แนวคิดทางการเมือง ถูกกำจัดด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญได้อย่างไร บทวิพากษ์
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ผมได้บทความเชิงวิพากษ์ความคิดทางการเมืองไทย ที่เขียนโดย Prem Singh Gill เป็นนักวิจัยของสมาคมเอเชียติกแห่งราชอาณาจักร (อังกฤษและไอร์แลนด์) และนักวิจัยรับเชิญในมหาวิทยาลัยของไทย บทวิพากษ์นี้มาตามเส้นทางดิจิทัล (แนวคิดทางการเมืองถูกกำจัดด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญได้อย่างไร – 112Watch)
เมื่อค้นประวัติเขาพบว่าน่าสนใจมาก เป็นลูกหลานชาวอินเดียในประเทศไทย (Indian diaspora) รุ่นที่สาม และมีส่วนร่วมในองค์กร Global Peace Chain (ประเทศไทย) ในฐานะผู้อำนวยการ
เคยเป็นผู้สมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2019 ของประเทศไทย
ด้านวิชาการ เขาดำรงตำแหน่งเป็น นักวิชาการรับเชิญ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย Muhammadiyah Yogyakarta ประเทศอินโดนีเซีย และยังเป็นอาจารย์พิเศษในวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย
มีผลงานมากมายด้านการวิเคราะห์สังคมและการเมือง
เมื่ออ่านบทวิพากษ์นี้แล้วผมก็อดชื่นชมความสดใหม่ในการเสนอมุมมองด้านความคิดทางการเมืองไทยของเขาไม่ได้
โดยเฉพาะจากมุมของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันมาโดยนักวิชาการไทยไม่น้อย
ในที่นี้ผมประมวลแนวคิดหลักและบทวิพากษ์เพื่อเป็นบันไดสำหรับการค้นคว้าศึกษากันต่อไป
ผมได้อ่านบทวิพากษ์นี้ก่อนคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่อคดี “คลิปเสียงมรณะ” ระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน
หลังจากมติเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญปรากฏ ความชุลมุนระหว่างพรรคการเมืองก็ประจักษ์
รัฐบาลไทยเข้าสู่สภาวะเส้นเลือดอุดตันอย่างฉับพลัน ซึ่งต้องกล่าวว่านี่ไม่ใช่อาการครั้งแรกของรัฐบาลไทยภายใต้พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่ได้ค้ำจุนด้วยอำนาจกองทัพ
แต่ครั้งนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ว่าปัจจัยที่นำไปสู่อวสานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณ ชินวัตร ผู้สถาปนาระบอบทักษิณอันเป็นการเมืองประชาธิปไตยประชานิยมภายใต้รัฐที่อำนาจทางกายภาพยังอยู่กับสถาบันจารีตมาจากอำนาจนอกประเทศที่เล็กกว่า
ระบอบนี้ยื้อและสู้มาได้ราวสองทศวรรษ ผ่านการถูกรัฐประหารสองครั้งและร่างรัฐธรรมนูญใหม่สองครั้ง
ทั้งหมดนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีจากตระกูลชินวัตร 5 คน
เมื่อมองจากประวัติศาสตร์ไทยจากพระราชพงศาวดารมาถึงสมัยใหม่ ก็ต้องยอมรับว่าการต่อสู้ของตระกูลชินวัตรกับรัฐจารีต ถือได้ว่าดำเนินมายาวนานและ “กัดเซาะบั่นทอน” อำนาจโดยเฉพาะทางอุดมการณ์ของรัฐจารีตลงไปไม่น้อย มากกว่าราชวงศ์ใดในอดีต หาประวัติศาสตร์ประเทศใดในโลกมาเปรียบได้ยาก
ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญไทยประสบความสำเร็จในการสร้าง “ระบอบเผด็จการแบบประชาธิปไตย” แม้แต่การปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารก็ไม่อาจทำได้ เป็นเรื่องที่ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นท่ามกลางการปฏิบัติของสถาบันยุติธรรม นักนิติศาสตร์ให้คำตอบว่ามาจากการครอบงำของอำนาจนอกกฎหมาย และการสมยอมของนักกฎหมายในระบบ
แต่ในบทวิพากษ์นี้ผู้เขียนเสนอแนววิเคราะห์ใหม่ว่า
อยู่ที่นวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญที่ยอดเยี่ยมที่สุดของไทย : การเปลี่ยนการศึกษาจากต่างประเทศจาก “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น “หลักฐานทางอาญา” ทำให้เกิด “วรรณะจัณฑาลทางวิชาการ” เป็นครั้งแรกของโลก-นั่นคือปัญญาชนในประเทศที่อันตรายเกินไปสำหรับประชาธิปไตยของตนเอง
ข้อสรุปของเขาคือ ประเทศไทยได้ทำสิ่งที่เหลือเชื่อ
“สังหารประชาธิปไตยด้วยอาวุธแบบประชาธิปไตยในขณะที่ทำให้การสังหารดูเหมือนการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ นักวิชาการที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศของไทย-ผู้เงียบงัน ผู้ไร้ความสามารถ ผู้ถูกตอนตามรัฐธรรมนูญ-เป็นมากกว่าผู้เคราะห์ร้ายทางวิชาการ พวกเขาคือ “นกคีรีบูนในเหมืองถ่านหินของประชาธิปไตย” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญสามารถกลายเป็นความตายทางรัฐธรรมนูญได้เมื่อถูกใช้ด้วยความซับซ้อนที่เพียงพอ ประเทศไทยไม่ได้ทำลายแนวคิดทางการเมืองด้วยรถถังหรือห้องทรมาน-มันได้ทำในสิ่งที่เผด็จการทุกคนฝันถึงแต่ไม่มีใครทำสำเร็จ : การทำให้พลเมืองยอมจำนนต่อความสามารถในการคิดทางการเมืองด้วยความเต็มใจ โดยเชื่อว่าพวกเขากำลังปกป้องประชาธิปไตยในขณะที่กำลังมีส่วนร่วมในการสังหารที่สมบูรณ์แบบของมัน สิ่งที่อันตรายที่สุดที่ประเทศไทยสร้างขึ้นไม่ใช่ระบอบเผด็จการของมัน แต่มันคือ “แผนที่รัฐธรรมนูญ” ที่มอบให้สำหรับการฆ่าตัวตายของประชาธิปไตย”
ผู้เขียนใช้ประโยชน์จากการศึกษาความคิดการเมืองเปรียบเทียบ เพื่อทำให้เห็นว่าระบอบรัฐธรรมนูญได้แปรรูปเปลี่ยนวิญญาณได้อย่างไร
คำที่เป็นมโนทัศน์หลักคือ
“เมื่อกฎหมายกำจัดเหตุผลทางกฎหมาย” อันนี้เป็นมูลฐานของการรื้อสร้างคติกฎหมาย นั่นคือต้องกำจัดความเป็นเหตุผลออกไปจากระบบกฎหมายไทยให้ได้เสียก่อน
จากนั้นการสร้างคติแนวคิดและหลักการไปถึงเหตุผลใหม่แบบที่ต้องการก็จะมาถึงได้อย่างไร้ข้อโต้แย้ง
นักคิดแรกที่เขาใช้ในการอธิบายกระบวนการดังกล่าว ได้แก่ Carl Schmitt จากแนวคิดเรื่อง “ภาวะข้อยกเว้นขององค์อธิปัตย์” ในขณะที่ Schmitt ตั้งทฤษฎีว่า “องค์อธิปัตย์คือผู้ที่ตัดสินใจในภาวะข้อยกเว้น” ประเทศไทยได้ทำให้ “ภาวะข้อยกเว้น” นี้ถาวรและมองไม่เห็น มาตรา 112 ทำงานในลักษณะที่เราอาจเรียกว่า “กฎหมายแบบชเรอดิงเงอร์” (Schr?dinger’s Law) “ซึ่งอยู่ในสถานะที่สงบนิ่งและอันตรายถึงชีวิตไปพร้อมกัน สร้างสภาวะควอนตัมทางกฎหมายที่การวิเคราะห์ทางการเมืองใดๆ ก็ตามจะดำรงอยู่ในสภาวะซ้อนทับระหว่างการเป็นวิชาการที่ชอบด้วยกฎหมายและการหมิ่นประมาททางอาญา จนกว่าจะถูกจับตามองโดยเจ้าหน้าที่รัฐ นี่เป็นความก้าวหน้าทางนิติศาสตร์ : กฎหมายที่กำจัดความคาดเดาได้ทางกฎหมายในขณะที่ยังคงรักษาความชอบธรรมทางกฎหมายไว้ได้”
นักคิดคนที่สองคือ Hans Kelsen ด้วยการแปลง “บรรทัดฐานพื้นฐาน” (basic norm) ของกฎหมาย ให้กลายเป็นสิ่งที่เราอาจเรียกว่า “บรรทัดฐานต่อต้าน” (the anti-norm)
“หลักการทางกฎหมายที่กำจัดความเป็นไปได้ของการวิเคราะห์ทางกฎหมาย กฎหมายเซ็นเซอร์แบบดั้งเดิมจะห้ามเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง แต่นวัตกรรมของไทยห้าม “กระบวนการทางปัญญา” ที่จำเป็นต่อการสร้างเนื้อหาที่ถูกห้าม กฎหมายไม่ได้แบนการวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่มันแบน “ขีดความสามารถทางปัญญา” ที่จำเป็นต่อการเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้”
นำไปสู่การสร้างสิ่งที่เราต้องเรียกว่า “การแบ่งแยกทางรัฐธรรมนูญ” (constitutional schismogenesis)-ระบบที่สร้างเงื่อนไขสำหรับการทำลายตัวเองทางปัญญา โดยใช้แนวคิดทางมานุษยวิทยาของ Gregory Bateson
“กรอบรัฐธรรมนูญของไทยสร้างความแตกต่างทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดจะกำจัดความเป็นไปได้ของการวิเคราะห์รัฐธรรมนูญ ยิ่งประเทศไทยผลิตนักวิชาการที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศมากเท่าไร ประเทศก็จะยิ่งกลายเป็นอันตรายต่อตนเองในทางรัฐธรรมนูญมากขึ้นเท่านั้น ก่อให้เกิดวงจรป้อนกลับที่สมบูรณ์ของการทำลายตนเองทางปัญญา”
บทความใช้ความคิดของฟูโกต์ที่โด่งดังยิ่งในวงวิชาการไทย กล่าวคือระบบของไทยอยู่เหนือกฎหมายเซ็นเซอร์แบบดั้งเดิมผ่านสิ่งที่ฟูโกต์เรียกว่าเป็น “อำนาจเชิงวินัย” (disciplinary power) ที่สมบูรณ์แบบ แทนที่จะห้ามแนวคิดที่เฉพาะเจาะจง มันกลับทำให้ “ขีดความสามารถทางปัญญา” สำหรับการวิเคราะห์ทางการเมืองเองเป็นสิ่งผิดปกติทางกฎหมาย
นักวิชาการไทยที่จบจากต่างประเทศไม่ได้เรียนรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถพูดอะไรได้ แต่พวกเขากลับเรียนรู้ว่าความสามารถในการคิดทางการเมืองของพวกเขาเป็นอาชญากรรมตามรัฐธรรมนูญ
ระบบไม่ได้ห้ามหนังสือ แต่มันห้าม “เครื่องมือทางปัญญา” ที่จำเป็นสำหรับการเขียนหนังสือเหล่านั้น
ที่หนักหน่วงคือเมื่อเขาวิพากษ์ว่านักวิชาการไทยที่จบการศึกษาจากต่างประเทศกลายเป็น “คนไร้สัญชาติทางปัญญา” ในบ้านเกิดของตนเอง อันเป็นแนวคิดของฮันนาห์ อาเร็นด์
“นักวิชาการเหล่านี้มีความสามารถในการวิเคราะห์ที่รัฐธรรมนูญของพวกเขานิยามว่าเป็นการคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐ พวกเขาเป็นทั้งนักรัฐศาสตร์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดของไทยและเป็นพลเมืองที่น่าสงสัยที่สุดตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนสิ่งที่ Giorgio Agamben เรียกว่า “ชีวิตเปล่า” (bare life) การดำรงอยู่ของมนุษย์ที่ถูกปลดเปลื้องจากสิทธิทางการเมือง”
กับดักของวิทยานิพนธ์เผยให้เห็นอัจฉริยภาพทางนิติศาสตร์ของไทย หรือปฏิบัติการเซ็นเซอร์ตนเองทางวิชาการที่ทำให้การศึกษาจากต่างประเทศของตนเองไร้ค่า
ประเทศไทยได้ทำในสิ่งที่ระบอบเผด็จการใฝ่ฝันถึง : การทำให้การศึกษาในระดับปริญญาเอกเป็นรูปแบบหนึ่งของการสารภาพความเชื่อทางอุดมการณ์ ที่ซึ่งหัวข้อวิจัยกลายเป็นการทดสอบความจงรักภักดีทางการเมืองที่ถูกบังคับใช้ย้อนหลัง
บทวิพากษ์ดำเนินต่อไปยัง “คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนของความเป็นไปไม่ได้ทางรัฐธรรมนูญนี้ในรูปแบบสถาบัน ก่อตั้งขึ้นเพื่อวิเคราะห์ระบบการเมือง แต่ปัจจุบันกลับดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้การวิเคราะห์ทางการเมืองเป็น “การกบฏทางรัฐธรรมนูญ”
นักศึกษาเรียนทฤษฎีความยุติธรรมของ John Rawls ในขณะที่อาศัยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึง
ศึกษาเรื่องระบอบหลายอำนาจ (polyarchy) ของ Robert Dahl ในขณะที่อยู่ในสิ่งที่ Larry Diamond จะจัดประเภทเป็น “ระบอบเผด็จการแบบมีการแข่งขัน” มหาวิทยาลัยได้กลายเป็นสถาบันแบบคาฟคา (Kafkaesque institution) คณะรัฐศาสตร์ที่ไม่สามารถฝึกฝนรัฐศาสตร์ได้จริง”
คณะรัฐศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ดฝึกฝนนักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญชาวไทยที่ไม่สามารถวิเคราะห์รัฐธรรมนูญของไทยได้จริง
สถาบันการศึกษาตะวันตกได้กำไรจากการส่งออกทางปัญญาที่พวกเขารู้ดีว่าในที่สุดจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง
สร้างสิ่งที่เราอาจเรียกว่า “การล่าอาณานิคมทางวิชาการแบบย้อนกลับ” การสกัดแรงงานทางปัญญาในขณะที่ส่งคืนความเป็นไปไม่ได้ทางรัฐธรรมนูญ”
ทั้งหมดนั้นคือประเทศไทยได้สร้างสิ่งที่ Pierre Bourdieu เรียกว่า “ทุนทางวัฒนธรรมแบบกลับด้าน”-ที่ซึ่งความสำเร็จทางการศึกษาจะกลายเป็นภาระทางสังคม รัฐให้รางวัลแก่ความสามารถทางปัญญาในระดับปานกลางและลงโทษความเป็นเลิศทางปัญญา สร้างระบบการต่อต้านคุณธรรมที่สมบูรณ์แบบในรูปแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
แน่นอนมีความพยายามต่อต้านและต่อสู้เท่าที่ทำได้จากนักวิชาการไทย ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาวะสมองไหล (brain drain) ที่เกิดขึ้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการย้ายถิ่นฐานทางเศรษฐกิจ
นักปัญญาชนเหล่านี้ไม่ได้แสวงหาโอกาสที่ดีกว่า พวกเขาคือนักปัญญาชนที่หลบหนีสิ่งที่ Joseph Raz จะเรียกว่า “ความผิดปกติทางกฎหมาย” (legal pathology) ที่ซึ่งกฎหมายทำลายเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการใช้เหตุผลทางกฎหมาย
ประเทศไทยสูญเสียปัญญาชนที่ซับซ้อนที่สุดของตนไป ไม่ใช่เพราะปัจจัยทางตลาด แต่เพราะ “การก่อการร้ายทางรัฐธรรมนูญ”
สร้างสิ่งที่ Benedict Anderson จะยอมรับว่าเป็น “ชุมชนจินตนาการ” (imagined communities) ของวาทกรรมทางปัญญาที่ถูกเนรเทศ
“สิ่งนี้แสดงถึงสิ่งที่ Carl Popper จะเรียกว่า “ความขัดแย้งของความอดทน” (the paradox of tolerance) ที่กลับด้านในรูปแบบรัฐธรรมนูญ Popper โต้แย้งว่าความอดทนที่ไม่จำกัดต้องจำกัดความไม่อดทนเพื่อรักษาความอดทนไว้ แต่ประเทศไทยใช้ความไม่อดทนที่ไม่จำกัดที่จำกัดความอดทนเพื่อรักษาความไม่อดทน รัฐธรรมนูญยอมรับทุกสิ่งยกเว้นความสามารถในการวิเคราะห์ที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ สร้างระบอบเผด็จการแบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบผ่านความซับซ้อนทางกฎหมายมากกว่าการปราบปรามด้วยความรุนแรง”
บทวิพากษ์เสนอมิติการมองปัญหาอย่างพิสดาร กล่าวว่ากลไกการรัฐประหารเพิ่มมิติใหม่ให้กับความผิดปกติทางรัฐธรรมนูญนี้ การแทรกแซงทางทหารทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันทางรัฐธรรมนูญของไทย โดยจะทำงานเมื่อใดก็ตามที่การวิเคราะห์ทางปัญญาคุกคามเสถียรภาพของระบบ
นักวิชาการที่จบจากต่างประเทศเข้าใจว่าหัวข้อวิจัยบางอย่างไม่ได้แค่คุกคามอาชีพการงาน แต่มันคุกคามสมดุลทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิด “การป้องกันทางการทหาร” ต่อเหตุผลทางประชาธิปไตย
ปริญญาเอกของพวกเขากลายเป็น “สารก่อภูมิแพ้ทางรัฐธรรมนูญ”
ความสามารถในการวิเคราะห์ของพวกเขากลายเป็น “สิ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทางรัฐธรรมนูญ”
ในที่สุดประเทศไทยได้ค้นพบวิธีการใหม่ในการสร้าง “ระบอบเผด็จการแบบมีการแข่งขัน” (competitive authoritarianism) ของ Giovanni Sartori ด้วยการทำประชาธิปไตยในขณะที่กำจัดเนื้อหาของประชาธิปไตย และระบอบเผด็จการอย่างนุ่มนวล (soft totalitarianism)
คำตอบอยู่ที่การกำจัดเหตุผลทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถลงคะแนนได้
แต่ผู้แทนของพวกเขาไม่สามารถเป็นตัวแทนของแนวคิดและนโยบายที่อาจกระทบต่อการดำรงอยู่ของชนชั้นจารีตและทุนอุปถัมภ์ทั้งหลาย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
