bg-single

สมรสสร้างชาติ : การเร่งสร้างพลเมือง (จบ)

04.09.2025

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

สมรสสร้างชาติ

: การเร่งสร้างพลเมือง (จบ)

แนวปฏิบัติผัวเมียและภาษีชายโสด

เมื่อครั้งรัฐบาลสมัยประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางเพศด้วยการส่งเสริมและยกระดับสิทธิและเสรีภาพของสตรีไทยอย่างกว้างขวาง เช่น การส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมให้สตรีเข้าร่วมการป้องกันประเทศ การตั้งยุวนารี กองทหารหญิง การปรับปรุงการแต่งกาย การตั้งองค์กรส่งเสริมการสมรส การคุ้มครองชีวิตสมรสให้สตรีไทย (นันทิรา ขำภิบาล, 2530)

“การปติบัติของผัวเมีย”

ด้วยรัฐบาลต้องการยกระดับสังคมไทยให้เป็นอารยะมากขึ้นหรือนโยบายสร้างชาติด้วยการปฏิวัติวิถีชีวิตและวัฒนธรรมใหม่ให้สังคมไทย ในประมวลวัฒนธรรมแห่งชาติ (2486) อันเป็นหนังสือรวมกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติวัฒนธรรมของไทยในช่วงนั้น รัฐบาลได้แนะนำแนวปฏิบัติใหม่ๆ ที่เป็นอารยะเกี่ยวกับครอบครัวและการเลี้ยงเด็กให้แก่สังคม เช่น การส่งเสริมให้คนไทยสมรสและจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้อง รวมทั้งการส่งเสริมความสำคัญของครอบครัวให้มีความเป็นสถาบันอย่างมั่นคง รัฐบาลจึงกำหนดแนว “การปฏิบัติของผัวเมีย” ขึ้นโดยให้เหตุผลว่า

ด้วยให้เหตุที่ “ปรากตว่า ยังมีผัวบางคนถือเหตุแห่งความอ่อนโยนประจำไจของเมีย ประพรึติการทารุน เช่น การทุบตี ด่าว่าเมียของตนต่างๆ เสมือนว่าเมียของตนนั้นเปนทาส หรือผู้บำเรอรับไช้ที่ต่ำสักดิ์ ทั้งนี้ เปนสิ่งที่น่าละอายไร้สีลธัม และเปนการเสื่อมเสียเกียรติของประชาชาติยิ่งนัก ฉะนั้นจึงขอประกาสไห้ได้ระลึกไว้ว่า ชายก็ดี หยิงก็ดี มีสิทธิเท่าเทียมกันตามรัถธัมนูญ เมื่อสมรสกันแล้ว ชายหยิงผู้เปนผัวเมียย่อมมีหน้าที่ปติบัติต่อกันด้วยความไมตรีและอารี ต้องทนุถนอมความสัมพันธแห่งครอบครัวไห้มีความผาสุกกลมเกลียวเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน และไห้เปนที่เคารพของบุคคลโดยทั่วไป” (กรมโคสนาการ, 2486, 51-52)

คู่สามีภรรยาแต่งกายและสวมหมวกตามสมัยรัฐนิยม

ห้ามสามี “ตั้งศาลเตี้ย” ตัดสินภรรยา

รัฐบาลเน้นย้ำในการปฏิบัติของผัวเมียสมัยใหม่ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดหน้าที่ของผัวเมียไว้แล้ว และกฎหมายมิได้ให้อำนาจสามีทารุณกรรมภรรยาแต่อย่างใด ดังนั้น สามีไม่มีสิทธิลงโทษภรรยาด้วยตนเอง ไม่มีอำนาจตั้งศาลเตี้ยชำระความภรรยาเอง เมื่ออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ให้หย่าขาดจากกัน การทารุณกรรมตีภรรยามีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาฐานประทุษร้ายร่างกาย มีโทษจำคุกถึง 10 ปี

รัฐบาลจึงขอให้สามีและภรรยาปฏิบัติต่อกันด้วยไมตรีและความเอื้ออารี และละเว้นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมของสามีอันเป็นความอดสูเลวทรามนั้นเสีย อย่าด่าว่าทุบตีภรรยาอันเป็นการทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกต่อไป โดยรัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจการปฏิบัติของสามีภรรยาเป็นพิเศษด้วยเพื่อช่วยสร้างวัฒนธรรมของชาติให้วัฒนาถาวรต่อไป (กรมโคสนาการ, 2486, 52-53)

นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้คู่บ่าวสาว

ภาษีชายโสด

เมื่อการสร้างชาติด้วยการเพิ่มประชากรผ่านการสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งผ่านการสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างชายกับหญิง สถานภาพการสมรสจึงเป็นสถานภาพทางสังคมที่สำคัญตามความต้องการของรัฐบาลซึ่งแตกต่างไปจากสถานภาพโสดที่ครองตนแบบที่ไม่สร้างผลิตภาพให้กับรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลเห็นว่า ชายโสดที่มิได้สร้างสถาบันครอบครัวจึงสมควรเสียภาษีให้แก่รัฐบาลมากกว่าชายที่มีครอบครัวแล้ว รัฐบาลจึงต้องการเร่งรัดชายโสดให้รีบแต่งงานเสีย ด้วยเหตุที่รัฐบาลต้องการกำลังแรงงานจากพลเมืองมาช่วยกันสร้างชาติในด้านต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจอมพล ป.จึงใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในส่งเสริมการสมรสเพื่อเพิ่มอัตราการเกิดประชากร เรียกว่า “พระราชบัญญัติ พาสีชายโสด พุทธสักราช 2487” ประกาศใช้ในช่วงปลายสงครามเมื่อ 18 มกราคม 2487 มีเนื้อหาสรุปได้ดังนี้ กฎหมายกำหนดให้ชายโสดทุกคนต้องเสียภาษีเพิ่มเติมให้กับรัฐ ทั้งนี้ ภาวะเป็นโสด ในกฎหมายกำหนดไว้ว่า หมายถึง ภาวะที่ชายไม่มีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ขาดจากกันแล้ว

กฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการบังคับใช้ไปที่เพศชาย สัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ 25-45 ปีบริบูรณ์ ไม่มีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ขาดจากกันแล้ว ให้นับชายผู้นั้นเป็นชายโสดต้องเสียภาษีเพิ่มเติม การเรียกเก็บภาษีนั้นกำหนดว่า “ผู้ใดเปนชายซึ่งหยู่ไนภาวะเปนโสดตลอดปีที่ล่วงมาแล้ว มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีละ 960 บาทขึ้นไป ไห้เจ้าพนักงานประเมินประเมินเรียกเก็บพาสี เรียกว่าพาสีชายโสด เปนเงิน 5 บาท หรือไนอัตราร้อยละ 10 ของพาสีเงินได้ที่ต้องเสีย แล้วแต่หย่างไดจะมากกว่า และแจ้งจำนวนพาสีให้ผู้ยื่นรายการดังกล่าวซาบเช่นเดียวกับพาสีเงินได้”

หนุ่มสาว ช่วง 2480

ข้อยกเว้นภาษีชายโสด

อย่างไรก็ตาม ภาษีชายโสดมีข้อยกเว้นให้กับผู้ชายที่แสดงหลักฐานว่าตลอดปีภาษีที่ผ่านมาเขาอยู่ในกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้ 1. เป็นพระภิกษุ 2. มีลูกที่ยังมีชีวิตอยู่ 3. ต้องรับอาญาอยู่ในเรือนจำ 4. เป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง 5. ทำการสมรสไม่ได้โดยมีอวัยวะสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ 6. เป็นบุคคลวิกลจริต 7. รับราชการทหารกองประจำการ หรือตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ได้รับการยกเว้นไม่เสียพาสีชายโสด

ทั้งนี้ ภาษีคนโสดไม่ได้เรียกเก็บกับผู้หญิง ด้วยเหตุผลที่มีการอธิบายในบทความ “แนวทางปฏิบัติในการเพิ่มพลเมือง” ว่า เนื่องจากผู้หญิงโสดส่วนมากมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ผู้ชายถึงจะหน้าตาไม่ดีก็ยังหาภรรยาได้ง่าย แต่ถ้าผู้หญิงไม่สวยหรืออายุมากสักหน่อย ก็ย่อมหาสามีได้ยาก จึงได้เว้นเก็บภาษีผู้หญิงโสด (ก้องสกล, 2545, 40-41)

กระนั้นก็ดี การเก็บภาษีชายโสดนั้น ในสังคมมิได้มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ด้วยเห็นว่า ภาษีเป็นการภาระและบังคับฝืนใจแก่ชายโสด แต่เสียงคัดค้านภาษีชายโสดมิอาจต้านทานนโยบายสร้างชาติให้เป็นมหาอำนาจด้วยการเพิ่มประชากรได้

ต่อมา ภายหลังที่จอมพล ป.ลงจากอำนาจ (1 สิงหาคม 2487) ในช่วงปลายสงครามแล้ว รัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ของ พ.ต.ควง อภัยวงศ์ มีมติให้ยกเลิกองค์การส่งเสริมการสมรส (15 พฤศจิกายน 2487) และได้ยกเลิก พ.ร.บ.ภาษีชายโสด (30 ธันวาคม 2487) ตามลำดับ (เพจหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์