เทศมองไทย
วิบากกรรม ‘ชั้น 14’
ของคนชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’
ปมการเมืองของการเมืองไทยในยามนี้ แพร่สะพัดออกไปทั่วโลกในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องการถอดถอนนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง และการผงาดขึ้นสู่อำนาจของ “นายกฯ หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล
ไปจนถึงกรณีล่าสุด ว่าด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าด้วยปม “ชั้น 14” ที่คาราคาซังมานาน
โดย รีเบคก้า แรตคลิฟฟ์ ผู้สื่อข่าวของ เดอะ การ์เดียน รายงานเรื่องหลังนี้ไปจากกรุงเทพมหานคร เมื่อ 9 กันยายนที่ผ่านมา
เธอบอกว่า เรื่องนี้กลายเป็น “ความเสียหายครั้งใหญ่” ต่ออดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหนึ่งในนักการเมืองคนสำคัญและเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ก่อให้เกิดการแยกขั้ว แยกสีเสื้อคนหนึ่งของประเทศ หลังจากศาลฎีกาพิพากษาว่า ทักษิณ ชินวัตร จำเป็นต้องถูกจำคุกในเรือนจำ 1 ปี ด้วยเหตุที่ว่าไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาจำคุกก่อนหน้านี้อย่างเหมาะสม
รีเบคก้าเท้าความเดิมไว้สั้นๆ กระชับๆ ว่า เมื่อทักษิณกลับประเทศมาจากการลี้ภัยโดยความสมัครใจของตนเองเมื่อปี 2023 โดยยอมรับการลงโทษจำคุก 8 ปี ฐานคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่กลับใช้เวลาเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงในเรือนจำ โดยถูกเคลื่อนย้ายมายัง “ปีกวีไอพีของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง” แทน ภายใต้ข้ออ้างเรื่องปัญหาสุขภาพ อดีตนายกรัฐมนตรีอาศัย “ชั้น 14” เป็นที่พักอยู่นานถึง 6 เดือนก่อนที่จะได้รับทัณฑ์บนปล่อยตัวเป็นอิสระ
รีเบคก้าระบุว่า ในคำพิพากษาศาลฎีกาพบว่า การดำเนินการจัดการให้ทักษิณได้พักอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
“จำเลยรู้ดีว่าอาการป่วยของตนไม่ได้เป็นอาการป่วยหนักขั้นฉุกเฉิน และดังนั้น การพำนักอยู่ในโรงพยาบาลจึงไม่อาจนับได้ว่าเป็นการจองจำตามโทษานุโทษ”
จึงมีคำสั่งให้จองจำใหม่และให้เจ้าหน้าที่จากทัณฑสถานนำตัวไปจำคุกตามคำสั่งดังกล่าว
ผู้เขียนระบุว่า การอนุญาตให้อดีตนายกรัฐมนตรีพำนักอยู่ในโรงพยาบาล กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวตั้งแต่แรกเริ่มในตอนนั้น เพราะมีหลายฝ่ายตั้งข้อกังขาถึงความร้ายแรงของอาการป่วยของเจ้าตัว โดยไม่ลืมเน้นย้ำให้เห็นว่า การเดินทางกลับไทยในครั้งนั้น เกิดขึ้นในยามที่พรรคเพื่อไทยที่ก่อตั้งโดยทักษิณ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้เงื่อนไขการเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่น่าเป็นไปได้ คือเป็นพรรคการเมืองที่เป็นศัตรูเก่า และมีความเชื่อมโยงกับทหารในกองทัพ ซึ่งทำให้ข่าวยิ่งสะพัดหนักมากขึ้นว่า ทักษิณได้รับการปฏิบัติต่อแบบพิเศษ อันเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงทางการเมืองดังกล่าว
รายงานระบุว่า ทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรียืนกรานว่าทักษิณป่วยจริงระหว่างพักอยู่ที่โรงพยาบาล ดังนั้น “จึงได้รับโทษตามคำพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว”
รีเบคก้าตั้งข้อสังเกตว่า อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางไปรับฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง ในชุดสูท กับ “เนคไทสีเหลือง” หลังจากที่ดอดเดินทางออกนอกประเทศกะทันหันเมื่อหลายวันก่อนหน้า ที่ทำเอาเกิดข่าวสะพัดตามมาว่า เตรียมหลบหนีไปลี้ภัยอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ทักษิณอ้างในแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า ได้เดินทางไปต่างประเทศตามนัดหมายทางการแพทย์เท่านั้น
รีเบคก้าให้รายละเอียดเพิ่มเติมไว้ว่า ศาลฎีกาตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์ในการรักษาอดีตนายกรัฐมนตรี และเรียกพยานบุคคล 31 ปากเข้ามาให้ปากคำ ซึ่งรวมทั้งบรรดานายแพทย์ที่ให้การรักษาทักษิณ, อดีตผู้บัญชาการกรมราชทัณฑ์ และอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมอยู่ด้วย
รีเบคก้าชี้ว่า คำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 กันยายน ถือเป็นคำพิพากษาล่าสุดจากจำนวนคำพิพากษาหลายๆ คดี ที่อยู่ในชั้นศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อตระกูลการเมืองอย่างชินวัตร ที่เป็นหนึ่งในตระกูลการเมืองสืบต่อเนื่องกันมาที่สำคัญมากตระกูลหนึ่งในแวดวงการเมืองไทย
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้ถอดถอนแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ได้ละเมิดหลักจริยธรรมในการปกครอง ระหว่างการรับมือกับปัญหาขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา
ตามข้อเขียนของรีเบคก้า ทักษิณก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดทางการเมืองในปี 2001 และพัฒนาฐานเสียงสำคัญขึ้นทางตอนเหนือของประเทศ
อย่างไรก็ตาม อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้กลายเป็นเป้าจงเกลียดจงชังจากฝ่ายอนุรักษนิยมจนกลายเป็นปมต่อสู้ทางการเมืองต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ ก่อให้เกิดการรัฐประหารหลายครั้งและศาลมีคำสั่งถอดถอนหรือแบนนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรคของทักษิณอยู่หลายครั้งหลายครา
ทักษิณยังคงรักษาอิทธิพลในทางการเมืองเอาไว้แม้จะลี้ภัยอยู่ต่างแดนนานหลายปี แต่ความนิยมชมชอบในทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้กลับเสื่อมทรามลงนับตั้งแต่เดินทางกลับประเทศมา ด้วยพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อฐานเสียงของตนเอง
และวิบากกรรมซ้ำซ้อนของตระกูลชินวัตร ทำให้เพื่อไทยกลายเป็นเพียงพรรคการเมืองฝ่ายค้านอยู่ในเวลานี้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
