สองมหามายาคติของตะวันตก : โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กับเสรีประชาธิปไตย (จบ)
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
สองมหามายาคติของตะวันตก
: โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กับเสรีประชาธิปไตย (จบ)
หลังติดตามสังเกตกระแสประชาธิปไตยตกต่ำถดถอยทั่วโลกมาเกือบสองทศวรรษ สองนักรัฐศาสตร์ชาวยุโรป ได้แก่ แอนนา ลูร์มันน์ (Anna L?hrmann ชาวเยอรมันผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หญิงพรรคกรีน) กับสแตฟฟัน ลินด์เบิร์ก (Staffan Lindberg ผู้อำนวยการ V-Dem Institute แห่งมหาวิทยาลัย Gothenburg ประเทศสวีเดน) ก็ได้ร่วมกันนำเสนอแนวคิดเรื่อง “คลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ลูกที่สาม” (The Third Wave of Autocratization) เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ข้างต้นในบทความต่างๆ เมื่อปี 2019 (เช่น “A third wave of autocratization is here : what is new about it?”, Democratization, 2019, 26 : 7, 1095-1113, https://doi.org/10.1080/13510347.2019.1582029) ดังมีสาระสำคัญคือ
คำว่า “คลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์” (waves of autocratization) ที่ทั้งคู่คิดค้นบัญญัติขึ้นหมายถึงช่วงเวลาในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งมีลักษณะเด่นตรงจำนวนประเทศที่ประสบภาวะคุณภาพด้านต่างๆ ของประชาธิปไตยตกต่ำเสื่อมถอยนั้น เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างผิดสังเกต พร้อมกับการปกครองในระบอบอัตตาธิปไตยก็เพิ่มทวีขึ้นในเวลาเดียวกัน
แนวคิดนี้มุ่งหมายใช้บรรยายกระบวนการซึ่งประชาธิปไตยถดถอยหลังในลักษณะที่เหล่าสถาบันประชาธิปไตยมักถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลายอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยฝีมือพวกผู้นำที่กุมอำนาจอยู่นั่นเอง
รูปแบบปัจจุบันของอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ (คลื่นลูกที่สาม) นี้มีแบบฉบับมุ่งหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดราม่าโจ่งแจ้งเปิดเผย อย่างการรัฐประหารโดยทหาร แล้วหันไปใช้วิธีการที่แนบเนียนในลักษณะค่อยๆ เซาะกร่อนบ่อนเบียนจนถอดรื้อประดาปทัสถานและการปฏิบัติประชาธิปไตยทิ้งได้ในที่สุด การนี้รวมทั้งบั่นทอนอำนาจของสภานิติบัญญัติ และศาลตุลาการให้อ่อนแอลง จำกัดเสรีภาพของสื่อและประชาสังคม ฉวยใช้ฉ้อฉลการเลือกตั้งและเผยแพร่ข่าวลวง

(แอนนา ลูร์มันน์, สแตฟฟัน ลินด์เบิร์ก & เอริกา เบนเนอร์)
โดยเทียบเคียงกับแนวคิด “คลื่นประชาธิปไตย” (waves of democratization) ของแซมวล พี. ฮันติงตัน นักรัฐศาสตร์อเมริกัน (Samuel P. Huntington, The Third Wave : Democratization in the Late Twentieth Century, 1991) ลูร์มันน์กับลินด์เบิร์กได้แจกแจงคลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ออกมาสามลูกด้วยกัน ได้แก่
1. คลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ลูกที่หนึ่ง (1922-1942) : คลื่นเริ่มแรกนี้ประจวบกับการผงาดขึ้นของขบวนการฟาสซิสต์กับขบวนการคอมมิวนิสต์ในยุโรปช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองพอดี ชาติต่างๆ ทั่วภาคพื้นทวีปยุโรปและไกลโพ้นออกไปประสบพบเห็นการที่รัฐบาลประชาธิปไตยล่มจมลงให้แก่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม
2. คลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ลูกที่สอง (ทศวรรษที่ 1960-ทศวรรษที่ 1970) : ช่วงระยะนี้มีจุดเด่นตรงเกิดรัฐประหารโดยทหารต่อกันเป็นชุด นำไปสู่การก่อตั้งระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเป็นทิวแถวโดยเฉพาะในภูมิภาคละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย (รวมทั้งไทย) โดยที่บ่อยครั้งมีสงครามเย็นเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง
3. คลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ลูกที่สาม (ราวปี 1994-ปัจจุบัน) : คลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ลูกที่สามปัจจุบันซึ่งยังคงกำลังดำเนินอยู่เท่าทุกวันนี้ผิดแผกแตกต่างเป็นเอกเทศจากคลื่นลูกก่อนๆ ตรงมีบุคลิกลักษณะของการเซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตยด้วยพิษร้ายซึมลึกซึ่งมักจะเรียกขานกันว่า “การเบ่งขยายอำนาจฝ่ายบริหาร” (executive aggrandizement) กล่าวคือ พวกผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามวิถีทางประชาธิปไตยกลับจงใจค่อยๆ เซาะกร่อนบ่อนทำลายบรรดาสถาบันที่นำพาตัวเองขึ้นสู่อำนาจอย่างเป็นระบบ เช่น นายกฯ วิกเตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี และประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกี จุดเด่นของคลื่นลูกที่สามนี้ยังอยู่ตรงที่มันบังเกิดไม่แต่กับระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งตั้งไข่ก่อตัวเท่านั้น แต่กับระบอบประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นแล้วด้วย อาทิ สหรัฐอเมริกา จุดเริ่มต้นคลื่นลูกนี้มักว่ากัน ว่าคือกลางทศวรรษที่ 1990 อันเป็นจังหวะทับซ้อนกับปลายคลื่นประชาธิปไตยลูกที่สามของฮันติงตันพอดี
ในบรรดานักรัฐศาสตร์ที่สังเกตเห็น ชี้ภัยและร้องเตือนอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวมี เอริกา เบนเนอร์ อาจารย์ปรัชญาการเมืองหญิงชาวบริติชผู้เชี่ยวชาญความคิดการเมืองของนิคโคโล มาเคียเวลลี และมีประสบการณ์เยือนสอนกว้างขวางยาวนานในยุโรปตะวันออก อังกฤษ และอเมริกา ในงานเล่มล่าสุดของเธอเรื่อง Adventures in Democracy : The Turbulence World of People Power (ผจญภัยในประชาธิไตย : โลกพลิกผันปั่นป่วนของอำนาจประชาชน, 2024) เธอได้ชี้แนะให้เห็นกลวิธีขั้นตอนต่างๆ ที่ผู้นำจากการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จอำนาจโดยผู้คนไม่ทันสังเกตไว้ดังนี้ (pp. 182-184) :
1. เล่นงานคนอพยพเข้าเมือง, ชนชาติส่วนน้อยและพวกหลากหลายทางเพศก่อนเพื่อน คนเหล่านี้เป็นตัวเปรียบต่างที่คุณสามารถเริ่มใช้เพื่อสร้างทีม [ประชาชนที่แท้จริงอย่างเป็นปึกแผ่นเอกภาพ vs. คนอื่น] ได้
2. ให้บรรดาหัวหน้าคุมทีมของคุณเฉือนแบ่งเขตเลือกตั้งต่างๆ ใหม่เพื่อผู้สนับสนุน คุณจะกลายเป็นเสียงข้างมากในเขตเลือกตั้งจำนวนเพิ่มขึ้น ให้พวกนั้นระดมสมองคิดกันว่าทำอย่างไรจึงจะกีดกันไม่ให้โหวตเตอร์ที่ไม่สนับสนุนคุณเข้าไปที่คูหาเลือกตั้ง หรือทำอย่างไรจะประกาศให้คะแนนโหวตของพวกเขาเป็นโมฆะได้
3. เริ่มเข้าไปจัดการโรงเรียนทั้งหลายทันทีที่คุณทำได้ ถ้าหากตำราเรียนไม่ได้วาดภาพยกย่องเชิดชูประเทศของคุณหรือประวัติศาสตร์ของประเทศ หรือมัวหมกมุ่นอยู่แต่กับบาดแผลและความอับอายขายขี้หน้าในอดีตมากไปละก็ พยายามแก้ไขมันซะ
4. ลุยใส่สื่อมวลชนเร็วที่สุดเท่าที่เร็วได้ เรื่องนี้ออกจะยุ่งยากนิดหน่อยเพราะคุณอยากหลีกเลี่ยงภาพที่ว่า คุณหลอกล่อฉวยใช้ประชาชน (ถึงไงคุณก็เป็นแชมป์ของพวกเขา) ถ้าหากคุณหรือเพื่อนฝูงมีตังค์พอซื้อหนังสือพิมพ์หรือเครือข่ายกระจายเสียง/ภาพละก็ นั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดียิ่งเลยทีเดียว ระดมสรรพกำลังพวกบล็อกเกอร์เอย นักเกรียนคีย์บอร์ดเอย อินฟลูเอนเซอร์เอยมาผลักดันวิสัยทัศน์ของคุณและโจมตีศัตรูซะ
5. พอได้สมัครพรรคพวกเยอะพอ ก็เริ่มเล่นงานพวกผู้พิพากษาตุลาการ คนไหนแข็งขืนยืนยันจะยึดมั่นกฎหมายและกระบวนการโดยชอบที่ขัดขวางขบวนการของคุณละก็ ย้ายมันซะ เอาผู้พิพากษาที่จะหนุนหลังแผนของคุณไปบรรจุไว้ในศาลท้องถิ่นและระดับชาติให้เต็มเลยเทียว
6. เอาพระผู้เป็นเจ้ามาอยู่ข้างคุณแบบโชว์พาว ประกาศเปรี้ยงว่าแก๊งของคุณกำลังต่อสู้สงครามศักดิ์สิทธิ์ ต่อต้านพวกทุจริตคิดร้ายทั้งภายในภายนอก
7. พอได้จังหวะเหมาะก็สร้างฉากโจมตีใส่ชาติตัวเองซะแล้วโทษว่าศัตรูของคุณทำ พวกตัวแสบจัดชุมนุมประท้วงเหรอ? ส่งลูกสมุนบางคนเข้าไปสร้างเรื่องว่ามันก่อรัฐประหาร คุณแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับชาติเหรอ? ก็บอกสิว่าศัตรูของคุณโกงเลือกตั้งและละเมิดกฎหมาย ทำให้คุณจำใจต้องใช้กำลังรุนแรงกับ มันอย่างไม่มีทางเลือก
8. ถ้าคุณมาได้ไกลถึงนี่แล้วละก็ ไชโยโห่ฮิ้ว! ขอแสดงความยินดีด้วย การเปลี่ยนผ่านออกจากประชาธิปไตยของคุณใกล้เสร็จสิ้นแล้ว แต่เก็บชื่อเรียกระบอบเก่าเอาไว้นะถ้าคุณต้องการ มันก็แค่คำเท่านั้นเองแหละ ขึ้นชื่อว่าถ้อยคำน่ะมันหมายความอะไรก็ได้ตามใจคุณ คุณเป็นเจ้านายแล้วนี่
ระบอบประชาธิปไตยก็กลายเป็นระบอบเผด็จอำนาจอัตตาธิปไตยด้วยประการฉะนี้แล!
