ทุ่งไหหิน แหล่งสุสานหินตั้ง ที่พำนักของผีบรรพชน
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ทุ่งไหหิน ตั้งอยู่ที่เมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว นับเป็นกลุ่มหินตั้งรูปทรงแปลกตา และมีลักษณะพิเศษเฉพาะ โดยถูกค้นพบเป็น 3 กลุ่มใหญ่ กระจายอยู่ตามเนินเตี้ยๆ ห่างไกลกัน
ไหหินแต่ละไหทำจากหินแกรนิตก้อนใหญ่ที่ถูกนำมาสลักเป็นรูปทรงกลม แล้วคว้านเนื้อหินภายในออกจนมีหน้าตาคล้ายไห แต่ที่สลักเป็นทรงเหลี่ยมก็มีอยู่บ้าง มีขนาดไล่เลี่ยกัน โดยส่วนใหญ่มีความสูงราว 1 เมตร แต่บางไหก็สูงถึง 2-2.5 เมตร ก็มี
ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ไหหินเหล่านี้มีฝาปิดที่ก็ทำขึ้นจากหินก้อนใหญ่เช่นกัน โดยฝาเหล่านี้บางชิ้นก็มีการสลักลวดลายรูปสัตว์ เช่น รูปแมว รูปสัตว์เลื้อยคลาน เอาไว้ด้วย
แต่ลายสลักไม่ได้มีเฉพาะบนฝาหินเท่านั้น เพราะยังมีการค้นพบลายสลักรูปคนทำท่ากบอยู่บนตัวของไหหิน โดยเชื่อกันว่าเป็นท่าทางการฟ้อนรำในพิธีกรรม ที่สามารถเทียบเคียงได้กับภาพเขียนสีที่ผาลาย ของพวกจ้วง (ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไต-ไท กลุ่มหนึ่ง) ในมณฑลกวางสี ประเทศจีน
แถมท่วงท่าการฟ้อนรำเป็นรูปกบอย่างนี้ ยังเปรียบเทียบได้กับภาพเขียนสีที่เขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา อีกด้วย จะต่างกันก็เพียงแต่ที่เขาจันทน์งามนั้น ภาพถูกวาดในลักษณะหันข้าง ต่างกับที่ผาลาย ซึ่งวาดออกมาในลักษณะหันหน้าตรง แต่ก็พอจะสังเกตได้ว่าเป็นท่าทางอย่างเดียวกัน
ที่สำคัญก็คือ ภาพเขียนสีที่ผาลายนี้ นักวิชาการจีนเชื่อว่าคือพิธีกรรมขอฝน เป็นการเลียนท่าทางของกบ สัญลักษณ์ของน้ำ และฝน
ชาวจ้วงที่อาศัยอยู่ที่ลุ่มน้ำโหงจ่วยโห ในประเทศจีน นับถือว่า “กบ” เป็นสัญลักษณ์ ในสมัยโบราณเคยสักตัวเป็นรูปกบ (หรือให้มีผิวหนังคล้ายกบ) มี “เพลงแม่กบ” ที่เกี่ยวกับการสดุดีกบแพร่หลายอยู่อย่างกว้างขวาง
แถมทุกวันนี้ยังมีพิธีกรรมเซ่นไหว้กบกันเป็นที่เอิกเกริกในทุก “วันกบ” ต้นฤดูใบไม้ผลิ ราวต้นเดือนอ้าย ถึงต้นเดือนยี่ของแต่ละหมู่บ้านด้วยอีกต่างหาก
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเชื่อกันว่า “กบ” เป็นผู้ให้ “ฝน” นั่นเอง
ไหหินกลุ่มที่เก่าที่สุดควรจะมีอายุราว 3,000 ปีที่แล้ว เพราะพบเศษกระดูกคนที่เผาแล้ว และพบเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ ที่มักพบอยู่ในพิธีศพ บรรจุอยู่ในไหหิน โดยชาวฝรั่งเศสผู้เป็นนักอ่านจารึก และนักอุษาคเนย์ศึกษาคนสำคัญอย่าง ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès, พ.ศ.2429-2512) ได้เคยแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ไหเหล่านี้ควรจะถูกใช้ในพิธีศพ โดยจะทำการฌาปนกิจผู้ตายก่อน แล้วค่อยเก็บกระดูกเอาไว้ในไห กระดูกของคนทั่วไปจะเก็บเอาไว้ในไหดินเผาทั่วไป แต่เฉพาะชนชั้นหัวหน้าที่จะเก็บไว้ในไหหิน
การที่เซเดส์เสนอว่า กระดูกของคนทั่วไปจะเก็บเอาไว้ในไหดินเผาทั่วไปนั้น คงเป็นเพราะมีการขุดพบเครื่องภาชนะดินเผารูปทรงคล้ายไห ที่บรรจุเศษกระดูกมนุษย์ และข้าวของเครื่องใช้ในพิธีศพต่างๆ อยู่ภายใน โดยพบอยู่ใต้ไหหินนั่นแหละ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาในยุคหลัง ทำให้ทราบว่า อายุสมัยของไหหิน กับกลุ่มไหดินเผาที่ถูกฝังอยู่ใต้ไหหินนั้นแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ดังนั้น ไหดินเผาเหล่านี้จึงควรเป็นของผู้คนในยุคหลัง ที่เข้ามาใช้พื้นที่ทุ่งไหหินใหม่ หลังจากที่ผู้คนเจ้าของวัฒนธรรมที่สร้างไหหินเหล่านี้ได้ทิ้งร้างพื้นที่บริเวณทุ่งไหหินไปนานแล้วต่างหาก
การขุดค้นทางโบราณคดีที่ทุ่งไหหินโดยทีมวิจัย ที่นำโดยนักโบราณคดีอย่าง ศ.ดักกัลด์ โอไรลีย์ (Dougald O’Reilly) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2547-2563 ทำให้ทราบชัดเจนขึ้นว่า จากการกำหนดอายุด้วยค่าคาร์บอน-14 จากถ่าน และกระดูกมนุษย์บางส่วน ที่พบอยู่ใต้ไหหินนั้น พบว่ามีอายุในช่วงระหว่าง 1,200-700 ปีที่แล้ว ซึ่งจัดอยู่ในยุคหลังจากการสร้างไหหิน ที่ทุ่งไหหินไปนานแล้ว
เฉพาะการฝังศพนั้นมีทั้งประเพณีการฝังศพลงไปยังพื้นดินข้างๆ ไหหินโดยตรง และการฝังศพครั้งที่ 2 ด้วยการนำกระดูกใส่เครื่องภาชนะดินเผา กับการนำกระดูกมามัดรวมกัน โดยกระดูกที่พบบางส่วนได้มีการเผาไฟด้วย โดยมีทั้งกระดูกของผู้ชาย, ผู้หญิง และเด็ก
ที่สำคัญคือ กระดูกเหล่านี้มักถูกฝังอยู่ใต้หินปูนก้อนใหญ่ที่นำมาปิดทับอยู่ที่ด้านบนของหลุมศพ (บางก้อนเป็นหินทราย แต่พบน้อยมาก) ด้วยกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี หินเหล่านี้บางก้อนก็ไม่พบหลักฐานการบรรจุกระดูกเอาไว้ข้างใต้
และก็เป็นเพราะลักษณะเช่นนี้เอง ที่ชวนให้นึกถึงวิธีการฝังศพใต้กลุ่มหินตั้งที่เมืองหัวเมือง ในแขวงหัวพัน อันเป็นกลุ่มหินตั้งที่มีชื่อเสียง และสำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศลาว อย่างจับหัวจิตหัวใจเลยทีเดียว
หินตั้งที่เมืองหัวเมือง แขวงหัวพัน ปัจจุบันคือ อุทยานโบราณคดีหินตั้ง (Hintang Archaeological Park) ตั้งอยู่บนภูดอยสูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 500 เมตร มีลักษณะเฉพาะคือประกอบไปด้วยกลุ่มหินที่จัดวางแตกต่างกัน แล้วประกอบเข้าเป็นกลุ่ม โดยในแต่ละกลุ่มหินตั้งที่แขวงหัวพันนี้จะประกอบไปด้วย
1. กลุ่มเสาหิน หรือที่ชาวลาวบางคนเรียกหลักหิน มีรูปลักษณะเป็นอย่างหินตั้ง (standing stone/menhir) ที่มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน ตั้งรวมกันเป็นแถวรูปโค้งจำนวนไม่แน่นอน อาจมีมากกว่าแถวละ 10 เสา หรือมีจำนวนน้อยกว่านั้นก็ได้ แล้วแต่กลุ่ม จัดวางล้อมรอบหลุมดินทรงกลมเอาไว้ จนเรียงรายคล้ายเป็นแถวเสาหินรูปครึ่งวงกลม
2. หลุมดิน บางคนเชื่อว่าเป็น “รูพญานาค” เป็นหลุมรูปวงกลม มีขนาดสม่ำเสมอเหมือนกันในแต่ละกลุ่มหินตั้ง หลุมดังกล่าวจะถูกขุดลึกลงไปราว 1 เมตร โดยได้มีการค้นพบฟัน และชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกเผา รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ในยุคสำริดของลาว ที่มีอายุในช่วง 3,000-2,500 ปีที่แล้ว ถูกจัดวางอยู่ภายในหลุมเหล่านี้
และ 3. แผ่นหิน หรือบางท่านเรียกแท่นหิน เป็นแผ่นหินถากเป็นรูปวงกลมแบนๆ วางอยู่ใกล้ปากหลุมดิน บางอันวางอยู่บนก้อนเส้าเตี้ยๆ เข้าใจว่าแต่เดิมใช้ปิดปากหลุมดิน ซึ่งก็เป็นเจ้าแผ่นหินที่ว่านี่แหละ ที่ทำให้ผมเชื่อมโยงหินตั้งที่แคว้นหัวพัน เข้ากันกับทุ่งไหหิน
ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้สรุปได้ว่า กลุ่มหินตั้งที่หัวพันเหล่านี้เป็นสุสาน หรือที่ฝังศพ โดยนักวิชาการบางท่านได้เสนอว่า เสาหิน ในกลุ่มหินตั้งเหล่านี้ อาจเกี่ยวข้องกับการบูชายัญวัวควายในพิธีศพโบราณ เพื่อเซ่นสรวงผีบรรพชน โดยมีการใช้เสาหินเหล่านี้ในการล่ามสัตว์ที่จะถูกนำมาฆ่าบูชายัญ
ดังนั้น เสาหินจึงกลายเป็นหลักศักดิ์สิทธิ์เพราะมีพลังชีวิตของสัตว์ที่ถูกบูชายัญ และผีบรรพชนสถิตอยู่ โดยจะทำหน้าที่คอยดูแลปกป้องคุ้มครองลูกหลานให้ร่มเย็นเป็นสุขสืบมาอีกด้วย
หลุมฝังศพที่อยู่ใต้แผ่นหินก้อนใหญ่ที่ทุ่งไหหิน ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “รูพญานาค” เหมือนอย่างที่เมืองหัวเมืองด้วยเช่นกัน
นักมานุษยวิทยาอย่าง ศ.ปรานี วงษ์เทศ ได้เคยอธิบายเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง “รูพญานาค” ในอุษาคเนย์ กับกลุ่มหินตั้งที่เมืองหัวเมืองซึ่งมี “หลุมดิน” ที่ใช้สำหรับฝังศพเอาไว้ว่า
“หลุมดินเสมือนรูพญานาคหรือโพรงที่เป็นหนทางลงสู่เมืองบาดาลที่ชาวเกาะอุษาคเนย์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า โพรงนี้เป็นทางที่เมื่อถึงเวลากลางคืนพระอาทิตย์ลงจากขอบฟ้าไปให้ความสว่างแก่เมืองบาดาล บางทีก็ฝังศพในเวลาอาทิตย์ตกดินด้วยเชื่อว่า เมื่อพระอาทิตย์ลงไปเมืองบาดาลจะได้นำเอาวิญญาณผู้ตายลงไปเมืองบาดาลซึ่งเป็นที่อยู่ของคนตายด้วย”
และถ้าจะว่ากันตามความเชื่อโดยภาพรวมของศาสนาผีในอุษาคเนย์แล้ว เมื่อ “พลังชีวิต” (life power/life force) ของผู้ตาย ได้ลงไปอยู่รวมกับผู้ล่วงลับคนก่อนๆ ซึ่งก็คือ “ผีบรรพชน” แล้ว ก็คงจะหลอมรวมเข้าจนเป็นอันหนึ่งอันเดียว เป็นผีบรรพชน ที่สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ลูกหลานได้ จึงต้องมีการสร้างเนินดิน หรือเนินหิน เพื่อเซ่นสรวงบูชากับผีบรรพชน ซึ่งก็รวมถึงการสร้างเสาไม้ เสาหิน คือ หินตั้ง ต่างๆ ขึ้นมา เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการเซ่นสรวงบูชาผีบรรพชน ที่ให้คุณให้โทษได้นั่นแหละครับ
ลวดลายที่สลักเป็นรูปคนฟ้อนรำท่ากบอยู่บนไหหิน อันเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวคิดเรื่องผีบรรพชน ที่บันดาลฝนฟ้าให้ตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ รวมไปถึงสุขภาพพลามัยที่ดี ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เป็นต้น
พูดง่ายๆ อีกทีก็ได้ว่า ทุ่งไหหินนั้นก็คือ สุสานที่พำนักของผีบรรพชน ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งสามารถดลบันดาลให้ลูกหลานทายาททั้งหลาย มีชีวิตอย่างสมบูรณ์พูนสุขนั่นเอง
