โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
ภูมิรัฐศาสตร์
ของแร่หายากในเมียนมา
จากข้อมูลแหล่งผลิตแร่หายากสำคัญ (rare earth) เมียนมาสามารถผลิตแร่หายากได้มากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก อันมีสัดส่วน 8% ของการผลิตแร่หายากสำคัญในโลก เมียนมาผลิตแร่หายากได้รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา
ข้อมูลนี้ไม่อาจปฏิเสธบทบาทของเมียนมาในฐานะแหล่งผลิตแร่หายากของโลก
ดังนั้น เมียนมาจึงเป็นประเทศสำคัญทางยุทธศาสตร์ทั้งการทหารและเศรษฐกิจที่อาจนำแร่หายากมาผลิตเป็นชิ้นส่วนสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการทหาร อุตสาหกรรมขั้นสูง และอื่นๆ อีกมากมาย
ทั้งจีน สหรัฐอเมริกาจึงหันหน้าไปสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อเมียนมา ไม่ว่ารัฐบาลเมียนมาจะทำการรัฐประหาร ปกครองประเทศด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ที่น่าสนใจ แหล่งแร่หายากของเมียนมาอยู่ในเขตกลุ่มชาติพันธุ์เสียเป็นส่วนใหญ่ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากเรานำประเด็นภูมิรัฐศาสตร์มาวิเคราะห์แร่หายากในเมียนมา เราจะมองเห็นอีกหลายแง่มุมพร้อมกันไปด้วย

ที่มาภาพ – ที่มา USGS
ข้อจำกัดต่างๆ
ปริมาณของแร่หายากมากเป็นอันดับ 3 ของโลกที่เมียนมามีมากเท่าไรก็ตาม สะท้อนความเข้าใจผิดอย่างสำคัญ ด้วยข้อจำกัดต่างๆ
ได้แก่ ความท้าทายด้านโลจิสติกส์ของเมียนมา ข้อจำกัดการผลิตแร่หายากบริสุทธิ์ขั้นสูง การพึ่งพาลึกซึ้งต่อจีนของ Kachin Independence Army-KIA ที่ควบคุมเหมืองแร่หายาก อุปสรรคด้านกฎหมายของจีน สหรัฐอเมริกา และนานาชาติ พลังของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา ภาคประชาสังคมในเมียนมาและนานาชาติ ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
เหล่านี้สะท้อนความไม่สมเหตุสมผลในการผลิตแร่หายากในเมียนมา แล้วยังลดทอนความสำคัญของเมียนมาผู้ครอบครองแร่หายากด้วย แม้ว่ามีการเติบโตของเหมืองแร่หายากในเมียนมาก็จริง
อีกทั้งเมื่อ 28 กรกฎาคม 2025 มีการเคลื่อนไหวสำคัญของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่กังวลต่อการเข้าถึงแหล่งสำรองแร่หายากในเมียนมา
เราควรมาดูข้อจำกัดต่างๆ ดังนี้
ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และการผลิต
เมียนมาขาดรากฐานโลจิสติกส์และเทคนิคเพื่อหนุนการส่งออกแร่หายากในระดับเชิงพาณิชย์ การขุดแร่หายากในรัฐคะฉิ่นโดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ KIA การผลิตเป็นเพียงขั้นวัตถุดิบหรือกึ่งวัตถุดิบ แต่ไม่สามารถแยกผลิตแร่หายากบริสุทธิ์ขั้นสูง
กระบวนการผลิตเกือบทั้งหมดทำในจีน ที่บริษัทจีนส่งแร่หายากไปโดยทางเรือเป็นประจำจากเขตเหมืองแร่หายาก
การพึ่งพิงจีนนี้เป็นหลักประกันความแน่นอนของเมียนมาที่ยังคงส่งแร่หายากที่มีมูลค่าน้อย ที่ไม่ได้เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ทำให้บริสุทธิ์เพื่อใช้ทำเป็นแร่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
การส่งออกวัตถุดิบสู่ตลาดนอกจากจีนแห่งเดียว เผชิญความท้าทายมากกว่า เมียนมาไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน ระบบศุลกากร เส้นทางการขนส่งทางเรือไปอินเดียและไทย แม้กรณีอินเดีย การขนส่งจากรัฐคะฉิ่นไปบริเวณชายแดนเมียนมา-อินเดีย ที่เมืองนากาแลนด์ (Nagaland) และมะนาปลอ (Manipur) ยังเป็นเอกเทศและยังไม่เชื่อมต่อกับศูนย์กลั่นแร่ของอินเดีย
หากคิดถึงเส้นทางอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและตลาดอื่นๆ การขนส่งที่รับประกันได้ก็ถูกควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธกลุ่มต่างๆ
การพึ่งพิงอย่างเป็นระบบ
ของ KIA ต่อจีน
KIA ได้สงวนการร่วมลงทุน (Joint Venture) ยาวนานกับบริษัทจีน หลายๆ การดำเนินการของบริษัทจีนอยู่ภายใต้การจัดการก่อนมีกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (Border Guard Forces-BGF) ที่เป็นพันธมิตรกับทหารเมียนมา
พันธมิตรนี้มีความสำคัญต่อความสามารถของ KIA ในการส่งออกวัตถุดิบและบทบาทของท้องถิ่นยังอยู่ได้
จีนคือประตูบานแรกของ KIA ไม่ใช่แค่การค้าวัสดุ แต่ยังรวมทั้งการนำเข้าสินค้าสำคัญรวมทั้งเชื้อเพลิง ข้าว และวัสดุก่อสร้าง
เส้นทางทางเลือกอื่น เส้นทางผ่านอินเดียหรือไทยเข้าถึงไม่ได้
ศูนย์บัญชาการของ KIA อยู่ตามจังหวัดชายแดนจีน-เมียนมาคือ มณฑลยูนนาน และการเข้าถึงทางการค้าพึ่งพิงอยู่กับความร่วมมือทางการเมืองกับรัฐบาลจีน
เมื่อ KIA ยึดบริเวณแร่หายากเมื่อต้นปี 2024 จีนปิดพรมแดนสั้นๆ ก่อนเปิดพรมแดนอีกครั้ง ตามมาด้วยร่วมมือโดยตรงกับจีน
สิ่งนี้สะท้อนการคัดง้างลึกๆ ของจีน กล่าวได้ว่า ในบริเวณนี้ ยุทธศาสตร์ใดๆ ที่หาทางก้าวข้ามตัวแสดงจีน เป็นความเข้าใจผิดต่อสถานะความสัมพันธ์ระหว่าง KIA กับจีน
จีนควบคุมการไหลเวียนสินค้า การเข้าถึงการผลิตและพื้นที่ทางการเมืองซึ่ง KIA ดำเนินการอยู่
กำแพงสหรัฐอเมริกาและนานาชาติ
การเข้าถึงแร่หายากเมียนมาทำไม่ได้โดยสหรัฐอเมริกาและยุโรป เนื่องจากการทับซ้อนกันของนานาชาติเรื่อง มาตรฐาน due diligence และข้อจำกัดทางกฎหมายสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศเจริญแล้วคือ OECD มีแนวทางด้าน due diligence แสดงข้อห้ามชัดเจนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ประโยชน์กับกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ (non-state Arm Forces)
ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ KIA หรือจะเรียกอีกอย่างว่า ค่าคุ้มครอง หรือค่าผ่านทาง ก็ได้ เป็นตัวกระตุ้นให้เห็นถึงระบบดั้งเดิมที่ไม่เข้ากับข้อตกลงต่างๆ ตามกติกาของ OECD
ที่สำคัญมากการที่กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐเหล่านี้เกี่ยวพันกับระบอบทหารเมียนมา จึงแทบไม่มีทางเลือกสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องติดต่อกับ State Administration Council-SAC หรือรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเป็นองค์กรผู้ควบคุมสถาบันรัฐเมียนมา แบ่งสรรผลประโยชน์ต่างๆ ด้านการพาณิชย์ของกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ SAC หน่วยทหาร หรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าได้ (เพราะผู้นำทหาร ครอบครัวของพวกเขา นอมินีของพวกเขาล้วนถือหุ้นลมในรัฐวิสาหกิจสำคัญเหล่านี้ทั้งสิ้น)
กล่าวโดยย่อ เมื่อรวมกันแล้ว กฎการ due diligence ของนานาชาติ การแซงก์ชั่นของสหรัฐอเมริกาต่อเมียนมา และกำแพงของระบบการเงินสร้างการสกัดกั้นแหล่งแร่หายากจากเมียนมา เท่ากับว่า ความเสี่ยงของเรื่องนี้คือ กฎหมาย การเงิน และชื่อเสียง
กลุ่มต่อต้าน
ภาคประชาสังคม
และความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อม
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเหมืองแร่หายากในรัฐคะฉิ่น มีการวิจารณ์มาอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มภาคประชาสังคม (Civil Society) ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การตรวจสอบอย่างอิสระ ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันการทำลายป่า แหล่งน้ำเป็นพิษและการสูญเสีย และการต้องย้ายถิ่นฐานจากที่เดิมเนื่องจากการกดดันและบังคับให้ออกจากบริเวณเขตเหมืองแร่หายาก
ผลกระทบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของสมมุติฐาน แต่มองเห็นได้และกำลังดำเนินอยู่ต่อไป เครือข่ายผู้สนับสนุนการต่อต้านนานาชาติและท้องถิ่น ได้ดำเนินการรณรงค์ เป้าหมายอยู่ที่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายาก
ผู้สังเกตการณ์บางคนอาจวางกรอบว่า KIA คือพวกนิยมตะวันตก หรือเป็นกลุ่มต่อต้านชาวคริสเตียนที่ต่อต้านจีน แล้วนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจัดรูปตัวเองด้วยพันธมิตรทางการเมือง
การลงทุนใดๆ ที่สหรัฐอเมริกาหนุนเหมืองแร่ที่คุมโดย KIA จะพบกับการต่อต้านที่เข้มข้น การรณรงค์ต่อต้านได้พิสูจน์การจัดการการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและอารมณ์ของนักลงทุน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการละเมิดสิ่งแวดล้อม
สรุป
ข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อแสวงหาแร่หายากจากเมียนมา สะท้อนการร่วมเป็นพันธมิตรผิดๆ ระหว่างความทะเยอทะยานทางภูมิรัฐศาสตร์กับข้อจำกัดระดับรากฐาน นโยบายจริงจังใดๆ ต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับ ในเรื่องสำคัญทั้งไม่ควบคุมเงินฝาก และการไม่เกี่ยวพันทางการเมืองเพียงเพื่อเปิดหนทางการเข้าถึงแร่หายาก
การปราศจากกรอบกฎหมายที่บังคับได้ โลจิสติกส์ที่มั่นคงและโครงสร้างการค้าที่ยอมทำตาม การล้นเหลือของเหมืองแร่กลายเป็นไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด แผนงานสำคัญควรเน้นไม่มองข้ามความจริงของโครงสร้างต่างๆ แต่ควบคุมอุปทานแร่หายากผ่านหลักกฎหมายที่ใช้เพื่อการปกครอง โปร่งใสและมีสภาพบังคับได้ด้วย
แร่หายากในเมียนมามีปริมาณมหาศาลก็เท่านั้น ต้องเข้าใจบริบทเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมันด้วย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
