บทความในประเทศ
FLIGHTRADAR24
‘หนู’ เทกออฟ
‘แม้ว’ แลนดิ้ง
นับเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ “แปลกประหลาด” ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
พรรคการเมืองชนะเลือกตั้งอันดับ 3 มี ส.ส.ไม่ถึง 70 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง จะสามารถเข้ามามี “อำนาจนำ” ในการบริหารราชการแผ่นดิน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะพรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับ 1 ไปโหวตให้ภายใต้ข้อตกลงทางการเมืองบางประการ หลังจากที่พรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 2 ลองจับมือกับพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 3 บริหารประเทศมาแล้ว 2 ปีกว่า แล้วไปไม่รอด ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากหน้าที่
วิกฤตรัฐธรรมนูญ อาการความผิดเพี้ยนเหล่านี้ นักวิชาการรัฐธรรมนูญเตือนมานานแล้วว่าจะเกิดขึ้น ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากอิทธิฤทธิ์รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มรดกชิ้นสำคัญจากคณะรัฐประหารปี 2557
ที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นาน คงไม่มีใครเชื่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้เป็นนายกฯ
และก็ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกัน ที่ภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี กระบวนการนิติสงครามได้พรากเอาแคนดิเดตนายกฯ หลุดจากวงจรการเมืองไปแล้วถึง 3 คน
เริ่มจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หลุดเพราะถือหุ้นไอทีวี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ จากพรรคเพื่อไทย หลุดเพราะแต่งตั้งรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หลุดเพราะคลิปเสียงเจรจาปัญหาชายแดน
หากย้อนกลับไปดูการเดินเกมการเมืองรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ในทางการเมืองต้องยอมรับว่า นายอนุทิน มี “พรรษาทางการเมืองระดับสูง” เก๋าเกมไม่น้อย
ตั้งแต่การออกตัวสกัดพรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาล การวางยุทธศาสตร์ต่อรองกับพรรคเพื่อไทย จนชิงเอากระทรวงสำคัญมาบริหาร โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย
นายอนุทินใช้เวลา 2 ปี ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี วางรากฐานเครือข่ายอำนาจในกระทรวง สร้างขุมกำลังผ่านกลไกราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นจนสามารถเอาชนะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.และเลือกตั้งท้องถิ่นขนาดใหญ่สำเร็จ
ไม่นับการใช้กลไกมหาดไทยดูดดึงและพัฒนา “การเมืองเชิงเครือข่ายพื้นที่” สะสมหนาแน่นเป็นปึกแผ่น จนพรรคเพื่อไทยตาลุกวาว นานวันกลับกลายเปลี่ยนเป็นความคับแค้น
ค่ายสีน้ำเงินยังมองการเมืองอย่างทะลุปรุโปร่ง ระหว่างที่ค่ายสีแดงกับค่ายสีส้มกำลังฝันหวานถึงการออกแบบการเมืองในฝันผ่านวุฒิสภาชุดใหม่ แต่ค่ายสีน้ำเงินลงทุนลงแรงจริงจังตั้งใจ
ท้ายที่สุดก็เป็นอย่างที่เห็น ดังฉายาที่เรียกกัน “ส.ว.สีน้ำเงิน” ส่วนค่ายสีอื่น “กินแห้ว”
การเมืองเคลื่อนมาถึงจุดเปลี่ยน รัฐบาลเพื่อไทยประสบปัญหาการบริหารทางการเมือง-เศรษฐกิจ หลายนโยบายเรือธงต้องจอดสนิท ถูกคัดค้าน ทำไม่ได้
ค่ายสีน้ำเงินจึงถือโอกาสขยี้จุดอ่อนค่ายสีแดงแบบเป็นค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยส่อไปไม่รอดจากกรณีปัญหาไทย-กัมพูชา ก็เป็นจังหวะดีฟางเส้นสุดท้ายให้พรรคภูมิใจไทยใช้เป็นข้ออ้างสละเรืออย่างสวยงามในนามของการปกป้องชาติ
ความเก๋าทางการเมืองของภูมิใจไทยประการสำคัญต่อมาคือการยอมลด “วาระทางการเมืองของตัวเอง”
จากที่เคยแข็งกร้าวใส่ค่ายสีส้ม เปลี่ยนเป็นการทำงานร่วมกันมากขึ้น ยอมประนีประนอมในประเด็นทางการเมืองที่เห็นว่าก้าวหน้า พอจะควบคุมได้ และเกิดประโยชน์กับประเทศในหลายเรื่องที่ค่ายสีส้มผลักดัน
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องนิรโทษกรรมเยาวชนจากคดี 112 จนเกิดเป็นความเชื่อใจ
แน่นอนว่า การทำการเมืองร่วมกับค่ายสีส้มไม่ง่าย เพราะจะตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องทำข้อตกลงร่วมกันอย่างเปิดเผย โปร่งใส ต่อหน้าประชาชน
เมื่อนายอนุทินยอมรับข้อตกลงทั้งหมด ยอมแม้แต่จะไม่พยายามทำให้รัฐบาลมีเสียงข้างมาก ซึ่งผิดกับวิถีทางการเมืองที่เคยเป็นมาของค่ายสีน้ำเงิน
ก็ไม่ต้องแปลกใจที่วันนี้ นักการเมืองค่ายสีส้มทั้งพรรคจะหันไปยกมือโหวตให้นายอนุทิน
ต้องยอมรับว่า ระยะเวลาแค่ 4 เดือน การทำตามเงื่อนไขของพรรคสีส้มไม่ง่าย แต่สำหรับนายอนุทิน ก็ยังดีกว่าปล่อยให้รัฐบาลต่อไป อยู่ในอำนาจของ “ค่ายสีแดง”
โจทย์ใหญ่จากนี้ของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นเรื่อง จะดำเนินการทางการเมืองตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องยุบสภาและทำประชามติ วางรากฐานยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
หากทำได้สำเร็จ บอกได้คำเดียวว่านายอนุทิน “ออร่าพุ่งแน่” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ บิดพลิ้วไปจากที่ตกลงกันต่อหน้าประชาชน ก็บอกได้คำเดียวเช่นกันว่า เลือกตั้งครั้งหน้าหมดเวลาสำหรับสีน้ำเงินเช่นกัน พร้อมๆ กันนั้น ยังลากค่ายสีส้มคะแนนเชื่อถือศรัทธาดิ่งลงเหวลึกร่วมกันไปด้วย
เช่นเดียวกับกรณีเขากระโดงและกรณีการสอบสวนคดี “ฮั้ว ส.ว.” ที่คนทั้งประเทศต่างจับตามอง หากพบว่ารัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางมิควรจนเป็นที่ประจักษ์
รัฐบาลก็เตรียม “แลนดิ้ง” ได้เลย พร้อมๆ ไปกับคะแนนนิยมของค่ายสีส้มด้วย
แต่แนวโน้มวันนี้ดูเหมือนนายอนุทินจะรักษาธงยุบสภาและเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหญ่
จากประกาศรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีในรัฐบาลภูมิใจไทย พบว่านายอนุทินไปเจรจาดึงเอาคนนอกที่เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก
เล่นเอาคอการเมืองเซอร์ไพรส์ไม่เบา เพราะไม่ได้ตั้งรัฐมนตรีแบ่งแบ่งโควต้าพรรคร่วมจนเต็ม ครม.แบบเดิม
นี่จึงเป็นการพยายามของค่ายสีน้ำเงินในการใช้เวลา 4 เดือนจากนี้ สร้างผลงานให้ได้มากที่สุด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ปูทางสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า
การเมืองไทยช่วงนี้เป็นขาขึ้นของค่ายสีน้ำเงิน “นายกฯ หนู” ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วง “เทกออฟ” ทะยานขึ้น
ตรงกันข้ามกับค่ายสีแดง
นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองตรงกันว่า วันนี้เป็น “ขาลง” ของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจุดจบของสิ่งที่เรียกกันมานานว่า “ระบอบทักษิณ” อย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปก็คงเห็นสัญญาณตั้งแต่ความไม่ชัดเจนในจุดยืนการเมืองช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 กระทั่งพ่ายแพ้พรรคก้าวไกล
ถัดมาก็ยังพลิกขั้วเปลี่ยนข้างตั้งรัฐบาล จนถูกขนานนาม “ตระบัดสัตย์” ทำงานกับขั้วอำนาจเดิมมาตลอดสมัยอายุรัฐบาล
มากกว่านั้น รัฐบาลเพื่อไทยยุคนี้ยังทำผลงานไม่เข้าเป้าเช่นยุคไทยรักไทย นโยบายเรือธงหลายเรื่องจอดนิ่ง ขยับช้า จนไม่สำเร็จ
จุดเปลี่ยนคือการผิดพลาดในการตัดสินใจแก้ปัญหากัมพูชา ทั้งยังไม่ยอมยุบสภาในช่วงเวลาที่มีโอกาส แม้จะมีเสียงเรียกร้องอย่างหนัก
นำมาสู่การพ่ายแพ้นิติสงครามระลอกใหญ่ รัฐบาลเพื่อไทยต้องพ้นทั้ง ครม.
น.ส.แพทองธาร หลุดจากนายกฯ ไม่นานจากนั้น นายทักษิณ ก็ถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินให้กลับเข้าเรือนจำเป็นระยะเวลา 1 ปี
ส่วนหนึ่งของปัญหาที่ลุกลามมาขนาดนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะความเชื่อทางการเมือง “เรื่องการดีลกับขั้วอำนาจเก่า” ที่ผู้นำค่ายสีแดง ยึดถือเป็นวิถีทางทางการเมืองมาต่อเนื่อง
วิถีทางการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนนี้เอง ที่ทำให้ “ค่ายสีแดง” ยิ่งถอยห่างออกจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุดก็ไม่มีประชาชนเป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้” ผสานกับวิกฤตการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดขึ้น จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้ “กลุ่มอำนาจเก่า” มองว่าไม่ประโยชน์ ไม่เลือกใช้งานอีกต่อไป
เมื่อต้นทุนการสนับสนุนจากประชาชนหดหาย พลังอื่นๆ ของพรรคก็ถดถอยตาม ท้ายที่สุดหนีไม่พ้นกลุ่มบ้านใหญ่ต่างๆ ที่เสี่ยงจะถอยออกจากพรรคนับจากนี้
การเมืองของค่ายสีแดงจากนี้เหนื่อยหนัก แค่คิดเรื่องเลือกตั้งครั้งหน้าว่าจะหาเสียงอย่างไรก็เหนื่อยแล้ว
แน่นอนว่า พรรคเพื่อไทยยังสามารถโลดแล่นทางการเมืองได้ต่อ
หากยังเล่นบทฝ่ายค้านแท้จริง ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เดินหน้าทำการเมืองใหม่ โดยมีรากฐานทางอุดมการณ์ให้เป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรค เป็นตัวแทนของผลประโยชน์ทางการเมืองของประชาชนได้
4 เดือนจากนี้เป็นสถานการณ์ที่นายทักษิณและกองทัพเพื่อไทย “แลนดิ้ง” ลงจากอำนาจเรียบร้อย และก็ไม่ง่ายที่จะกลับมาอีก
ส่วนค่ายสีน้ำเงิน ต้องยอมรับว่าวันนี้อยู่ในช่วงกำลัง “เทกออฟ”
ส่วนจะ “เทกออฟ” นานแค่ไหน จะ “แลนดิ้ง” อย่างรวดเร็วหรือไม่ หรือจู่ๆ เครื่องบินจะ “ระเบิดกลางอากาศ”
4 เดือนจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ “ฝีมือกัปตัน” โดยมีชะตากรรมค่ายสีส้มพ่วงติดอยู่ด้วย
