bg-single

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (จบ) โศกนาฏกรรมทางภูมิรัฐศาสตร์

03.09.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (จบ)

โศกนาฏกรรมทางภูมิรัฐศาสตร์

“วัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งเป็นแรงจูงใจในเบื้องต้นสำหรับการทำสงครามจะตัดสินทั้งวัตถุประสงค์ทางทหารที่ [เรา] ต้องการบรรลุ และปริมาณของความพยายามที่ [เรา] ต้องใช้ [ในสงคราม]”

Carl von Clausewitz

จากหนังสือ On War

หลังจากนำเสนอเรื่องของสงครามรัสเซีย-ยูเครนมาอย่างต่อเนื่อง ผมมีความรู้สึกในฐานะของการเป็นนักเรียนในสาขายุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า การหวนคืนของสงครามตามแบบเต็มรูป หรือสภาวะ “all-out warfare” ในเวทีโลกนั้น เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง… คาดไม่ถึงจริงๆ

แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คนในสาขานี้จะตระหนักถึงการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ก่อตัวขึ้น และพร้อมที่จะระเบิดกลายเป็น “สงครามใหญ่” ในเวทีโลกจาก “จุดร้อน” (hot spots) หลายจุดในการเมืองโลก แต่เราก็เชื่อในอีกมุมหนึ่งว่า โลกไม่ได้พร้อมที่จะแบกรับสงครามใหญ่ในช่วงเวลาเช่นนี้แต่อย่างใด โลกในขณะนั้นเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง สนามรบทั่วโลกจากปี 2020 ยังต้องสู้รบกับโควิด-19 จึงไม่น่าจะใช่เวลาสำหรับสนามรบที่ยูเครนในปี 2022 แต่อย่างใด

เมื่อสงครามหวนคืนสู่ยุโรป

ในสภาวะดังกล่าว ทุกคนยังมีความหวังว่าในท่ามกลางสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ “ความยับยั้งชั่งใจ” จะเป็นปัจจัยที่เหนี่ยวรั้งการตัดสินใจของผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่ที่จะไม่พาประเทศเข้าสู่สงคราม เพราะสภาวะของ “สงครามระหว่างรัฐ” (Inter-State Warfare) คือสงครามตามแบบที่พร้อมจะขยายตัวเป็น “สงครามใหญ่” ในเวทีโลกได้เสมอ อีกทั้งหลายคนมีความกังวลอย่างมากว่า ถ้าสงครามใหญ่เช่นนี้ควบคุมไม่ได้ และยกระดับขึ้นแล้ว สภาวะเช่นนี้ก็อาจกลายเป็น “สงครามโลก” ได้ไม่ยาก

ดังนั้น 77 ปีหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 แล้ว เราจึงเชื่ออย่างมากว่า ไม่น่าจะมีผู้นำประเทศมหาอำนาจคนใดอยากพาประเทศกลับสู่สงครามใหญ่อีกครั้ง เพราะสงครามใหญ่มีราคาค่าใช้จ่ายสูงในตัวเองเสมอ แต่แล้วในที่สุด สงครามใหญ่ก็เกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 เมื่อกองทัพรัสเซียเปิดการรุกข้ามเส้นเขตแดนของยูเครนในตอนเช้าตรู่ของวันดังกล่าว

การเกิดของสงครามยูเครนนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน และเป็นสงครามใหญ่ในพื้นที่ของรัฐยุโรปนับจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อีกทั้งก่อนการมาของสงครามยูเครน นักยุทธศาสตร์หลายคนมักจะกังวลกับปัญหาช่องแคบไต้หวัน และจุดเปราะบางในตะวันออกกลาง ซึ่งดูจะมี “ความร้อนแรง” ทางการเมืองมากกว่า

ในภาวะเช่นนี้ เราดูจะละเลยมุมมองด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีปูตินอย่างมาก ที่ต้องการ “สร้างระเบียบใหม่ในยุโรป” (“to create a new order in Europe” – จากคำบอกเล่าของนายกรัฐมนตรีเยอรมัน Olaf Scholz ในการสนทนากับผู้นำรัสเซีย) และในการสร้างระเบียบใหม่นี้ ปูตินพร้อมที่จะใช้กำลังทหารเพื่อให้รัสเซียบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ ซึ่งด้วยเหตุผลเช่นนี้เอง ทำให้ผู้นำเยอรมันเรียกสงครามครั้งนี้ว่า “สงครามของปูติน” (Putin’s War) เพราะเป็นสงครามที่ประธานาธิบดีปูตินตัดสินใจทำขึ้นเอง

นอกจากนี้ หลายครั้งที่นั่งดูข่าวสงครามนี้จากสถานีโทรทัศน์ของยุโรป ที่นำเสนอเรื่องราวในยูเครนมาโดยตลอด เห็นได้ชัดว่า “สงครามโหดร้ายเสมอ” แต่ว่าที่จริงสำหรับผู้ประสบภัยสงครามแล้ว ไม่มีสงครามของใครรุนแรงน้อยกว่ากัน อีกทั้งความโหดร้ายของสงครามในโลกปัจจุบัน จะเห็นว่าความสูญเสียใหญ่ไม่ได้เกิดกับทหารในแนวหน้า แต่เกิดกับประชาชนในแนวหลัง อันเป็นผลจากพัฒนาการของอาวุธยิง ที่มีขีดความสามารถในการโจมตีได้ไกลมากขึ้น และมีอำนาจของการทำลายมากขึ้นด้วย

ความสูญเสียของประชาชนในสงครามสมัยใหม่ในปัจจุบัน ไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นในยูเครน หรือในกาซา หรือแม้ในบริบทของสงครามในซูดานหรือในเมียนมาก็ไม่แตกต่างกัน สงครามยังเป็นปัจจัยในการทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างไม่มีขีดจำกัด

จากภาพของความสูญเสียขนาดใหญ่ดังที่ปรากฏในสื่อต่างๆ นั้น ไม่มีใครกล้าตอบได้ว่า ถ้าสงครามในยูเครนหรือในกาซายุติลงจริงแล้ว ใครจะมาเป็นคนที่ช่วยแบกภาระในการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม และการฟื้นฟูนี้ต้องใช้งบประมาณเท่าใด… นึกไม่ออกเลยว่าตัวเลขงบประมาณเท่าใดจึงพอเพียงที่จะใช้ในการสร้างบ้านเมืองใหม่อีกครั้งอันเป็นผลจากการทำลายของสงคราม ดังเช่นที่ยูเครนเคยถูกทำลายจากการบุกของกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว

แน่นอนว่าสิ่งที่งบประมาณซื้อคืนไม่ได้คือ ชีวิตของประชาชนและของผู้คนที่ตกเป็น “เหยื่อสงคราม” ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเป็นจำนวนมากทั้งในยูเครนและในกาซา… ใครเล่าจะเป็นผู้รับผิดชอบกับชีวิตที่สูญเสียไปของพวกเขา หรือว่าสงครามที่เรากำลังเผชิญเช่นนี้ เป็นผลสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์จากการล่มสลายของจักรวรรดิทั้งในศตวรรษที่ 19 และ 20 และการล่มสลายเช่นนี้สร้าง “เรื่องเล่า” (narrative) ที่เป็นเชื้อเพลิงให้เกิดการขับเคลื่อนสงครามในยุคสมัยเราได้เป็นอย่างดี

ภูมิรัฐศาสตร์สงคราม

ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราจะล้อคำกล่าวของปูตินที่บอกว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตคือ “หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์” ของศตวรรษที่ 20 เราก็อาจเปรียบสงครามยูเครนว่าเป็น “หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์” ของโลกในศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในอีกมุมหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ บทบาทของปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในบริบทของสงครามยูเครน กล่าวคือ ยูเครนเป็นรัฐใหญ่เป็นอันดับ 2 และมั่งคั่งเป็นอันดับ 2 ในความเป็นรัฐโซเวียต ดังนั้น ด้วยเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ของยูเครน ทำให้การตัดสินใจแยกตัวเป็นเอกราชของยูเครนหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 นั้น มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทั้งกับรัสเซียและกับฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเป็นรัฐเอกราชในช่วงแรกนั้น ยูเครนกลายเป็น “รัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์อันดับ 3” ของโลก แต่สหรัฐและชาติมหาอำนาจอื่นๆ ก็กดดันให้ยูเครนส่งมอบหัวรบนิวเคลียร์ให้แก่รัสเซีย อันนำไปสู่การรื้อถอนฐานยิงนิวเคลียร์ในเวลาต่อมา

การยอมส่งมอบหัวรบนิวเคลียร์ให้แก่รัสเซียในครั้งนี้ แลกด้วยการลงนามค้ำประกันเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ด้วยการจัดทำ “บันทึกช่วยจำบูดาเปสต์” ในปี 1994 (The Budapest Memorandum on Security Assurance) ซึ่งบันทึกนี้มีผู้ค้ำประกัน 3 ประเทศ คือ สหรัฐ อังกฤษ และรัสเซีย อีกทั้งในเวลาต่อมาฝรั่งเศสและจีนได้ให้การรับรองบันทึกนี้ ด้วยการค้ำประกันความมั่นคงเช่นนี้ จึงไม่น่าที่จะมีการละเมิดอธิปไตยของยูเครน โดยเฉพาะสหรัฐและรัสเซียคือผู้ค้ำประกันที่ชัดเจน

ดังนั้น หากยูเครนหันมาอยู่กับโลกตะวันตก อันเป็นผลสืบเนื่องจาก “การปฏิวัติยูโรไมดาน” (The EuroMaidan Revolution) ในปี 2014 พื้นที่ของยูเครนในทางภูมิรัฐศาสตร์จะกลายเป็น “แนวกันชน” (buffer zone) ที่คอยขวางกั้นการขยายอิทธิพลของรัสเซียในการฟื้นฟูความเป็นจักรวรรดิ เช่น ความพยายามในการรวมรัฐที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตทั้งในยุโรปตะวันออก และในเอเชียกลางให้กลับมาอยู่ด้วยกันภายใต้อำนาจของจักรวรรดิรัสเซียอีกครั้ง แม้จะมิใช่เข้ามาเป็นรัฐภายในเช่นในยุคโซเวียตเดิมก็ตาม

ในทำนองเดียวกัน ถ้ายูเครนกลับไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียแล้ว หลายชาติในยุโรปก็ไม่มีความมั่นใจว่า การขยายอิทธิพลของรัสเซียจะหยุดเพียงแค่เส้นเขตแดนยูเครน ดังจะเห็นได้จากท่าทีด้านความมั่นคงของรัฐบอลติกทั้ง 3 คือ ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย ตลอดรวมถึงท่าทีของสวีเดน ฟินแลนด์ และโปแลนด์ แม้กระทั่งในกรณีของเยอรมนีและฝรั่งเศสก็เช่นกัน

เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ทำให้การรักษา “สมดุลทางยุทธศาสตร์” (strategic equilibrium) ของยูเครนเป็นปัญหาในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสมดุลเช่นนี้ในอีกทางหนึ่งถูกกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของยูเครน เพราะในสังคมหลังยุคเอกราช ย่อมมีทั้งส่วนที่เป็นพวก “โปรตะวันตก” และพวก “โปรรัสเซีย” ยังไม่นับพวกชาตินิยมที่ “เกลียด” รัสเซียอย่างมาก

รัฐมหาอำนาจภายนอกจะทำอย่างไรเมื่อคนในสังคมยูเครนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาอยากเห็นอนาคตของประเทศไปอยู่ทางฝั่งตะวันตก เช่น ผลของ “การปฏิวัติสีส้ม” (The Orange Revolution) ในปี 2004-2005 ซึ่งในมุมมองของรัสเซีย การเรียกร้องครั้งนี้มาจากการสนับสนุนของสหรัฐ หรือ “การปฏิวัติยูโรไมดาน” ในปี 2013-2014 ก็ถูกรัสเซียมองผ่าน “แว่นตาภูมิรัฐศาสตร์” ว่าเป็นผลงานของสหรัฐในการโค่นอิทธิพลของรัสเซียในยูเครน

ในทางกลับกัน ก็อาจเป็นความท้าทายสำหรับสหรัฐและฝ่ายตะวันตก เพราะเสียงเรียกร้องจากสังคมภายในยูเครนอยากเห็นประชาธิปไตย นิติรัฐ ความโปร่งใสทางการเมือง การปราบปรามคอร์รัปชั่น และมองว่าอำนาจรัฐแบบเดิมในการเมืองยูเครนเป็นผลผลิตของรัฐโซเวียตในยุคสงครามเย็น หรือเป็นระบอบอำนาจนิยมที่คอร์รัปชั่นเช่นเดียวกับระบอบรัสเซีย ผลจากการเรียกร้องทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้คนส่วนมากในสังคมยูเครนมองไปทางตะวันตกด้วยความนิยมชมชอบ … พวกเขาอยากเข้าสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับอยากเห็นยูเครนเป็นสมาชิกของนาโต

มุมมองทางการเมืองเช่นนี้ขัดแย้งกับผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียโดยตรง แน่นอนว่า รัสเซียยอมไม่ได้ และไม่มีวันจะยอมได้ด้วย ดังนั้น ไม่ว่ารัสเซียจะต้องรบในสงครามทอนกำลังอีกนานเท่าใด ปูตินและรวมถึงผู้นำคนอื่นๆ ของรัสเซีย ก็จะแบกภารกิจนี้ต่อไป

บทสรุปทางภูมิรัฐศาสตร์

จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด หากพิจารณาสงครามยูเครนในมิติทางทหาร อาจกล่าวได้ว่าสนามรบทอนกำลังในยูเครนเป็น “ครูทหาร” ที่สอนทุกอย่าง ติวทุกเรื่องในวิชาทหาร… เป็น “วิทยาลัยการทัพ” ที่ดีที่สุดในโลก… เป็น “โรงเรียนเสนาธิการ” ที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ในมิติทางการเมืองนั้น อาจกล่าวได้ว่าปัญหายูเครนเป็น “โศกนาฏกรรมทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ยากลำบากที่สุด การมีเส้นพรมแดนติดกับรัฐมหาอำนาจที่พร้อมจะผนวกดินแดนของเรานั้น ย่อมเป็น “ความโชคร้ายทางภูมิรัฐศาสตร์” ในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะยูเครนไม่สามารถย้ายบ้านหนีไปจากรัสเซียได้

ในมิติของชีวิตทางสังคม มีบทสรุปเพียงประการเดียวว่า ประชาชนชาวยูเครนกำลังเผชิญกับความเลวร้ายจาก “โศกนาฏกรรมสงคราม” ที่รุนแรงที่สุดในยุคต้นของศตวรรษที่ 21

ทั้งหมดนี้ บอกแก่พวกเราทุกคนในเวทีโลกว่า สงครามโหดร้ายเสมอ… ไม่ว่าจะรบในสมรภูมิใด รบแบบใด รบด้วยอาวุธชนิดใด สงครามคือการทำลายล้างขนาดใหญ่ และการทำลายล้างในโลกสมัยใหม่นั้น ไร้ขีดจำกัดเสมอ… สมรภูมิยูเครนคือ คำยืนยันที่ชัดเจนในเรื่องนี้!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?