ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามโดรน (2)
ขอชวนคุยต่อ
“รถถังคือ ตัวอย่างของแนวโน้มในการใช้เทคโนโลยีทหารเพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ ที่มีมากกว่าสิ่งที่ผู้ประดิษฐ์ได้คิดไว้”
Christopher Bellamy
The Evolution of Modern Land Warfare (1990)
การกลับไปเรียนหนังสือในระดับปริญญาเอกครั้งนี้ ผมไม่มีพันธะทางใจของการเป็น “ผู้นำนักศึกษาฝ่ายซ้าย” ต่างจากช่วงที่เรียนในระดับปริญญาโท ที่ยังคงพกเอาอารมณ์และความรู้สึกแบบ “นักศึกษาฝ่ายซ้าย” ติดตัวอยู่พอสมควร จำได้ดีว่ามีเพื่อนฝ่ายซ้ายอเมริกันมาชวนไปเที่ยวนิการากัวหลังการปฏิวัติ แต่ติดด้วยเงื่อนไขของการถือวีซ่าต่างชาติ ทำให้การออกไปยังประเทศเช่นนั้นแล้ว อาจกลับเข้าสหรัฐไม่ได้
ไม่เช่นนั้นแล้ว ผมคงมีโอกาสได้เห็นความสำเร็จอีกครั้งของฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกาหลังการปฏิวัติคิวบา หรือมีเพื่อนอเมริกันชวนไปเยี่ยมชมคิวบา เพื่อสัมผัสกับความเป็นสังคมนิยมของคาสโตร ผมยังมีความรู้สึกอยากไปเห็นของจริงด้วยยังมีอารมณ์แบบฝ่ายซ้ายอยู่ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ไป
ความรู้สึกที่ยังเป็นแบบฝ่ายซ้ายทำให้ความสนใจเรื่องทหารออกไปในแบบ “ซ้ายฝรั่ง” คือสนใจอย่างมากในเรื่องกำเนิดและพัฒนาการของ “ลัทธิเสนานิยม” (Militarism) หรือสนใจในความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐกับกองทัพ” เช่นในแบบพวกปีกซ้ายยุโรป ทำให้งานเขียนในยุคนั้นเป็นเรื่อง “รัฐกับกองทัพในประเทศโลกที่ 3” จนต้องยอมรับว่า งานทางวิชาการในยุคเรียนปริญญาโทของผมได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปีกซ้ายยุโรป
แต่เมื่อต้องกลับไปเรียนปริญญาเอกนั้น อารมณ์การเมืองแบบเก่าที่ติดมาจาก “เหตุการณ์เดือนตุลาฯ” ต้องขอพับเก็บไป เพราะด้านหนึ่งต้องเรียนหนัก เพื่อให้สามารถผ่านข้อกำหนดต่างๆ ได้ และอีกอย่างผมต้องตระเตรียมหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นมาโดยตลอดว่า จะขอเขียนเรื่องกองทัพไทย และหัวข้อที่อยากเขียนมากที่สุดคือ “นโยบายการป้องกันประเทศของไทย” (Thai Defense Policy) ที่เป็นเหมือนส่วนต่อจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่เขียนเรื่องความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับสหรัฐในช่วงสงครามเย็นจากปี 1947-1977 (พ.ศ. 2490-2520)
ในภาวะเช่นนี้ ผมขอลงเรียนทุกวิชาที่เปิดการสอนเรื่องทหารและ/หรือความมั่นคง หรือในบางกรณีขอลงทะเบียนไปนั่งฟังวิชาในหัวข้อทางด้านนี้ทั้งหมด… ขอให้เป็นเรื่องทหารหรือความมั่นคง ผมจะขอเรียน ขอไปฟังหมด ซึ่งดังที่กล่าวแล้วการเรียนครั้งนี้เป็นการ “เปิดโลกทัศน์วิชาทหาร” ของผมอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาล้วนเป็นการเรียนแบบ “ครูพักลักจำ” ทั้งสิ้น และอ่านตำราทหารของโลกตะวันตกในแบบรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างตามวุฒิภาวะที่เป็นจริงของชีวิต
อย่าถูกทหารหลอก!
การเรียนวิชาทหารและความมั่นคงในมหาวิทยาลัยพลเรือนอย่างเป็นระบบเช่นนี้ สนองความต้องการ “อยากรู้-อยากเรียน” ของผมโดยตรง และในการเรียนบางวิชานั้น อาจารย์ผู้สอนประกาศเลยว่า เรากำลังถูกเทรนให้เป็น “นักวิเคราะห์ด้านการทหาร” (defense analyst) ที่อาจจะต้องเข้าไปทำงานเป็นฝ่ายอำนวยการพลเรือนในกระทรวงกลาโหม หรือเป็นนักวิเคราะห์ในคณะกรรมาธิการของรัฐสภา หรือเป็นนักวิจัยใน “think tanks” ด้านความมั่นคง
คำสั่งแรกของอาจารย์ในการเรียนวิชาทหารที่ผมจดจำจนถึงปัจจุบัน คือ “อย่าถูกทหารหลอก!” เพราะเมื่อเดินเข้าไปทำงานในเพนตากอนแล้ว ข้อมูลจะล้นหลาม และมีข้อมูลทุกเรื่องเต็มไปหมด ฉะนั้น ต้องอ่านข้อมูลเหล่านั้นให้ได้ และจะต้องไม่ “ถูกหลอก” โดยตัวเลขที่มีคนสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเรา ซึ่งผมถูกระบบอเมริกันฝึกมาเช่นนั้น จึงถือเสมอว่า ตัวเองในวันนี้เป็นฝ่ายอำนวยการของสังคมพลเรือนไทย
สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดจากการเรียนในขณะนั้น คือการฝึกพลเรือนชาวอเมริกันอย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมบุคลากรเข้าสู่ระบบงานความมั่นคงของประเทศ เพราะการเรียนการสอนในลักษณะเช่นนี้ มีในหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซึ่งเราอาจเรียกว่าเป็น “กระบวนการสร้างนักความมั่นคงพลเรือน” สำหรับสังคมอเมริกัน ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม รัฐสภา หรือองค์กรอิสระที่ทำงานด้านนโยบาย (คือบรรดา think tanks) ซึ่งเป็นเสาหลักหนึ่งของงานความมั่นคงของสังคมอเมริกัน หรือในสังคมยุโรปก็ไม่แตกต่างกัน จนกล่าวกันว่า “think tanks” เหล่านี้ เป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับความมั่นคงในโลกตะวันตก
อีกทั้งการเปิดการเรียนการสอนในวิชาทางทหารของมหาวิทยาลัยพลเรือนในสังคมอเมริกัน ยังเป็นภาพสะท้อนถึงการขยายขอบเขตขององค์ความรู้ ที่เดิมวิชาเช่นนี้รวมศูนย์อยู่กับคนที่แต่งเครื่องแบบในสังคมทหารเท่านั้น หากแต่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วิชาดังกล่าวได้ขยายไปสู่สังคมพลเรือนอย่างกว้างขวาง
การขยายขอบเขตทางวิชาการเช่นนี้ ทำให้ตัวสังคมการเมืองที่มีนัยถึงรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือมีข้อพิจารณามากขึ้นด้วย และสิ่งนี้ในบริบททางการเมืองก็คือ องค์ประกอบของความเป็น “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” (Modern Democracy) ที่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับความมั่นคงไม่ใช่เรื่องต้องห้าม หรือจะเป็นประชาธิปไตยต้องไม่เอาความมั่นคง
ที่กล่าวมาเช่นนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นในเชิงหลักการว่า “ประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ของกองทัพ” และในกระบวนการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ มีปัญหาความมั่นคงที่ยังคงต้องมีกองทัพเป็นเครื่องมือหลักของรัฐ มิใช่กองทัพดำรงอยู่เฉพาะในสังคมเผด็จการอย่างที่บรรดาพวก “เสรีนิยมสุดโต่ง” เชื่อ และกระบวนการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ก็ไม่เคยเรียกร้องให้มีการยกเลิกการมีกองทัพแต่อย่างใด
โลกเก่าในวิชาทหาร
การเรียนวิชาทหารในแบบพลเรือนอเมริกันเช่นนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ผมได้เรียนเรื่องของความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเรื่องทางทหารอย่างที่ชอบ และได้เรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ แต่ไม่มีความรู้จริงจังมาก่อน คือเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ ยังจำได้ดีว่า เรียนการคำนวณการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เหนือเมืองของสหภาพโซเวียตว่า การปล่อยระเบิดที่ความสูงเท่าใด จึงจะมีอำนาจในการทำลายสูงสุด (อย่าเพิ่งตั้งคำถามประเด็นด้านมนุษยธรรมนะครับ เพราะเรากำลังเรียนเรื่องของการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์!)
ในการเรียน เราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขสมัยใหม่ แต่คำนวณจาก “สไลด์รูล” (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือการคำนวณแบบเก่าของยุคอะนาล็อก (ก่อนการเข้ามาของเครื่องคิดเลขในปัจจุบัน)… เคยคิดเล่นๆ ว่า ผมน่าจะเป็นพลเรือนคนเดียวที่ถูกจับฝึกเรียนมาในแบบนี้
อีกหัวข้อหนึ่งที่ยังจำได้ คือคำนวณการปราบเรือดำน้ำผ่านการใช้อากาศยานในสงครามต่อต้านเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare) เรียนแล้วทำให้ได้ข้อสรุปประการหนึ่งที่สำคัญว่า เรือดำน้ำไม่ได้มีพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม เพราะสุดท้ายแล้ว การใช้อากาศยานปราบเรือดำน้ำและระบบตรวจจับที่ทันสมัยของเทคโนโลยีทหารสมัยใหม่ อาจทำให้เรือดำน้ำกลายเป็น “สุสานทางทะเล” ได้ไม่ยาก
ว่าที่จริง สงครามต่อต้านเรือดำน้ำในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้ทั้งอากาศยานปราบเรือดำน้ำ หรือเรือพิฆาตที่ติดตั้งโซนาร์และระเบิดน้ำลึก ในการเป็น “นักล่า” นั้น ได้สร้างความน่ากลัวให้กับผู้การเรือดำน้ำเสมอมา ซึ่งเรื่องราวเช่นนี้คือ คำบอกเล่าที่อาจจะไม่ถูกใจบรรดาผู้สมาทาน “ลัทธิเรือดำน้ำนิยม” ทั้งหลาย
ผมไม่ปฏิเสธเลยว่า หลังการเรียนเรื่องสงครามต่อต้านเรือดำน้ำครั้งนั้นแล้ว ผมไม่เคยเชื่อเลยว่า รัฐขนาดเล็กที่มีทรัพยากรทางทหารจำกัด ควรลงทุนเรื่องเรือดำน้ำ เพราะเรือดำน้ำเป็นระบบอาวุธหนัก ที่ต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ และต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอีกส่วนที่ไม่พูดกันมากนัก คือการสร้าง “อู่แห้ง” ที่มีราคาสูง และเรือดำน้ำเป็น “ธุรกิจอาวุธผูกขาด” ถ้าเราซื้อเจ้านี้แล้ว ก็ต้องซื้อของเขาต่อไปในอนาคต
ถ้าคิดในภาพของการป้องกันประเทศนั้น การลงทุนด้านอากาศยานในภารกิจนี้ อาจมีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าคิดว่าจะใช้เรือดำน้ำในภารกิจเชิงรุก ก็ไม่อาจรุกได้จริง เพราะความจำกัดของจำนวนเครื่องมือที่รัฐมี
ดังนั้น ผมจึงถูกฝึกให้คิดตั้งแต่ตอนเรียนวิชาทหารว่า อะไรคือการลงทุนที่คุ้มค่าในนโยบายป้องกันประเทศ ไม่ใช่คำถามว่า อะไรคือการลงทุนที่ผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพคิดอยากได้ในการป้องกันประเทศ การคิดเช่นนั้นจะมุ่งอยู่กับความต้องการหลักของผู้บังคับบัญชา จนทำให้นโยบายการป้องกันประเทศกลายเป็น “นโยบายแยกส่วน” เพราะจะไม่คิดใช้เครื่องมือทางทหาร ที่เกินกว่ามิติทางภูมิศาสตร์ของเครื่องมือนั้นทำงานได้
ว่าที่จริงเครื่องมือทางทหารสมัยใหม่ที่มีองค์ประกอบของเทคโนโลยีสมรรถนะสูง ได้ฝ่าข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการเป็น “อำนาจการโจมตีสมัยใหม่” ของโลกทางทหารในยุคปัจจุบัน จนอาจเกินความรับรู้และความเข้าใจของผู้นำทหาร ที่มีชีวิตและความสุขสบายอยู่ในโลกทางทหารแบบเก่าที่พวกเขาคุ้นชิน
จะรบอย่างไร?
อีกส่วนหนึ่งของการเรียนที่จำมาจนถึงปัจจุบันคือ การสอบสุดท้ายผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยการเล่นบทเป็นเสมือนผู้บังคับบัญชาในระดับยุทธบริเวณ ที่มีกำลังพล อาวุธ และงบประมาณในมือ และต้องทำการรบกับกองทัพแดง ที่เปิดการรุกผ่านโปแลนด์เข้าตีเยอรมันตะวันตก ในแต่ละช่วงเวลาที่สงครามเดินไปนั้น พวกเราที่ทำข้อสอบจะต้องเอางบประมาณที่มีไปแลกเป็นกำลังพล (กองพล/กรม) หรือจะแลกเป็นอาวุธหนักแบบใด เพื่อที่จะทำการรบให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
เมื่อหมดเวลาการสอบแล้ว คำตอบคือการลงทุนที่เกิดในช่วงเวลาที่เราควบคุมการยุทธ์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น เราจะสามารถยันการเข้าตีของกองทัพแดงได้มากที่สุดเป็นระยะทางเท่าใดจากพรมแดนที่เป็นจุดเริ่มต้นการรุกของข้าศึก ผมคิดว่าบทเรียนการสอบแบบนี้ คือการสอนให้เราในฐานะของการเป็นผู้บังคับบัญชาต้องคิดถึงการใช้งบประมาณทางทหารที่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด และคอมพิวเตอร์ไม่โกหกเรา
เนื่องจากถ้าเราลงทุนงบประมาณแลกเป็นกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว คำตอบในข้อสอบจะชัดเจนว่า เราจะยันการรุกของกองทัพข้าศึกไม่ได้ไกล และผลที่เป็นรูปธรรมคือ เราจะได้คะแนนสอบไม่ดีแน่ เพราะไม่สามารถใช้งบประมาณที่จะเปลี่ยนเป็นเครื่องมือทางทหารที่มีความคุ้มค่าในการทำสงคราม และที่สำคัญการสอบนี้สอนถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีทหารที่ปรากฏในรูปของอาวุธว่า อาวุธอะไรที่จะมีประสิทธิภาพในการรับมือกับการเข้าตีของข้าศึก
การเรียนเช่นนี้ส่วนใหญ่ที่สุดคือ การตัดสินใจเลือกการลงทุนทางทหาร ประกอบกับระหว่างที่ผมเรียนอยู่นั้น เทคโนโลยีทหารเริ่มก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน!
