บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (82)
“ปริศนาแห่งมิตรภาพ”
มักเข้าใจกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างจอมพล ป.พิบูลสงคราม กับนายปรีดี พนมยงค์ ได้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดหลังความสำเร็จในการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 16 กันยายน พ.ศ.2500 โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ลี้ภัยผ่านกัมพูชาไปอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและยุติบทบาททางการเมืองลงอย่างถาวร ขณะที่นายปรีดี พนมยงค์ ก็ยังคงลี้ภัยอยู่ที่เมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่หลังความล้มเหลวในกบฏวังหลวงเมื่อ พ.ศ.2492
แต่งานค้นคว้า “อำนาจ 2” ของ รุ่งมณี เมฆโสภณ ได้เปิดเผยให้เห็นสายใยมิตรภาพของสองผู้เฒ่าแห่งคณะราษฎรที่ยังคงดำรงอยู่เพื่อ “กระทำการบางอย่าง” อันเป็นปริศนาจนทุกวันนี้
กวาดล้างใหญ่หลังปฏิวัติ
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติสำเร็จเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 นั้น รัฐบาลทั้งของนายพจน์ สารสิน และจอมพลถนอม กิตติขจร ยังเปิดโอกาสให้คนไทยจำนวนหนึ่งเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แม้จะยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันโดยให้รับผิดชอบตัวเอง แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหารรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร แล้วขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียเองเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 ก็เกิดการกวาดล้างจับกุมผู้ที่เดินทางกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นการใหญ่ รวมทั้งผู้ที่เป็นปรปักษ์ทางการเมือง มีการปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารด้วยการปิดหนังสือพิมพ์เป็นจำนวนมาก ฯลฯ เป็นที่พอใจของสหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อย่างเต็มที่
นโยบายจับกุมแบบเหวี่ยงแหด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้เรือนจำลาดยาวหรือเรือนจำกลางคลองเปรมกลายเป็นศูนย์รวมของบุคคลที่มีความคิดทางการเมืองทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้รักความเป็นธรรมทั่วไป นิสิตนักศึกษา ปัญญาชน พระสงฆ์ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักกฎหมาย นักการเมืองจากหลายพรรค ผู้นำกรรมกร จนถึงแกนนำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ในจำนวนนี้มีนายสังข์ พัธโนทัย คนสนิทของจอมพล ป.พิบูลสงคราม รวมอยู่ด้วย
นายสังข์ พัธโนทัย
นายสังข์ พัธโนทัย เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2458 ที่จังหวัดสมุทรปราการ เริ่มเข้าเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ สอบได้ทุนเล่าเรียนของจังหวัดจนจบวิชาครูประถม ในปี 2476 เมื่ออายุได้ 18 ปี ได้รับการบรรจุเป็นครูครั้งแรกที่โรงเรียนวัดทรงธรรม อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จนถึงปี พ.ศ.2481 ได้โอนย้ายมาอยู่กรมโฆษณาการ ประจำแผนกวิทยุกระจายเสียง ต่อมาเมื่อรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ โดยเริ่มให้มีงานเฉลิมฉลองครั้งแรกในปี พ.ศ.2482 พระราชธรรมนิเทศ (เพียร ราชธรรมนิเทศ) ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากองโฆษณาวันชาติโดยมีนายสังข์ พัธโนทัย เป็นเลขานุการ ได้มีการจัดรายการเพื่อโฆษณาความสำคัญของวันชาติ โดยให้มีตัวละครสมมุติขึ้นมา 2 คน คือ “นายมั่น ชูชาติ” และ “นายคง รักไทย” ซึ่งเดิมอาศัยเจ้าหน้าที่ในกรมโฆษณาการที่ว่างเว้นจากภารกิจประจำเป็นผู้ให้เสียง ต่อมาภายหลังนายสังข์ พัธโนทัย ได้เป็นผู้ให้เสียงในบทบาท “นายมั่น ชูชาติ” ซึ่งรายการนี้ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลไปยังประชาชนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย จนได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมาก
การเป็นนักโฆษณาในรายการวิทยุ “นายมั่น-นายคง” ซึ่งออกอากาศทุกวัน เวลา 07.00 น. นายสังข์ พัธโนทัย ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม อย่างเต็มที่ โดยรูปแบบรายการจะเป็นบทสนทนาระหว่าง “นายมั่น-นายคง” ในประเด็นต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ หรือประเด็นที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนปฏิบัติ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาสาระทั้งหมดผ่าน “จดหมายซองเหลือง” ที่ส่งมาให้ทุกๆ วัน ซึ่งจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชื่นชอบรายการนี้มาก แม้ว่าในขณะนั้นจะยังไม่รู้จักกับนายสังข์ พัธโนทัย เป็นการส่วนตัวก็ตาม
นโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ล้วนแต่ได้รับการโฆษณาผ่านรายการ “นายมั่น-นายคง” มาแล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะนโยบายรัฐนิยมและนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อครั้งที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ริเริ่มให้มีการใช้คำทักทายว่า “สวัสดี” ก็ได้ใช้รายการ “นายมั่น-นายคง” นี้ เป็นช่องทางในการโฆษณา โดยเป็นประโยคพูดเปิดเข้ารายการว่า “สวัสดีมีชัย” เพื่อให้ประชาชนทั่วไปนำไปใช้ จนกระทั่งกลายเป็นคำทักทายจนถึงปัจจุบัน
ผลงานอันเป็นที่พอใจเหล่านี้ทำให้นายสังข์ พัธโนทัย ได้เป็น “คนสนิท” ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในที่สุด รวมทั้งกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญในช่วงที่ไทยเข้าเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2488 ได้มีการจัดตั้งศาลอาชญากรสงครามขึ้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกจับกุมในฐานะอาชญากรสงคราม พร้อมกับคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นายสังข์ พัธโนทัย ซึ่งถูกจำขังในห้องขังเดียวกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในห้องขังโรงพักศาลาแดง ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่เรือนจำกลางจังหวัดพระนครและธนบุรี ทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ประมาณ 6 เดือน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัว จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลายเป็นนายทหารนอกราชการ ส่วนนายสังข์ พัธโนทัย ประกอบอาชีพอิสระเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์
ต่อมาเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กลับขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2491 หลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 มีความต้องการให้นายสังข์ พัธโนทัย เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรีด้วย แต่นายสังข์ พัธโนทัย ปฏิเสธโดยขอช่วยงานในฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวเรื่อยมา และได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “เสถียรภาพ” ที่รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลโดยได้ใช้ความสามารถของนักหนังสือพิมพ์และนักโฆษณาชวนเชื่อผสมผสาน ทำให้หนังสือฉบับนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเวลา 10 ปีที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังได้เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์อีก 2 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย “ธรรมาธิปัตย์” และหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า “Bangkok Tribune”
ระหว่างปี พ.ศ.2492-2495 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง นายสังข์ พัธโนทัย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการใหญ่สมาคมกรรมกรไทย หรือเรียกกันว่า “กรรมกรฝ่ายเหลือง” เพื่อดึงมวลชนกรรมกรให้มาอยู่กับรัฐบาล นายสังข์ พัธโนทัย ได้จัดตั้ง “สันนิบาตเสรีชนต่อต้านคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ต่อมากลายเป็น “สันนิบาตเสรีชนแห่งประเทศไทย” โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำสงครามจิตวิทยาต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้นายสังข์ พัธโนทัย มีความใกล้ชิดกับนายนอร์แมน บี. ฮันนาห์ (Norman B. Hannah) เลขานุการโท ประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับซีไอเอและมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านนายปรีดี พนมยงค์ รวมทั้งยังได้ใกล้ชิดกับนายอาร์ชี แมคเคนซี (Archie MacKenzie) แห่งสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยอีกด้วย
ในช่วง “การเมืองสามเส้า” (พ.ศ.2495-2500) จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายรอยัลลิสต์ และเกิดปัญหาความไม่ลงรอยกันระหว่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ส่งผลให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงต้องการสร้างฐานมวลชนของตนขึ้นมา ในการนี้จึงได้มอบหมายให้นายสังข์ พัธโนทัย เป็นทูตลับ เพื่อเจรจากับนายปรีดี พนมยงค์ ให้กลับมาร่วมต่อสู้กับฝ่ายรอยัลลิสต์ จนนำไปสู่การประสานงานอย่างลับๆ กับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายสังข์ พัธโนทัย เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดให้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
เพื่อเป็นหลักประกันถึงความจริงใจในการสานสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นายสังข์ พัธโนทัย จึงได้ส่งบุตรชาย คือ นายวรรณไว พัธโนทัย และ น.ส.นวลนภา (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สิรินทร์) พัธโนทัย ไปอยู่ประเทศจีน โดยอยู่ในความอุปการะของนายโจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีของประเทศจีน
วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภารกิจดังกล่าวจึงสิ้นสุดลง
นายสังข์ พัธโนทัย ยังคงอาศัยอยู่ในประเทศไทยมิได้ติดตามจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไปด้วย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
