ่ออลงกตว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหลวงพ่อยอมรับว่า อ่านเอกสารไม่ละเอียด เพราะไว้ใจหมอบี และตอบคำถามที่หลายคนสงสัยไม่ได้อีกด้วย
จนกระทั่งมีการตรวจสอบขุดคุ้ยลงไป ทั้งกรณีเงินบริจาค สิ่งของที่คนนำมาบริจาค ประวัติการศึกษา การถือครองที่ดินกว่า 2,000 ไร่ แต่เป็นชื่อของไวยาวัจกรคนเก่าที่เสียชีวิตไปแล้ว
ตลอดจนทรัพย์สินของวัด กรรมสิทธิ์ที่ดินวัด และมูลนิธิธรรมรักษ์ ที่ต่างมีข้อกังขาถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานทั้งสิ้น
โดยเฉพาะเรื่องวุฒิการศึกษา หลังมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าหลวงพ่ออลงกตจบจาก ม.เกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่พบรายชื่อในระบบของทั้ง 2 สถาบัน
จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีประวัติจบการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ กรณีที่หลวงพ่ออ้างว่าจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก ม.เกษตรศาสตร์ ในปี 2519 ก็ไม่พบหลักฐานยืนยันในฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย
ด้านการศึกษาระดับปริญญาโทที่หลวงพ่ออ้างว่าจบจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ก็มีข้อโต้แย้งตามมา เพราะช่วงปีที่อ้างว่าเรียนจบนั้น สาขาดังกล่าวยังไม่ได้ถูกเปิดสอน
มีคำชี้แจงจากหลวงพ่ออลงกตในเรื่องของประวัติการศึกษา โดยเรื่องของประวัติการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่หลายคนสงสัยว่าเรียนจบจริงหรือไม่นั้น
หลวงพ่อยอมรับว่าช่วงหนึ่งเคยไปที่นั่นจริง โดยไปเตะฟุตบอลในช่วงปิดเทอม แต่ไม่ได้เรียนที่เทพศิรินทร์
ส่วนประวัติการศึกษาวิศวกรรมที่ ม.เกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย หลวงพ่ออลงกตก็ไม่ได้จบการศึกษาจากทั้ง 2 สถาบัน เพียงแต่มีความฝันว่าอยากจะเข้าเรียนที่นั่นเท่านั้น
ขณะที่ประเด็นอื่นๆ อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
สำหรับหลวงพ่ออลงกต หรือพระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต ติกฺขปญฺโญ) นามเดิม อลงกต พลมุข ถือเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังอันดับต้นๆ ของไทย
ท่านเป็นผู้ริเริ่มและดูแลโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์ระยะสุดท้ายมาตั้งแต่ปี 2535 รวมทั้งรับอุปการะเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ของบิดามารดาอีกกว่าพันคน
หลวงพ่ออลงกตดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์อย่างไม่รังเกียจ ทั้งป้อนอาหาร ซักเสื้อผ้า เช็ดตัว และคอยให้กำลังใจ ซึ่งช่วงแรกๆ ถูกชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากกลัวติดเชื้อเอดส์ และมีการเรียกร้องให้ย้ายโครงการไปที่อื่น
บางคนก็ประท้วงด้วยการไม่ใส่บาตร แต่หลวงพ่ออลงกตก็พยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้าน สร้างชื่อเสียงเรื่อยมาจนเริ่มเป็นที่รู้จัก รวมถึงมีอาสาสมัครคอยให้การช่วยเหลือในหลายๆ ด้าน และมีการเปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์
ด้วยความดี และความเสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ ทำให้หลวงพ่ออลงกตได้รับรางวัลพระราชทาน ตลอดจนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เชิดชูเกียรติ
และได้รับการขนานนามให้เป็น “พ่อพระของผู้ป่วยเอดส์” และ “พระที่พึ่งของคนไข้โรคเอดส์” จนกระทั่งมีคนออกมาแฉหมอบีเรื่องเงินบริจาควัด ก่อนลุกลามไปถึงหลวงพ่ออลงกต ตอกย้ำวิกฤตศรัทธาในวงการผ้าเหลืองอีกครั้ง
หลังจากเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง และตามมาด้วยการตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยเอดส์ที่วัดพระบาทน้ำพุ
ทำไมคนไทยยังต้องบริจาคเพื่อรักษาเอชไอวี ทั้งที่สาธารณสุขดูแลได้ และปัจจุบันมียาต้าน ผู้ป่วยสามารถอยู่ได้จนแก่เฒ่า แต่ทำไมจึงพากันไปนอนรอความตายที่วัด?
สุดท้ายหลวงพ่ออลงกตทนกระแสสังคมไม่ไหว ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าหลบหนีไปดูไบ
แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา หลวงพ่ออลงกตได้ออกมาเปิดใจกับนักข่าวถึงเหตุผลที่ลาออกเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าอยากให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่ามีคนต้องการจัดการกับหลวงพ่อให้ได้
“ณ วันนี้ยังยืนอยู่ ยังไม่ล้ม ถ้าล้มก็จะกระทบกระเทือนไปหลายส่วน ทำกับหลวงพ่อ หลวงพ่อทนได้ แต่ทำไมต้องทำกับเด็ก ทำกับผู้บริสุทธิ์” หลวงพ่ออลงกตกล่าว
ขณะที่นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยืนยันว่าการลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่มีผลอะไร เพราะเจ้าอาวาสคือเจ้าพนักงานของรัฐ
ดังนั้น การจะใช้เงินก็เหมือนกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องไปตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และสงสัยกรรมการมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุครองที่ดินเป็นพันไร่
พร้อมทั้งสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีไปตรวจสอบ กรณีมูลนิธิเปิดรับบริจาคเงินอย่างถูกต้องหรือไม่ ใช้เงินอย่างถูกต้องหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับวัดอย่างไร เพราะถือว่าเป็นสมบัติของวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็ต้องเข้ามาตรวจสอบด้วย โดยขีดเส้นเพื่อตรวจสอบประเด็นต่างๆ ไม่เกิน 10 วัน
ขณะเดียวกัน ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้นำผู้เสียหายที่บริจาคเงินให้วัดพระบาทน้ำพุ เข้าแจ้งความที่ สภ.สวนพริกไทย จ.ปทุมธานี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบว่าวัดใช้เงินบริจาคตามวัตถุประสงค์หรือไม่
หลังจากมีผู้เสียหายหลายคนบริจาคเงินให้กับทางวัด รวมทั้งบริจาคสิ่งของต่างๆ อีกจำนวนมาก แต่มีข่าวว่าวัดเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และทิ้งสิ่งของที่คนนำไปบริจาค ทำให้เสียความรู้สึก หมดศรัทธากับหลวงพ่ออลงกต และวัดพระบาทน้ำพุ
ปิดท้ายกันที่มุมมองของ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ในฐานะไวยาวัจกรของวัดสำคัญทั้ง 5 แห่ง ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ ประชาธิปไตยสองสี ทางช่องยูทูบมติชนทีวี โดยสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเงินบริจาคได้อย่างแหลมคม
“หลังจากนี้เวลาคนทำบุญต้องระบุให้ชัดเจนว่าทำบุญกับพระหรือกับวัด ตรงนี้ยังคลุมเครืออยู่มากสำหรับในบ้านเรา ซึ่งไม่ได้แปลว่าพระจะต้องโกงทุกทีไปนะ”
“พระที่ได้เงินไป ได้ปัจจัยไป หรือมีคนถวายในโอกาสสำคัญต่างๆ ในงานสิริมงคล ท่านก็เก็บหอมรอมริบเอาไว้ ไม่ได้ไปใช้นอกลู่นอกทาง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเงินพระกับเงินวัดต้องทำให้ชัดในตอนต้นที่เข้ามา”
“ภายในสิ้นปีนี้การบริจาคเงินให้วัด ต้องเป็นการบริจาคโดยผ่านคิวอาร์โค้ด แล้วเข้าระบบข้อมูลของกรมสรรพากร ซึ่งน่าจะสอดรับกับปีภาษีพอดี” ศ.พิเศษ ธงทองฉายภาพปัญหาเงินบริจาคที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนสะเทือนวงการผ้าเหลือง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
