bg-single

สงครามโดรน (1) ชวนคุยเปิดประเด็น

10.09.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (1)

ชวนคุยเปิดประเด็น

“เครื่องมือของการรบจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นรู้จักที่จะใช้มัน”

Colonel Ardant du Picq

The Battle Studies (1870)

ผมอยากขอเริ่มบทความเรื่อง “สงครามโดรน” (Drone Warfare) ด้วยคำกล่าวของ พ.อ.อาร์ดอง ดู พิค แห่งกองทัพบกฝรั่งเศส ที่เสียชีวิตในสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซียในปี 1870 (The Franco-Prussian War) หนังสือของเขาเรื่อง “The Battle Studies” ถือเป็นตำราหลักเล่มหนึ่งในกองทัพบกฝรั่งเศสในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และปัจจุบันถือเป็นตำราคลาสสิคเล่มหนึ่งในวิชายุทธศาสตร์ศึกษา

ผมอ้างอิงเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนบทความเรื่องสงครามโดรน เพราะโดรนในปัจจุบันเป็น “เครื่องมือของการรบแบบใหม่” แต่ดังที่เขากล่าวเป็นข้อเตือนใจเราก็คือ เครื่องมือจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเรารู้จักใช้มัน ยิ่งเป็นเรื่องของระบบอาวุธสมัยใหม่แล้ว การทำความเข้าใจทั้งในระดับของฝ่ายการเมืองและในระดับของผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหาร เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะถ้าผู้นำรัฐบาลและผู้นำกองทัพมองเครื่องมือดังกล่าวด้วยความไม่ตระหนักในคุณค่าแล้ว ต่อให้เครื่องมือนี้มีประโยชน์มากเพียงใดหรือดีมากเพียงใด ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าในตัวเองอย่างช่วยไม่ได้

ว่าที่จริงแล้ว เรามีเรื่องของการที่มองไม่เห็นถึงคุณค่าของระบบอาวุธใหม่ ไม่ว่าจะจากผู้นำทางการเมืองหรือจากผู้นำทางทหาร ปรากฏเป็นข้อเตือนใจในวิชาประวัติศาสตร์ทหารเสมอ ดังนั้น การปรากฏตัวของ “โดรนสงคราม” จึงชวนให้เราคิดถึงคำกล่าวในข้างต้นของดูพิคเป็นอย่างยิ่ง

อารัมภบท

โดยส่วนตัวแล้ว ผมสนใจเรื่องพัฒนาการของระบบอาวุธต่างๆ มานาน เพราะตอนเรียนปริญญาโทในสหรัฐ ผมเลือกทำวิทยานิพนธ์เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐต่อประเทศไทย และเมื่อต้องเรียนวิชาทางด้านยุทธศาสตร์และการสงครามในระดับปริญญาเอก ตลอดรวมถึงความสนใจในวิชาประวัติศาสตร์ทหาร ซึ่งความสนใจเช่นนี้กลายเป็นปัจจัยบังคับในตัวเองที่ทำให้ผมต้องสนใจประเด็นในเรื่องของยุทโธปกรณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประกอบกับในช่วงที่เรียนปริญญาเอกในสหรัฐ ผมได้มีโอกาสขอเข้าไปนั่งฟังวิชา “เทคโนโลยีทหาร” ซึ่งผู้สอนเป็นอาจารย์มาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐ ต้องยอมรับว่าการเรียนวิชานั้น เปิดโลกทัศน์ในมิติของเทคโนโลยีทหารสำหรับผมอย่างมาก เพราะได้เรียนรู้เรื่องของเทคโนโลยีทหารสมัยใหม่ที่สนใจมาแต่เดิม ซึ่งเดิมนั้นผมเรียนแบบ “ครูพักลักจำ” ไม่ได้เรียนวิชาเช่นนี้แบบเป็นระบบ

วันที่ต้อง “กลับสู่ห้องเรียน” ด้วยการเป็นนักเรียนปริญญาเอกนั้น สงครามในบ้านของไทยเพิ่งจบไปไม่นาน แต่ก็เป็นรูปแบบของสงครามเก่า หรือที่เรียกในวิชาทหารว่า “สงครามก่อความไม่สงบ” (Insurgency Warfare) และในบริบทเปรียบเทียบทางรัฐศาสตร์แล้ว เราอาจเรียกสงครามนี้ในอีกมุมหนึ่งว่า “สงครามในประเทศโลกที่ 3” เพราะเป็นแบบแผนสงครามที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา ที่วิชาการเมืองเปรียบเทียบเรียกว่า “ประเทศโลกที่ 3”

แบบแผนเช่นนี้ไม่ได้แตกต่างกันมากนักในยุคสงครามเย็น ซึ่งปรากฏในรูปแบบทางการเมือง คือ “สงครามของพรรคคอมมิวนิสต์” ดังเช่นที่ปรากฏในเอเชีย ละตินอเมริกา หรือแอฟริกา ล้วนมีลักษณะของ “แบบแผนสงคราม” (pattern of war) ที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ข้าศึกเป็นกองกำลังติดอาวุธของคนในประเทศตัวเอง กองทัพประชาชนในลักษณะเช่นนี้รบด้วย “หลักนิยมของประธานเหมา” คือ การทำสงครามประชาชนที่ไม่จำเป็นต้องมีอาวุธสมัยใหม่ที่ทันสมัย

สงครามชนิดนี้จึงไม่ต้องการเทคโนโลยี หากแต่ต้องการการเข้าร่วมของประชาชนในประเทศ ที่ผ่านการ “ปลุกระดมมวลชน” จนเกิดเป็นกองกำลังติดอาวุธ และสร้างความพร้อมทางด้านจิตใจที่จะจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับรัฐ ดังนั้น ในทางทฤษฎี จึงเกิดเป็นหลักนิยมของการทำ “สงครามยืดเยื้อ” เพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐเดิม หรือที่เรียกในอีกด้านหนึ่งว่า เป็นสงครามที่ไม่ต้องกำหนดเวลาของชัยชนะ แต่ทำการรบไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายรัฐจะแพ้ไปเอง

ดังนั้น ปัจจัยของชัยชนะจึงไม่ใช่เรื่องของความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีอย่างแน่นอน แต่เป็นเรื่องของการจัดตั้งประชาชนให้เข้าร่วมทำสงครามกับรัฐ เนื่องจากฝ่ายต่อต้านรัฐอ่อนแอกว่าในทางอาวุธ และด้อยกว่าอย่างมากในทางเทคโนโลยีทหาร ทำให้เทคโนโลยีไม่ใช่จุดเน้นในสงครามเช่นนี้

แต่หลังจากการยุติของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทยแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างนึกไม่ถึงคือ สงครามกัมพูชาที่เป็นผลจากการยึดครองของกองทัพเวียดนามในปี 1979 อันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ คือการมีพรมแดนประชิดกันของไทยและเวียดนาม หรืออีกนัยหนึ่งคือเกิดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนามตลอดแนวพรมแดน หรืออาจกล่าวได้ว่า เกิดสภาวะของการเผชิญหน้าระหว่างรัฐกับรัฐ ไม่ใช่เป็น “อสมมาตร” ระหว่างรัฐกับ “ตัวแสดงติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ” (armed non-state actors)

ปัจจัยเช่นนี้ทำให้เกิดความพยายามที่จะต้องสร้าง “ความทันสมัยทางทหาร” (military modernization) ให้เกิดกับกองทัพไทย หรือบางทีอาจเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นกระบวนการสร้างความเป็นสมัยใหม่ในทางทหาร คือมีการนำเอายุทโธปกรณ์สมัยใหม่มากกว่ายุคสงครามคอมมิวนิสต์เข้าประจำการในกองทัพไทย ไม่ว่าจะเป็นรถถังหลักของสหรัฐแบบเอ็ม-60 เอ3 (MBT M-60 A3) หรือเครื่องบินรบแบบเอฟ-16 เอ/บี (F-16 A/B) เพื่อเตรียมรับกับ “สงครามตามแบบ” ที่มีความหมายถึงการรบระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนามโดยตรง ไม่ใช่ในแบบแผนของสงครามเก่าที่กองทัพไทยรบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งข้าศึกไม่มีศักยภาพทางเทคโนโลยี และไม่มีอาวุธหนัก

ทฤษฎีแต่ไม่เป็นทฤษฎี

ผมออกจากประเทศไทยกลับไปเรียนปริญญาเอกด้วยเงื่อนไขสงครามใหม่ ที่แตกต่างอย่างมากกับช่วงที่ตัวเองเป็นผู้นำนักศึกษา ที่อยู่ในเวทีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “ยุค 6 ตุลาฯ” สงครามยึดครองกัมพูชาและภัยคุกคามจากกำลังรบของเวียดนามชวนให้ผมต้องสนใจเรื่องเทคโนโลยีทหาร และระบบอาวุธสมรรถนะสูงมากขึ้น เพราะโดยบริบททางยุทธศาสตร์แล้ว สงครามประชาชนหรือแบบแผนของสงครามประเทศโลกที่ 3 ในบริบทไทยนั้น ได้สิ้นสุดและเปลี่ยนผ่านแล้ว ประกอบกับเวียดนามมีการนำเอาเครื่องบินรบสมัยใหม่เข้าประจำการ คือ มิก-23 ไม่ใช่การพึ่งพาอยู่กับเครื่องบินยุคสงครามเวียดนามอย่างมิก-21

สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดปุจฉาทั้งชีวิตของการเป็นนักเรียนในวิชายุทธศาสตร์ว่า อะไรคืออาวุธที่มีระดับของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของกองทัพไทย และอาวุธในระดับไหนที่เหมาะสมที่รัฐบาลไทย/กองทัพไทยควรลงทุนทางเศรษฐกิจในฐานะของการเป็น “รัฐผู้ซื้อ” เพราะรัฐบาลไทยไม่มี “ความมั่งคั่งแบบไม่จำกัด” ที่จะสามารถซื้ออาวุธได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ว่าที่จริงแล้วก็ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเช่นนั้น อาจจะขอยกเว้นบ้างก็เป็นกรณีพิเศษในแบบของเกาหลีเหนือ ที่พร้อมจะลงทุนด้านอาวุธทุกอย่างโดยไม่จำเป็นต้องคิดถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ

ประเด็นนี้เป็นข้อสังเกตที่คนเรียนวิชา “เศรษฐศาสตร์การป้องกันประเทศ” (Defense Economy) ถูกสอนให้พิจารณาอยู่เสมอในกระบวนการจัดสรรทรัพยากรทางทหารของประเทศ คือ “เท่าไรจึงจะพอ?” (How much is enough?) ซึ่งแน่นอนว่า คำถามนี้ตอบไม่ง่าย แต่ในอีกด้านของคำถามคือ แล้วใครควรจะเป็นคนตอบ หรือใครควรจะเป็นผู้กำหนด “ความพอ” ของทรัพยากรนี้

คําถามในทางทฤษฎีของวิชาเศรษฐศาสตร์การป้องกันประเทศเช่นนี้ ตอบไม่ง่ายอย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขของชีวิตและความรับรู้ที่มีก่อนกลับไปเรียนต่อปริญญาเอกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะตอบได้เลย อีกทั้งสำหรับคนที่สนใจในสาขานี้รู้ดีว่า ถ้าการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพอเมริกันมีความยุ่งยากในทางกฎหมาย และมีรายละเอียดที่ซับซ้อนในเชิงกระบวนการทางรัฐสภาแล้ว ในส่วนกระบวนการของกองทัพไทยกลับมีลักษณะเป็น “ความพิสดารพันลึก” สุดที่จะบรรยาย และบางครั้งก็เขียนอธิบายไม่ได้ด้วย

ภาวะเช่นนี้ทำให้ผมเคยตั้งข้อสังเกตในทางวิชาการว่า กระบวนการจัดซื้ออาวุธของไทย เป็นหัวข้อที่ไม่สามารถทำวิจัยได้จริง เพราะข้อมูลที่เก็บจากการวิจัยอาจจะเป็นเรื่องปลอม หรือเรื่องหลอก มากกว่าเป็นเรื่องจริง และถ้าเก็บข้อมูลได้จริง ก็เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถบันทึกในรายงานการวิจัยได้เลย เพราะ “เสี่ยง” ต่อการถูกฟ้องร้องในทางกฎหมาย และไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอนในการมีปัญหากับผู้นำทหารที่อยากซื้ออาวุธ เพราะผลประโยชน์จากการซื้ออาวุธใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาจะอนุญาตให้คนนอกกองทัพไปขัดขวางได้

ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยที่การจัดซื้ออาวุธของกองทัพไทยมักจะกลายเป็น “ความอื้อฉาว” หรือที่เรียกกันว่า “arms scandals” อันเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และความไม่โปร่งใส แต่ใครเล่าจะ “เปิดโปง” !

ระเบียบวิธีวิทยาแห่งความหลอกลวง

ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการนี้แทบไม่เคยตอบสนองต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ทหารของประเทศแต่อย่างใด เพราะเราอาจพบว่าการจัดซื้อเกิดขึ้นจาก “ความพึงพอใจ” ของกลุ่มผู้มีอำนาจในกองทัพเป็นด้านหลัก จนมีคำกล่าวกันเล่นๆ ว่า อาวุธที่ซื้อคือ “อนุสาวรีย์อันทรงเกียรติ” ของผู้นำแต่ละคน และพวกเขาต้องการสร้างอนุสาวรีย์เช่นนี้ก่อนการเกษียณอายุราชการ แม้บางคนอาจโต้แย้งว่าเป็น “อนุสาวรีย์แห่งความมั่งคั่ง” ของทหารผู้ใหญ่บางคนก็ตาม

นอกจากนี้มีข้อสังเกตที่น่าเศร้าใจอีกประการ คือเรามียุทธศาสตร์ทหารเป็นปัจจัยในการกำหนดความต้องการยุทโธปกรณ์หรือไม่ หรือเราจับทฤษฎีให้ “กลับหัวกลับหาง” ด้วยการเอายุทโธปกรณ์เป็นตัวตั้ง เพื่อใช้เป็นปัจจัยในการกำหนดยุทธศาสตร์ เพราะการทำเช่นนี้ จะทำให้ “การสร้างสตอรี่” ของการซื้ออาวุธรับกับยุทธศาสตร์ของเหล่าทัพสอดคล้องลงตัวกันพอดี

แต่ที่เกิดอาการลงตัวในลักษณะเช่นนี้ก็เพราะหากอธิบายในวิชาวิจัยแล้ว เราเอาอาวุธ (ที่อยากซื้อ) เป็น “ตัวแปรต้น” (independent variable) และเอายุทธศาสตร์ของเหล่าทัพที่ประกอบสร้างขึ้นในภายหลัง เป็น “ตัวแปรตาม” (dependent variable) ดังนั้น กล่าวในเชิง “ระเบียบวิธีวิทยา” จะแปรอย่างไร ก็มีความถูกต้องเสมอ เพราะทุกอย่างอธิบายจากตัวแปรต้นของความต้องการอาวุธ ซึ่งในความเป็นจริง อาจเป็นคนละประเด็นกับความต้องการทางยุทธศาสตร์ที่ประเทศต้องการ

อาการกลับหัวกลับหางในทางทฤษฎีเช่นนี้ชวนให้ผมคิดอยากทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง “นโยบายการป้องกันประเทศของไทยกับความต้องการด้านยุทโธปกรณ์”… ผมกลับไปเรียนปริญญาเอกพร้อมกับ “ความฝันทางวิชาการ” ชุดใหญ่ ที่ดูจะเป็น “ความเพ้อฝัน” เสียมากกว่า!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด