| สุจิตต์ วงษ์เทศ
อโยธยามีขึ้นจากการรวมอำนาจของชนชั้นนำ 2 กลุ่ม ได้แก่ สยาม กับ ขอม เพื่อสถาปนาเมืองเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ คติเถรวาท แบบลังกา (นับถือรามเกียรติ์)
กลุ่มสยาม เป็นคน “ไม่ไทย” มาจาก “ลูกผสม” หลายชาติพันธุ์ แต่พูดภาษาไท-ไตเป็นภาษากลางสื่อสารระหว่างชาติพันธุ์ ได้แก่ สยามลุ่มน้ำมูล มีศูนย์กลางอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา และสยามลุ่มน้ำท่าจีน มีศูนย์กลางอยู่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี)
กลุ่มขอม มีหลายชาติพันธุ์ พูดภาษาเขมรเป็นภาษาทางการ ถูกเรียก “ขอม” (เป็นคำกลายจาก กฺรฺอม หมายถึงคนบริเวณที่ราบลุ่ม) มีบ้านเมืองศูนย์กลางอยู่ละโว้ (ลพบุรี) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ตอนล่าง) ต่อเนื่องถึงศูนย์กลางอีกแห่งอยู่โตนเลสาบในกัมพูชา
ประชากรหลักของอโยธยาประกอบด้วยชาวสยามกับชาวขอมละโว้ น่าเชื่อว่าภาษาราชการมี 2 ภาษา ทั้งภาษาสยาม คือตระกูลไท-ไต และภาษาขอมละโว้ คือภาษาเขมร
เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) ของกลุ่มสยามลุ่มน้ำมูล คือ เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง (ผู้สืบทอดเสียมกุก นครวัด) ร่วมกับศรีเทพ-ละโว้ สถาปนาอโยธยา พบความเคลื่อนไหว ดังนี้
(1.) ขนย้าย “จารึกศรีจนาศะ” (พ.ศ.1480) จากเมืองราด (เมืองเสมา, ศรีจนาศะ) ลงไปอโยธยา ต่อมาขุดพบจารึกหลักนี้บริเวณเทวสถาน ใกล้สะพานชีกุน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
(2.). รับคติเถรวาท แบบลังกา (นับถือรามเกียรติ์) จากอโยธยา ขึ้นไปเมืองราด (เมืองเสมา, ศรีจนาศะ) พบหลักฐานในจารึกวัดศรีชุม (สุโขทัย) ว่ามหาเถรศรีศรัทธา (หลานพ่อขุนผาเมือง) บวชที่เมืองสุโขทัย และธุดงค์ไปเทวสถานปราสาทพนมวัน (เมืองราด) ที่ถูกแปลงเป็นพุทธสถานตามคติเถรวาท แบบลังกา
(3.) เมืองเสมา (เมืองราด) ได้รับการสถาปนาเป็น “เมืองนครราชสีมา” แผ่นดินบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.2011 (พบในกฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยาตอนต้น)

สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากเมืองราด
จารึกศรีจนาศะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่กลางเมืองราด, เมืองเสมา หรือเมืองศรีจนาศะ (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) ต่อมาถูกเคลื่อนย้ายออกจากที่เดิม ครั้นหลังจากนั้นอีกนาน ถูกพบโดยบังเอิญที่อยุธยา (อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา) เมื่อ พ.ศ.2482
แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบคำอธิบายว่าถูกขนย้ายจากเมืองเสมาไปอยุธยาเมื่อไร? และทำไม?
ความศักดิ์สิทธิ์ของศิลาจารึกศรีจนาศะมี 2 อย่าง ได้แก่ (หนึ่ง) มีโศลกสรรเสริญพระศิวะ (หรือพระอีศวร) และพระอุมา (สอง) มีรายพระนามกษัตริย์เมืองศรีจนาศะ หรือเมืองเสมา, เมืองราด เสมือน “เทพบิดร”
เมื่อสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองเปลี่ยนไป ความศักดิ์สิทธิ์ของจารึกศรีจนาศะไม่มั่นคงเหมือนเดิม ได้แก่
(1.) อโยธยาหลังรับเถรวาทแบบลังกา (นับถือพระราม) อย่างเต็มบริบูรณ์ ย่อมละเลยจารึกศรีจนาศะที่มีเนื้อความสรรเสริญพระศิวะ
(2.) อโยธยาถูก “ผีห่า” กาฬโรคระบาด ต้องทำพิธีล้างอาถรรพณ์ด้วยการย้ายศูนย์กลางอำนาจไปที่ใหม่ น่าจะส่งผลกระทบถึงศิลาจารึกศรีจนาศะอย่างรุนแรง จึงไม่พบหลักฐานความเป็นมา
(3.) หลังเสียกรุง พ.ศ.2310 โบสถ์พราหมณ์ย่านชีกุนต้องปรักหักพัง ทำให้ศิลาจารึกศรีจนาศะถูกถมทับเป็นเนินดินนานมากกว่า 100 ปี ต่อมาอีกนานมากถูกค้นพบจากการขุดดินทำถนน เมื่อ พ.ศ.2482
การขนย้ายจารึกศรีจนาศะมีขึ้นในสมัยอโยธยา เพราะไม่พบสิ่งใดกำหนดผูกมัดว่าจะต้องสมัยอยุธยาเท่านั้น [แต่ข้อสำคัญคือจารึกศรีจนาศะไม่ได้ถูกโจรกรรมเพื่อขายเป็นของเก่า (ตามที่พูดจากันในท้องถิ่นและในทางการบางสถานที่) แต่ถูกเชิญลงไปอยุธยาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์]
“คงอยู่ที่นั้นมาตั้งแต่ครั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี” เป็นคำอธิบายของ ศ.ยอร์ช เซเดส์ (ชาวฝรั่งเศส) นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในไทยและอุษาคเนย์ ที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส 80 ปีมาแล้ว เมื่อ พ.ศ.2487 [ต่อมาแปลเป็นภาษาไทย โดย ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (พิมพ์ในหนังสือ ประชุมศิลาจารึก ภาค 4 โดยคณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2513 หน้า 216-220)]
จารึกศรีจนาศะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำสมัยอโยธยา-อยุธยา จึงไม่ใช่เพียงแผ่นศิลามีตัวอักษรสลักไว้เท่านั้น เพราะ
(1.) พบโดยบังเอิญจากการขุดดินทำถนนบริเวณซากโบสถ์พราหมณ์ย่านชีกุน ซึ่งเป็นเทวสถานสำคัญมากของอยุธยา และ
(2.) อยู่ท่ามกลางวัดใหญ่หลวงศูนย์กลางอำนาจ 2 วัด คือ วัดมหาธาตุและวัดขุนเมืองใจ
หลักฐานสนับสนุนทั้งหมดอยู่ในเรื่องราวความเป็นมาหรือพัฒนาการความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และเครือข่ายการค้าระหว่างเมืองศรีจนาศะซึ่งอยู่ที่ราบสูง บริเวณลุ่มน้ำมูล กับบ้านเมืองที่ราบลุ่ม บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา กระทั่งท้ายสุดที่ราบสูงลุ่มน้ำมูลถูกผนวกเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอยุธยา

[จารึกศรีจนาศะ จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ภาพจากเว็บไซต์กรมศิลปากร]
เมือง “ร้อยเอ็ดประตู” อยู่โคราช ลุ่มน้ำมูล
เมืองราด (หรือเมืองเสมา, เมืองศรีจนาศะ) คือสยามที่เป็นพลังสำคัญมากในการสร้างเมืองอโยธยา จึงพบความทรงจำสืบทอดต่อกันมาอยู่ในหนังสืออุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ที่แต่งเพื่อสรรเสริญคุณวิเศษของศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา เมื่อแผ่ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นดินแดนรัฐละโว้ (ลพบุรี)
ต่อมากลุ่มสยามเมืองราด กับกลุ่มขอมเมืองละโว้ ร่วมกันสร้างเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธเถรวาท แบบลังกา แล้วแผ่เถรวาทไปทุกทิศทาง โดยเฉพาะเข้าสู่ที่ราบสูงบริเวณโขง-ชี-มูล ซึ่งมีโครงเรื่องสรุปย่อเฉพาะตอนนี้ ดังนี้
(1.) เมืองศรีโคตรบูรเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับเมืองสาเกต (เมืองร้อยเอ็ดประตู) (2.) เจ้าเมืองสาเกตเป็นพันธมิตรกับเจ้าเมืองกุรุนทนคร (เมืองอโยธยา) (3.) ต่อมาเจ้าเมืองสาเกตไปอยู่กับเจ้าเมืองกุรุนทนคร ร่วมกันครองเมืองกุรุนทนคร
อุรังคธาตุเป็นหนังสือประเภทตำนานที่เรียบเรียงแบบตำนาน ดังนั้น ชื่อบ้านนามเมืองในอุรังคธาตุเป็นชื่อในตำนานที่ดัดแปลงจากเรื่องเล่าเก่าแก่สืบทอดปากต่อปาก และบางครั้งผูกชื่อใหม่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ดังนี้
เมืองศรีโคตรบูร หมายถึงบริเวณสองฝั่งโขงตั้งแต่เวียงจันท์ถึงพระธาตุพนม สมัยที่แต่งอุรังคธาตุ ศูนย์กลางอำนาจอยู่เวียงจันท์ ศูนย์กลางศาสนาอยู่พระธาตุพนม
ชื่อเมืองศรีโคตรบูรเกี่ยวข้องพระยาโคตรบอง เมืองละโว้ ตามหาตะบองไปถึงเมืองล้านช้างเวียงจันท์ แล้วกลับไปตายเมืองละโว้
เมืองสาเกตนคร หรือ เมืองร้อยเอ็ดประตู (ในอุรังคธาตุ) หมายถึงเมืองเสมา หรือเมืองศรีจนาศะ ลุ่มน้ำมูล (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) เป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีที่มีคูน้ำคันดินกว้างขวางใหญ่โตมาก
เมืองสาเกตเป็นนามศักดิ์สิทธิ์ของเมืองในอินเดีย (ต่อมาชื่อเมืองอโยธยา) เป็น 1 ใน 6 เมืองสำคัญบนเส้นทางการค้าโบราณหลายพันปีมาแล้ว คือ สาวัตถี, จัมปา, ราชคฤห์, สาเกต, โกสัมพี และกาศี
[ตามความเข้าใจปัจจุบันเมืองสาเกตคือเมืองร้อยเอ็ดโบราณ (อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด) ซึ่งเป็นความเชื่อของคนสมัยพระเจ้าตากว่า “ยกบ้านกุ่มเป็นเมืองมีชื่อตามเดิมว่าเมืองร้อยเอ็ด” แต่เมืองโบราณ จ.ร้อยเอ็ด ไม่พบหลักฐานตามที่บอกในอุรังคธาตุว่า “เมืองสาเกต-ร้อยเอ็ดประตู” เป็นเครือญาติใกล้ชิดมากกับอโยธยา]
เมืองกุรุนทนคร หมายถึงเมืองอโยธยา (จ.พระนครศรีอยุธยา) ในอุรังคธาตุเรียกเมืองกุรุนทนครด้วยชื่อต่างๆ แต่หมายถึงเมืองเดียวกัน คือ (1.) เมืองกุรุนทนคร (2.) เมืองศรีอโยธยา (3.) เมืองอโยธยาทวาราวัตินคร (4.) เมืองอโยธยา
[กุรุนที ชื่อของอรรถกถาพระวินัยคัมภีร์หนึ่งซึ่งเป็นภาษาสีหล และท่านพุทธโฆษนำไปใช้ในการแต่งอรรถกถาเป็นภาษามคธ บัดนี้ต้นฉบับได้สูญแล้ว (พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2547 หน้า 22)]
พ่อขุนผาเมือง คือ พระยาแกรก สืบเนื่องจากพ่อขุนผาเมืองมีพระขรรค์ชัยศรี (รับพระราชทานจากกษัตริย์เขมรนครธม) อาจตรงกับตำนานพระยาแกรก กษัตริย์ อโยธยา (สมัยก่อนอยุธยา)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
