ล้มทฤษฎี Wednesday’s Child งานวิจัยใหม่ ชี้ ‘ลูกคนกลาง’ ไม่อมทุกข์อีกต่อไป
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
ล้มทฤษฎี Wednesday’s Child
งานวิจัยใหม่
ชี้ ‘ลูกคนกลาง’ ไม่อมทุกข์อีกต่อไป
แนวคิดที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับ Wednesday Child ที่ดูเหมือนจะเป็น “ความเชื่อในเชิงลบ” เกี่ยวกับ “ลูกคนกลาง” กำลังถูกท้าทายจากงานวิจัยสมัยใหม่
ในอดีต “ลูกคนกลาง” มักถูกมองว่าเป็นคนก้าวร้าว หรืออีกมุมหนึ่งก็กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร เพราะมีทฤษฎีที่ชี้ว่า “ลูกคนกลาง” เกิดอาการน้อยใจ เพราะพ่อแม่จะรัก “ลูกคนโต” ที่เป็น “ลูกคนแรก” เป็นของขวัญจากพระเจ้า
ขณะเดียวกัน “ลูกคนเล็ก” ก็น่าทะนุถนอม เพราะเป็นน้องเล็กที่ครอบครัวต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทำให้ “ลูกคนกลาง” กลายเป็นลูกที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลย
“ลูกคนกลาง” (Wednesday Child) หรือ Middle Child Syndrome เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยสถานะของ “ลูกคนกลาง” ที่มักรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เหมือนพี่น้องคนอื่น
รวมถึงรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่รักเท่าที่ควร มีความรู้สึกแปลกแยก และความรู้สึกแตกต่างจากพี่น้อง เพราะ Middle Child Syndrome มีสาเหตุมาจาก “ลำดับการเกิด” หรือ Order of Birth นั่นเอง
Alfred Adler นักจิตวิทยา ระบุว่า ในอดีต เรามักพบพ่อแม่จำนวนมากที่ปฏิบัติต่อลูกๆ แต่ละคนไม่เหมือนกัน ไล่ตั้งแต่ลูกคนโต ลูกคนรอง ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก หรือลูกหลง
“เนื่องจากพ่อแม่ผ่านความตื่นเต้นจากการมีลูกคนแรกไปแล้ว ทำให้ลูกคนต่อๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกคนกลาง มีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจจากพ่อแม่น้อยลง และทันทีที่ครอบครัวมีลูกที่เล็กกว่า พ่อแม่ก็มักจะให้ความใส่ใจกับลูกคนใหม่มากกว่า” Alfred Adler กล่าว
“ลูกคนกลาง” ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง มีบุคลิกภาพเป็นคนอดทน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แต่หากพูดถึงในด้านความรู้สึกแล้ว “ลูกคนกลาง” มักรู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้ามอยู่เสมอ ทำให้บางคนมีนิสัยดื้อรั้น และอาจรู้สึกอิจฉาพี่น้องของตัวเอง” Alfred Adler ทิ้งท้าย
เช่นเดียวกับ Frank Sulloway นักจิตวิทยาอีกท่าน ที่ชี้ว่า ขณะที่ “ลูกคนโต” คือ “ลูกคนโปรด” ที่มักได้รับสิทธิพิเศษจากครอบครัว “ลูกคนสุดท้อง” ก็มีแนวโน้มที่จะถูกตามใจ ได้รับการปกป้อง และทะนุถนอมเป็นอย่างมาก
“ส่วนลูกคนกลางกลับไม่มีบทบาทที่ชัดเจน ทำให้ถูกมองว่าลูกคนกลางไม่ได้รับความรักเท่าลูกคนอื่น จนเกิดเป็นคำเรียกในทางจิตวิทยาว่า Middle Child Syndrome ที่แม้จะไม่ใช่กลุ่มอาการทางคลินิก แต่งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า ลำดับการเกิดมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของเด็ก” Frank Sulloway กล่าว และว่า
ในอดีต เชื่อกันว่า “ลำดับการเกิด” ส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็กๆ วิธีแก้ไขก็คือ พ่อแม่ต้องช่วยให้ “ลูกคนกลาง” มองเห็นความสำคัญของตัวเองอย่างรวดเร็ว
“พ่อแม่ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกคนโต ลูกคนรอง ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก หรือลูกหลง” Frank Sulloway สรุป
เป็นที่ทราบกันดี ว่าความเชื่อสมัยก่อน พุ่งเป้าไปที่ “ลำดับการเกิด” ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความรู้สึกของ “ลูกคนกลาง” เนื่องจากเชื่อกันว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่มักทุ่มเวลาให้กับลูกคนเล็ก และมัวแต่ปลื้มปริ่มกับลูกคนโต จนไม่มีเวลาดูแลจิตใจ “ลูกคนกลาง”
ทำให้ในมุมของ “ลูกคนกลาง” แล้ว พวกเขามักรู้สึกว่า ตนเองอยู่นอกสายของพ่อแม่ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม และน้อยใจว่าไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่
สอดคล้องกับ Suzanne Degges-White นักจิตวิทยาอีกท่าน ที่กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ลูกแต่ละคนมักได้รับการปฏิบัติจากพ่อแม่แตกต่างกันอยู่แล้วเป็นธรรมชาติ
ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว การเป็น “ลูกคนกลาง” นอกจากจะไม่ได้เป็น “เด็กมีปัญหา” อย่างที่เชื่อกันมาอย่างนานแล้ว ในทางตรงกันข้าม “ลูกคนกลาง” ยังมีแนวโน้มที่จะเป็น “นักแก้ปัญหา” อีกต่างหาก
“ลูกคนกลางมีแนวโน้มเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี เนื่องจากการเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มพี่น้อง ทำให้ลูกคนกลางมีความเข้าใจความรู้สึกของพี่ ขณะเดียวกันก็เข้าถึงจิตใจของน้องได้เป็นอย่างดี” Suzanne Degges-White กล่าว และว่า
ทำให้ “ลูกคนกลาง” มักเป็นคนที่มีทักษะในการเจรจาต่อรองที่ดี และเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจสูง
แต่ในปัจจุบัน สถิติจากงานวิจัยยุคใหม่จำนวนมากพบว่า “ลูกคนกลาง” มากถึง 85% เป็นคนที่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากกว่าลูกคนโต และมักมีความมั่นคงทางอารมณ์มากที่สุดในบรรดาพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกคนโต ลูกคนรอง ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก หรือลูกหลง ก็ตาม
ดังจะเห็นว่า พ่อแม่ยุคใหม่ หันมาใส่ใจดูแลลูกๆ ทุกคนอย่างใกล้ชิด ให้เวลากับลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมมากกว่าในอดีต
ไม่ว่าจะเป็นการให้เวลากับลูกแต่ละคน แบบ One-one-One’s Time เพื่อให้ลูกทุกคนมีโอกาสได้ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับพ่อแม่ และพี่น้องทุกคนแบบส่วนตัว ระหว่างกันและกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุด มีงานวิจัยจาก University of York ที่ออกมาระบุว่า “ลูกคนกลาง” ยุคใหม่ ไม่ได้เป็นคนอมทุกข์อีกต่อไป
Wednesday Child หรือ “ลูกคนกลาง” ไม่ได้เศร้าเสมอไป และไม่ได้เป็นโรค Middle Child Syndrome อีกต่อไป
ถือเป็นผลการวิจัยใหม่ ที่ออกมา “ล้มทฤษฎี” และหักล้างความเชื่อเก่าๆ เกี่ยวกับ “ลูกคนกลาง”
ทีมวิจัยของ University of York พบว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องระหว่าง “ลำดับการเกิด” กับบุคลิกภาพ หรือโชคชะตาของเด็ก ผลการวิจัยนี้จะช่วยให้พ่อแม่หมดกังวลเกี่ยวกับทฤษฎี Wednesday Child
ที่เป็นความเชื่อยอดนิยมที่พูดต่อๆ กันมาว่า “ลูกคนกลาง” นั้น “เต็มไปด้วยความเศร้า” ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า “ไม่มีหลักฐานรองรับทางวิทยาศาสตร์” แต่อย่างใด
งานวิจัยชิ้นนี้อยู่ภายใต้โครงการ Family Risk Study ซึ่งติดตามครอบครัวที่มี “ลูกคนกลาง” จำนวน 1,100 ครัวเรือน ใช้แนวคิด Self-Fulfilling Prophecy และ Confirmation Bias เพื่อหักล้างความเชื่อด้านลบเกี่ยวกับ “ลูกคนกลาง” ในอดีต
ผลการศึกษาไม่พบความเชื่อมโยงระหว่าง “ลำดับการเกิด” กับ “ความสำเร็จในชีวิต” ของ “ลูกคนกลาง” เป็นการหักล้างทฤษฎี Wednesday Child ที่มักชี้ว่า “ลูกคนกลาง” เป็น “เด็กที่โศกเศร้า” หรือ “เต็มไปด้วยความเศร้า”
ดร. Emily Wood หัวหน้าทีมวิจัย บอกว่า ที่ผ่านมา ผู้คนชอบหาคำอธิบายง่ายๆ ให้กับบุคลิกของตัวเอง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความนิยมที่มีต่อความเชื่อเก่าๆ ได้ดี
“งานวิจัยของเราเป็นเรื่องสนุก ที่ช่วยตอกย้ำว่า สิ่งแวดล้อม และพื้นฐานครอบครัวต่างหาก ที่กำหนดเส้นทางชีวิตให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นลูกคนโต ลูกคนรอง ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก หรือลูกหลง ก็ตาม”
เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ ดร. Sophie von Stumm ที่ปรึกษางานวิจัย ที่เสริมว่า ความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า “ลำดับการเกิด” เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความรู้สึกของ “ลูกคนกลาง” นั้นได้จบสิ้นลงแล้ว
“ในอดีตมักพูดต่อๆ กันมาว่า พ่อแม่มักทุ่มเวลาให้กับลูกคนเล็ก และปลื้มปริ่มกับลูกคนโต จนไม่มีเวลาดูแลจิตใจลูกคนกลาง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นความจริง
ถือเป็นการ ‘ล้มทฤษฎี’ Wednesday Child ลงได้อย่างสิ้นเชิง” ศาสตราจารย์ ดร. Sophie von Stumm ทิ้งท้าย
