| สุจิตต์ วงษ์เทศ
“ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” เป็นข้อความสำคัญอยู่ในคำประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องนโยบายเร่งด่วนส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, หน้าที่พลเมือง
[จากรายงานเรื่อง “ศธ.เดินหน้าขับเคลื่อนเรียนรู้ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภูมิศาสตร์ ปลูกฝังรากเหง้ารักชาติ-แผ่นดิน” ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ.2568 หน้า 7]
ที่ว่า “ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” มีน้ำเสียงเชิงยกย่องเชิดชูประวัติศาสตร์ไทย ด้วยการเทียบเคียงประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ ในโลก โดยไม่ระบุว่าส่วนที่ “ไม่เหมือน” คือเรื่องอะไร? ตรงไหน? ยังไง? ฯลฯ
แต่ที่รับรู้ทั่วไปนานมากแล้วก็คือแนวทางประวัติศาสตร์ไทยแตกต่างจากแนวทางสากลของประวัติศาสตร์นานาชาติ ทำให้ “ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” ดังนี้
ประวัติศาสตร์ไทย ของราชการไทย และใช้ในการเรียนการสอนของการศึกษาไทย มีโครงสร้างหลัก ดังนี้
(1.) เป็น “ประวัติศาสตร์เชื้อชาติ” มรดกตกค้างจากแนวคิดแบบอาณานิคม ราว 200 ปีมาแล้ว
(2.) หมายถึงเรื่องราวความเป็นมาของคนไทยแท้ “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ต่อมาถูกจีนขับไล่ ทำให้คนไทยแท้ต้องอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคน ลงมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในดินแดนไทย แล้วสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรงของคนไทยแท้ ที่สืบความเป็นคนไทยแท้จนปัจจุบัน
ทั้งนี้โดยไม่มีหลักฐานวิชาการรองรับสนับสนุนไม่ว่าประวัติศาสตร์โบราณคดีหรือมานุษยวิทยา แม้กระทั่ง “เชื้อชาติ” ไม่มีจริงทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง “เชื้อชาติไทย” ก็ไม่มีจริง แต่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นเองล้วนๆ
ประวัติศาสตร์นานาชาติ ของประเทศต่างๆ ในโลกเป็นส่วนมาก มีสาระสำคัญ ดังนี้
(1.) เป็น “ประวัติศาสตร์ประเทศชาติ” (ไม่เชื้อชาติ)
(2.) หมายถึงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (ไม่มีเขตแดน) และผู้คน (ไม่มีเชื้อชาติ) ของประเทศนั้นๆ ไม่จำกัดชนเผ่าชาติพันธุ์ เช่น
ประวัติศาสตร์ประเทศชาติของไทย เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากอุษาคเนย์และโลก ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องต่อมาไม่ขาดสายจนปัจจุบัน
หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยายืนยันความเป็นมาของคนไทยหลายพันปี (ตามแนวประวัติศาสตร์ประเทศชาติ) คือวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเริ่มแรกยังพบสืบเนื่องถึงสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมสำคัญ ได้แก่ ความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี, พิธีศพชนชั้นนำ, อาหารการกิน ฯลฯ
ดังนั้น คนไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (ไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ) ซึ่งมีบรรพชนเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก ความเป็นมาโดยสรุป ดังนี้
(1.) ไทยเป็นชื่อเรียกตนเองของชาวสยาม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 800 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1700
(2.) ชาวสยามเป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” สืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว จากการผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก โดยพูดภาษาไท-ไต-ลาว เป็นภาษากลาง
(3.) ดังนั้น คนไทยมีบรรพชนเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่พูดตระกูลภาษาต่างๆ ได้แก่ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู-จาม, ม้ง-เมี่ยน, ทิเบต-พม่า, ไท-ไต-ลาว, จีน, อินเดีย, ลังกา, อาหรับ, เปอร์เซีย ฯลฯ
[เชื้อชาติไม่มีในโลก ดังนั้น เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ไม่มีในโลก]
ครั้นนานไปได้รับวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นกลายตนเป็นไทยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา มากกว่า 800 ปีมาแล้ว ราวเรือน พ.ศ.1700
ภาษาไทย เพิ่งมีบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 850 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.1700 [แต่ภาษาไทยมีรากเหง้าจากภาษาตระกูลไท-กะได หรือ ไท-ไต ราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ภาคใต้ของจีน บริเวณมณฑลกวางสี ต่อเนื่องภาคเหนือของเวียดนาม]
คนไทย “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ถูกสร้างใหม่เพื่อการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ด้วยการเปลี่ยนชื่อประเทศ จากประเทศสยาม เป็นประเทศไทย (ตามเชื้อชาติไทย) 86 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ.2482
ประเทศไทย เพิ่งมี 86 ปีที่แล้ว พ.ศ.2482 (นับถึง พ.ศ.2568) ก่อนหน้านั้นชื่อประเทศสยาม

ตอนใต้ของจีน ไม่มีคนไทย
“ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก” อ้างหนักแน่นเรื่องถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ทางตอนใต้ของจีน แต่หลักฐานวิชาการบริเวณนั้นไม่พบคนเรียกตนเองว่าไทย
1. คนพูดภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต มีไม่น้อยทางตอนใต้ของจีน แต่ไม่ใช่คนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยปัจจุบันในประเทศไทย) เพราะเขาเรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน (โดยไม่เรียก “คนไทย”) ได้แก่
ไตลื้อ-ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม-ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว-ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง-ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์-ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน-ชาวบ้าน (ทั่วไป)
2. ไท หรือ ไต (ทางตอนใต้ของจีน) มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ในประวัติศาสตร์ไทย เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา เพราะเขา “ไม่ไทย” คือไม่ใช่คนไทยเหมือนประชาชนในประเทศไทย
3. ไท-ไต ทางตอนใต้ของจีน (เรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน ซึ่ง “ไม่ไทย”) แต่ถูกประชาชนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกด้วยชื่อตามคุ้นเคยว่าไทยใหญ่, ไทยน้อย
แต่หลักฐานพบว่าไท-ไต ทุกกลุ่มไม่เรียกตนเองว่าไทย (ไม่ว่าไทยใหญ่หรือไทยน้อย)
4. ไท, ไต แปลเหมือนกันว่าคนหรือชาว ซึ่งไม่หมายถึงคนไทยอย่างเดียวกับคนในประเทศไทยทุกวันนี้ ทั้งนี้ มีเหตุจากฮั่นเรียกกลุ่ม “ไม่ฮั่น” ทางใต้ของจีน (บริเวณโซเมีย) ว่า ฮวน, หมาน, เยว่ หมายถึงเหี้ย, ป่าเถื่อน, ผีป่า ฯลฯ
ดังนั้น พวก “ไม่ฮั่น” ตอบโต้พวกฮั่นว่ากูเป็นไท หรือไต หมายถึงกูเป็นคน ไม่ใช่เหี้ย ไม่ใช่ผี
[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ.2519]
ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์
ประวัติศาสตร์ไทย แท้จริงแล้วเป็นประวัติศาสตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ที่มีเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (ไม่มีเขตแดน) และผู้คน (ไม่มีเชื้อชาติ) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แยกมิได้จากอุษาคเนย์และโลกตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว และสืบเนื่องต่อมาไม่ขาดสายถึงปัจจุบัน
“ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลก” เพราะถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นใหม่เหมือน “นิยาย” ตามใจชอบโดยไม่มีหลักฐานวิชาการรองรับสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา
ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ก่อนกำหนดนโยบายสาธารณะ ต้องทบทวนตนเองว่ารู้จักและเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยแบบไหน? แบบสากลหรือ “ยกเมฆ” แบบอาณานิคม? แล้วต้องการให้สังคมไทยมีข้อมูลประวัติศาสตร์แบบสากล หรือแบบ “ยกเมฆ”?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
