bg-single

ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์

14.09.2025

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

“ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” เป็นข้อความสำคัญอยู่ในคำประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องนโยบายเร่งด่วนส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, หน้าที่พลเมือง

[จากรายงานเรื่อง “ศธ.เดินหน้าขับเคลื่อนเรียนรู้ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภูมิศาสตร์ ปลูกฝังรากเหง้ารักชาติ-แผ่นดิน” ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ.2568 หน้า 7]

ที่ว่า “ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” มีน้ำเสียงเชิงยกย่องเชิดชูประวัติศาสตร์ไทย ด้วยการเทียบเคียงประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ ในโลก โดยไม่ระบุว่าส่วนที่ “ไม่เหมือน” คือเรื่องอะไร? ตรงไหน? ยังไง? ฯลฯ

แต่ที่รับรู้ทั่วไปนานมากแล้วก็คือแนวทางประวัติศาสตร์ไทยแตกต่างจากแนวทางสากลของประวัติศาสตร์นานาชาติ ทำให้ “ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” ดังนี้

ประวัติศาสตร์ไทย ของราชการไทย และใช้ในการเรียนการสอนของการศึกษาไทย มีโครงสร้างหลัก ดังนี้

(1.) เป็น “ประวัติศาสตร์เชื้อชาติ” มรดกตกค้างจากแนวคิดแบบอาณานิคม ราว 200 ปีมาแล้ว

(2.) หมายถึงเรื่องราวความเป็นมาของคนไทยแท้ “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ต่อมาถูกจีนขับไล่ ทำให้คนไทยแท้ต้องอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคน ลงมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในดินแดนไทย แล้วสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรงของคนไทยแท้ ที่สืบความเป็นคนไทยแท้จนปัจจุบัน

ทั้งนี้โดยไม่มีหลักฐานวิชาการรองรับสนับสนุนไม่ว่าประวัติศาสตร์โบราณคดีหรือมานุษยวิทยา แม้กระทั่ง “เชื้อชาติ” ไม่มีจริงทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง “เชื้อชาติไทย” ก็ไม่มีจริง แต่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นเองล้วนๆ

ประวัติศาสตร์นานาชาติ ของประเทศต่างๆ ในโลกเป็นส่วนมาก มีสาระสำคัญ ดังนี้

(1.) เป็น “ประวัติศาสตร์ประเทศชาติ” (ไม่เชื้อชาติ)

(2.) หมายถึงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (ไม่มีเขตแดน) และผู้คน (ไม่มีเชื้อชาติ) ของประเทศนั้นๆ ไม่จำกัดชนเผ่าชาติพันธุ์ เช่น

ประวัติศาสตร์ประเทศชาติของไทย เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากอุษาคเนย์และโลก ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องต่อมาไม่ขาดสายจนปัจจุบัน

หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยายืนยันความเป็นมาของคนไทยหลายพันปี (ตามแนวประวัติศาสตร์ประเทศชาติ) คือวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเริ่มแรกยังพบสืบเนื่องถึงสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมสำคัญ ได้แก่ ความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี, พิธีศพชนชั้นนำ, อาหารการกิน ฯลฯ

ดังนั้น คนไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (ไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ) ซึ่งมีบรรพชนเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก ความเป็นมาโดยสรุป ดังนี้

(1.) ไทยเป็นชื่อเรียกตนเองของชาวสยาม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 800 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1700

(2.) ชาวสยามเป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” สืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว จากการผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก โดยพูดภาษาไท-ไต-ลาว เป็นภาษากลาง

(3.) ดังนั้น คนไทยมีบรรพชนเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่พูดตระกูลภาษาต่างๆ ได้แก่ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู-จาม, ม้ง-เมี่ยน, ทิเบต-พม่า, ไท-ไต-ลาว, จีน, อินเดีย, ลังกา, อาหรับ, เปอร์เซีย ฯลฯ

[เชื้อชาติไม่มีในโลก ดังนั้น เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ไม่มีในโลก]

ครั้นนานไปได้รับวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นกลายตนเป็นไทยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา มากกว่า 800 ปีมาแล้ว ราวเรือน พ.ศ.1700

ภาษาไทย เพิ่งมีบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 850 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1700 [แต่ภาษาไทยมีรากเหง้าจากภาษาตระกูลไท-กะได หรือ ไท-ไต ราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ภาคใต้ของจีน บริเวณมณฑลกวางสี ต่อเนื่องภาคเหนือของเวียดนาม]

คนไทย “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ถูกสร้างใหม่เพื่อการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ด้วยการเปลี่ยนชื่อประเทศ จากประเทศสยาม เป็นประเทศไทย (ตามเชื้อชาติไทย) 86 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ.2482

ประเทศไทย เพิ่งมี 86 ปีที่แล้ว พ.ศ.2482 (นับถึง พ.ศ.2568) ก่อนหน้านั้นชื่อประเทศสยาม

ข่าโส้ (กะโส้) เมืองกุสุมาลย์ จ.สกลนคร มีการละเล่นกระทุ้งกระบอกไผ่ รับเสด็จสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร (เมื่อ 119 ปีที่แล้ว) พ.ศ.2449 คนกลุ่มนี้สืบตระกูลมีทายาทเป็นคนไทยทุกวันนี้ (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร

ตอนใต้ของจีน ไม่มีคนไทย

“ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก” อ้างหนักแน่นเรื่องถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ทางตอนใต้ของจีน แต่หลักฐานวิชาการบริเวณนั้นไม่พบคนเรียกตนเองว่าไทย

1. คนพูดภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต มีไม่น้อยทางตอนใต้ของจีน แต่ไม่ใช่คนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยปัจจุบันในประเทศไทย) เพราะเขาเรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน (โดยไม่เรียก “คนไทย”) ได้แก่

ไตลื้อ-ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม-ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว-ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง-ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์-ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน-ชาวบ้าน (ทั่วไป)

2. ไท หรือ ไต (ทางตอนใต้ของจีน) มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ในประวัติศาสตร์ไทย เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา เพราะเขา “ไม่ไทย” คือไม่ใช่คนไทยเหมือนประชาชนในประเทศไทย

3. ไท-ไต ทางตอนใต้ของจีน (เรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน ซึ่ง “ไม่ไทย”) แต่ถูกประชาชนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกด้วยชื่อตามคุ้นเคยว่าไทยใหญ่, ไทยน้อย

แต่หลักฐานพบว่าไท-ไต ทุกกลุ่มไม่เรียกตนเองว่าไทย (ไม่ว่าไทยใหญ่หรือไทยน้อย)

4. ไท, ไต แปลเหมือนกันว่าคนหรือชาว ซึ่งไม่หมายถึงคนไทยอย่างเดียวกับคนในประเทศไทยทุกวันนี้ ทั้งนี้ มีเหตุจากฮั่นเรียกกลุ่ม “ไม่ฮั่น” ทางใต้ของจีน (บริเวณโซเมีย) ว่า ฮวน, หมาน, เยว่ หมายถึงเหี้ย, ป่าเถื่อน, ผีป่า ฯลฯ

ดังนั้น พวก “ไม่ฮั่น” ตอบโต้พวกฮั่นว่ากูเป็นไท หรือไต หมายถึงกูเป็นคน ไม่ใช่เหี้ย ไม่ใช่ผี

[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ.2519]

ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์

ประวัติศาสตร์ไทย แท้จริงแล้วเป็นประวัติศาสตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ที่มีเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (ไม่มีเขตแดน) และผู้คน (ไม่มีเชื้อชาติ) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แยกมิได้จากอุษาคเนย์และโลกตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว และสืบเนื่องต่อมาไม่ขาดสายถึงปัจจุบัน

“ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” เพราะถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นใหม่เหมือน “นิยาย” ตามใจชอบโดยไม่มีหลักฐานวิชาการรองรับสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา

ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ก่อนกำหนดนโยบายสาธารณะ ต้องทบทวนตนเองว่ารู้จักและเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยแบบไหน? แบบสากลหรือ “ยกเมฆ” แบบอาณานิคม? แล้วต้องการให้สังคมไทยมีข้อมูลประวัติศาสตร์แบบสากล หรือแบบ “ยกเมฆ”?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?