bg-single

สงครามโดรน (2) ขอชวนคุยต่อ

17.09.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (2)

ขอชวนคุยต่อ

“รถถังคือ ตัวอย่างของแนวโน้มในการใช้เทคโนโลยีทหารเพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ ที่มีมากกว่าสิ่งที่ผู้ประดิษฐ์ได้คิดไว้”

Christopher Bellamy

The Evolution of Modern Land Warfare (1990)

การกลับไปเรียนหนังสือในระดับปริญญาเอกครั้งนี้ ผมไม่มีพันธะทางใจของการเป็น “ผู้นำนักศึกษาฝ่ายซ้าย” ต่างจากช่วงที่เรียนในระดับปริญญาโท ที่ยังคงพกเอาอารมณ์และความรู้สึกแบบ “นักศึกษาฝ่ายซ้าย” ติดตัวอยู่พอสมควร จำได้ดีว่ามีเพื่อนฝ่ายซ้ายอเมริกันมาชวนไปเที่ยวนิการากัวหลังการปฏิวัติ แต่ติดด้วยเงื่อนไขของการถือวีซ่าต่างชาติ ทำให้การออกไปยังประเทศเช่นนั้นแล้ว อาจกลับเข้าสหรัฐไม่ได้

ไม่เช่นนั้นแล้ว ผมคงมีโอกาสได้เห็นความสำเร็จอีกครั้งของฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกาหลังการปฏิวัติคิวบา หรือมีเพื่อนอเมริกันชวนไปเยี่ยมชมคิวบา เพื่อสัมผัสกับความเป็นสังคมนิยมของคาสโตร ผมยังมีความรู้สึกอยากไปเห็นของจริงด้วยยังมีอารมณ์แบบฝ่ายซ้ายอยู่ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ไป

ความรู้สึกที่ยังเป็นแบบฝ่ายซ้ายทำให้ความสนใจเรื่องทหารออกไปในแบบ “ซ้ายฝรั่ง” คือสนใจอย่างมากในเรื่องกำเนิดและพัฒนาการของ “ลัทธิเสนานิยม” (Militarism) หรือสนใจในความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐกับกองทัพ” เช่นในแบบพวกปีกซ้ายยุโรป ทำให้งานเขียนในยุคนั้นเป็นเรื่อง “รัฐกับกองทัพในประเทศโลกที่ 3” จนต้องยอมรับว่า งานทางวิชาการในยุคเรียนปริญญาโทของผมได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปีกซ้ายยุโรป

แต่เมื่อต้องกลับไปเรียนปริญญาเอกนั้น อารมณ์การเมืองแบบเก่าที่ติดมาจาก “เหตุการณ์เดือนตุลาฯ” ต้องขอพับเก็บไป เพราะด้านหนึ่งต้องเรียนหนัก เพื่อให้สามารถผ่านข้อกำหนดต่างๆ ได้ และอีกอย่างผมต้องตระเตรียมหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นมาโดยตลอดว่า จะขอเขียนเรื่องกองทัพไทย และหัวข้อที่อยากเขียนมากที่สุดคือ “นโยบายการป้องกันประเทศของไทย” (Thai Defense Policy) ที่เป็นเหมือนส่วนต่อจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่เขียนเรื่องความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับสหรัฐในช่วงสงครามเย็นจากปี 1947-1977 (พ.ศ. 2490-2520)

ในภาวะเช่นนี้ ผมขอลงเรียนทุกวิชาที่เปิดการสอนเรื่องทหารและ/หรือความมั่นคง หรือในบางกรณีขอลงทะเบียนไปนั่งฟังวิชาในหัวข้อทางด้านนี้ทั้งหมด… ขอให้เป็นเรื่องทหารหรือความมั่นคง ผมจะขอเรียน ขอไปฟังหมด ซึ่งดังที่กล่าวแล้วการเรียนครั้งนี้เป็นการ “เปิดโลกทัศน์วิชาทหาร” ของผมอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาล้วนเป็นการเรียนแบบ “ครูพักลักจำ” ทั้งสิ้น และอ่านตำราทหารของโลกตะวันตกในแบบรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างตามวุฒิภาวะที่เป็นจริงของชีวิต

อย่าถูกทหารหลอก!

การเรียนวิชาทหารและความมั่นคงในมหาวิทยาลัยพลเรือนอย่างเป็นระบบเช่นนี้ สนองความต้องการ “อยากรู้-อยากเรียน” ของผมโดยตรง และในการเรียนบางวิชานั้น อาจารย์ผู้สอนประกาศเลยว่า เรากำลังถูกเทรนให้เป็น “นักวิเคราะห์ด้านการทหาร” (defense analyst) ที่อาจจะต้องเข้าไปทำงานเป็นฝ่ายอำนวยการพลเรือนในกระทรวงกลาโหม หรือเป็นนักวิเคราะห์ในคณะกรรมาธิการของรัฐสภา หรือเป็นนักวิจัยใน “think tanks” ด้านความมั่นคง

คำสั่งแรกของอาจารย์ในการเรียนวิชาทหารที่ผมจดจำจนถึงปัจจุบัน คือ “อย่าถูกทหารหลอก!” เพราะเมื่อเดินเข้าไปทำงานในเพนตากอนแล้ว ข้อมูลจะล้นหลาม และมีข้อมูลทุกเรื่องเต็มไปหมด ฉะนั้น ต้องอ่านข้อมูลเหล่านั้นให้ได้ และจะต้องไม่ “ถูกหลอก” โดยตัวเลขที่มีคนสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเรา ซึ่งผมถูกระบบอเมริกันฝึกมาเช่นนั้น จึงถือเสมอว่า ตัวเองในวันนี้เป็นฝ่ายอำนวยการของสังคมพลเรือนไทย

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดจากการเรียนในขณะนั้น คือการฝึกพลเรือนชาวอเมริกันอย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมบุคลากรเข้าสู่ระบบงานความมั่นคงของประเทศ เพราะการเรียนการสอนในลักษณะเช่นนี้ มีในหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซึ่งเราอาจเรียกว่าเป็น “กระบวนการสร้างนักความมั่นคงพลเรือน” สำหรับสังคมอเมริกัน ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม รัฐสภา หรือองค์กรอิสระที่ทำงานด้านนโยบาย (คือบรรดา think tanks) ซึ่งเป็นเสาหลักหนึ่งของงานความมั่นคงของสังคมอเมริกัน หรือในสังคมยุโรปก็ไม่แตกต่างกัน จนกล่าวกันว่า “think tanks” เหล่านี้ เป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับความมั่นคงในโลกตะวันตก

อีกทั้งการเปิดการเรียนการสอนในวิชาทางทหารของมหาวิทยาลัยพลเรือนในสังคมอเมริกัน ยังเป็นภาพสะท้อนถึงการขยายขอบเขตขององค์ความรู้ ที่เดิมวิชาเช่นนี้รวมศูนย์อยู่กับคนที่แต่งเครื่องแบบในสังคมทหารเท่านั้น หากแต่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วิชาดังกล่าวได้ขยายไปสู่สังคมพลเรือนอย่างกว้างขวาง

การขยายขอบเขตทางวิชาการเช่นนี้ ทำให้ตัวสังคมการเมืองที่มีนัยถึงรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือมีข้อพิจารณามากขึ้นด้วย และสิ่งนี้ในบริบททางการเมืองก็คือ องค์ประกอบของความเป็น “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” (Modern Democracy) ที่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับความมั่นคงไม่ใช่เรื่องต้องห้าม หรือจะเป็นประชาธิปไตยต้องไม่เอาความมั่นคง

ที่กล่าวมาเช่นนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นในเชิงหลักการว่า “ประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ของกองทัพ” และในกระบวนการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ มีปัญหาความมั่นคงที่ยังคงต้องมีกองทัพเป็นเครื่องมือหลักของรัฐ มิใช่กองทัพดำรงอยู่เฉพาะในสังคมเผด็จการอย่างที่บรรดาพวก “เสรีนิยมสุดโต่ง” เชื่อ และกระบวนการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ก็ไม่เคยเรียกร้องให้มีการยกเลิกการมีกองทัพแต่อย่างใด

โลกเก่าในวิชาทหาร

การเรียนวิชาทหารในแบบพลเรือนอเมริกันเช่นนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ผมได้เรียนเรื่องของความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเรื่องทางทหารอย่างที่ชอบ และได้เรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ แต่ไม่มีความรู้จริงจังมาก่อน คือเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ ยังจำได้ดีว่า เรียนการคำนวณการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เหนือเมืองของสหภาพโซเวียตว่า การปล่อยระเบิดที่ความสูงเท่าใด จึงจะมีอำนาจในการทำลายสูงสุด (อย่าเพิ่งตั้งคำถามประเด็นด้านมนุษยธรรมนะครับ เพราะเรากำลังเรียนเรื่องของการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์!)

ในการเรียน เราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขสมัยใหม่ แต่คำนวณจาก “สไลด์รูล” (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือการคำนวณแบบเก่าของยุคอะนาล็อก (ก่อนการเข้ามาของเครื่องคิดเลขในปัจจุบัน)… เคยคิดเล่นๆ ว่า ผมน่าจะเป็นพลเรือนคนเดียวที่ถูกจับฝึกเรียนมาในแบบนี้

อีกหัวข้อหนึ่งที่ยังจำได้ คือคำนวณการปราบเรือดำน้ำผ่านการใช้อากาศยานในสงครามต่อต้านเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare) เรียนแล้วทำให้ได้ข้อสรุปประการหนึ่งที่สำคัญว่า เรือดำน้ำไม่ได้มีพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม เพราะสุดท้ายแล้ว การใช้อากาศยานปราบเรือดำน้ำและระบบตรวจจับที่ทันสมัยของเทคโนโลยีทหารสมัยใหม่ อาจทำให้เรือดำน้ำกลายเป็น “สุสานทางทะเล” ได้ไม่ยาก

ว่าที่จริง สงครามต่อต้านเรือดำน้ำในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้ทั้งอากาศยานปราบเรือดำน้ำ หรือเรือพิฆาตที่ติดตั้งโซนาร์และระเบิดน้ำลึก ในการเป็น “นักล่า” นั้น ได้สร้างความน่ากลัวให้กับผู้การเรือดำน้ำเสมอมา ซึ่งเรื่องราวเช่นนี้คือ คำบอกเล่าที่อาจจะไม่ถูกใจบรรดาผู้สมาทาน “ลัทธิเรือดำน้ำนิยม” ทั้งหลาย

ผมไม่ปฏิเสธเลยว่า หลังการเรียนเรื่องสงครามต่อต้านเรือดำน้ำครั้งนั้นแล้ว ผมไม่เคยเชื่อเลยว่า รัฐขนาดเล็กที่มีทรัพยากรทางทหารจำกัด ควรลงทุนเรื่องเรือดำน้ำ เพราะเรือดำน้ำเป็นระบบอาวุธหนัก ที่ต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ และต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอีกส่วนที่ไม่พูดกันมากนัก คือการสร้าง “อู่แห้ง” ที่มีราคาสูง และเรือดำน้ำเป็น “ธุรกิจอาวุธผูกขาด” ถ้าเราซื้อเจ้านี้แล้ว ก็ต้องซื้อของเขาต่อไปในอนาคต

ถ้าคิดในภาพของการป้องกันประเทศนั้น การลงทุนด้านอากาศยานในภารกิจนี้ อาจมีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าคิดว่าจะใช้เรือดำน้ำในภารกิจเชิงรุก ก็ไม่อาจรุกได้จริง เพราะความจำกัดของจำนวนเครื่องมือที่รัฐมี

ดังนั้น ผมจึงถูกฝึกให้คิดตั้งแต่ตอนเรียนวิชาทหารว่า อะไรคือการลงทุนที่คุ้มค่าในนโยบายป้องกันประเทศ ไม่ใช่คำถามว่า อะไรคือการลงทุนที่ผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพคิดอยากได้ในการป้องกันประเทศ การคิดเช่นนั้นจะมุ่งอยู่กับความต้องการหลักของผู้บังคับบัญชา จนทำให้นโยบายการป้องกันประเทศกลายเป็น “นโยบายแยกส่วน” เพราะจะไม่คิดใช้เครื่องมือทางทหาร ที่เกินกว่ามิติทางภูมิศาสตร์ของเครื่องมือนั้นทำงานได้

ว่าที่จริงเครื่องมือทางทหารสมัยใหม่ที่มีองค์ประกอบของเทคโนโลยีสมรรถนะสูง ได้ฝ่าข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการเป็น “อำนาจการโจมตีสมัยใหม่” ของโลกทางทหารในยุคปัจจุบัน จนอาจเกินความรับรู้และความเข้าใจของผู้นำทหาร ที่มีชีวิตและความสุขสบายอยู่ในโลกทางทหารแบบเก่าที่พวกเขาคุ้นชิน

จะรบอย่างไร?

อีกส่วนหนึ่งของการเรียนที่จำมาจนถึงปัจจุบันคือ การสอบสุดท้ายผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยการเล่นบทเป็นเสมือนผู้บังคับบัญชาในระดับยุทธบริเวณ ที่มีกำลังพล อาวุธ และงบประมาณในมือ และต้องทำการรบกับกองทัพแดง ที่เปิดการรุกผ่านโปแลนด์เข้าตีเยอรมันตะวันตก ในแต่ละช่วงเวลาที่สงครามเดินไปนั้น พวกเราที่ทำข้อสอบจะต้องเอางบประมาณที่มีไปแลกเป็นกำลังพล (กองพล/กรม) หรือจะแลกเป็นอาวุธหนักแบบใด เพื่อที่จะทำการรบให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เมื่อหมดเวลาการสอบแล้ว คำตอบคือการลงทุนที่เกิดในช่วงเวลาที่เราควบคุมการยุทธ์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น เราจะสามารถยันการเข้าตีของกองทัพแดงได้มากที่สุดเป็นระยะทางเท่าใดจากพรมแดนที่เป็นจุดเริ่มต้นการรุกของข้าศึก ผมคิดว่าบทเรียนการสอบแบบนี้ คือการสอนให้เราในฐานะของการเป็นผู้บังคับบัญชาต้องคิดถึงการใช้งบประมาณทางทหารที่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด และคอมพิวเตอร์ไม่โกหกเรา

เนื่องจากถ้าเราลงทุนงบประมาณแลกเป็นกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว คำตอบในข้อสอบจะชัดเจนว่า เราจะยันการรุกของกองทัพข้าศึกไม่ได้ไกล และผลที่เป็นรูปธรรมคือ เราจะได้คะแนนสอบไม่ดีแน่ เพราะไม่สามารถใช้งบประมาณที่จะเปลี่ยนเป็นเครื่องมือทางทหารที่มีความคุ้มค่าในการทำสงคราม และที่สำคัญการสอบนี้สอนถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีทหารที่ปรากฏในรูปของอาวุธว่า อาวุธอะไรที่จะมีประสิทธิภาพในการรับมือกับการเข้าตีของข้าศึก

การเรียนเช่นนี้ส่วนใหญ่ที่สุดคือ การตัดสินใจเลือกการลงทุนทางทหาร ประกอบกับระหว่างที่ผมเรียนอยู่นั้น เทคโนโลยีทหารเริ่มก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง