bg-single

รัฐบาลใหม่ กับความเสี่ยงทางการเมืองที่อันตราย

21.09.2025

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon

รัฐบาลใหม่

กับความเสี่ยงทางการเมืองที่อันตราย

รายชื่อคณะรัฐมนตรีใหม่ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แทบไม่มีอะไรต่างจากรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เลย

เพราะถ้าไม่นับรัฐมนตรีคนนอกกับรัฐมนตรีโควต้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว รัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ก็คืออดีตรัฐมนตรีที่อยู่ในทุกรัฐบาลหลังปี 2562 จนปัจจุบัน

รายชื่อคณะรัฐมนตรีแบบนี้ คุณอนุทินจะเป็นหัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่สังคมไม่ให้เวลาฮันนีมูนแม้แต่นิดเดียว

พรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้านต้องตรวจสอบรัฐมนตรีหน้าเก่าอย่างเต็มที่

ส่วนฝ่ายแค้นอย่างพรรคเพื่อไทยก็ประกาศแล้วว่าจะยื่นคำร้องถอดถอนคุณอนุทินทันทีด้วยเหมือนกัน

ทั้งหมดนี้ยังไม่ต้องพูดถึงเครือข่ายม็อบนอกสภาของกลุ่มอดีต ส.ว., กลุ่มนักร้อง, กลุ่มดาวไฮด์ปาร์ก และกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์การเมืองที่ต้องใช้โอกาสนี้โจมตีรัฐบาลอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลต่ออย่างแน่นอน

การตรวจสอบรัฐบาลโดยพรรคประชาชนเป็นกระบวนการปกติที่ไม่มีปัญหาอะไร

แต่คำร้องพรรคเพื่อไทยและความเคลื่อนไหวของเครือข่ายม็อบนั้นจะสร้างสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติขึ้นแน่ๆ เพราะเพื่อไทยมุ่งถอดถอนนายกฯ ทันทีที่เป็นนายกฯ ส่วนม็อบมุ่งใช้ ม.144 กำจัด ส.ส.และ ส.ว.ล้างบาง

ทันทีที่คุณอนุทินแถลงนโยบายต่อสภา สิ่งแรกที่คุณอนุทินจะเจอคือนิติสงครามจากเพื่อไทยและเครือข่ายม็อบที่เคยไล่เพื่อไทย

ส่วนในสภาคือการตรวจสอบจากพรรคประชาชนอย่างเข้มข้นเพื่อยืนยันว่าพรรคไม่ใช่พวกรัฐบาล เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์ของประชาชนถึง ครม.ในแง่ตัวคนและผลงาน

ปัญหาที่อันตรายที่สุดของรายชื่อรัฐมนตรีแบบนี้คือความเสี่ยงที่จะถูกฝ่ายแค้นอย่างพรรคเพื่อไทยหรือเครือข่ายม็อบยื่นเอาผิดทางจริยธรรม

คุณอนุทินจึงเสี่ยงที่จะเผชิญชะตากรรมแบบคุณเศรษฐากรณีแต่งตั้งคุณพิชิต ชื่นบาน แต่จะจบแบบเดียวกันหรือไม่เป็นอนาคตที่ยังไม่มีใครรู้แน่นอน

เพื่อให้เห็นฉากอนาคตที่เลวร้ายยิ่งขึ้น ประเด็นฮั้ว ส.ว.และเขากระโดงจะถูกพรรคเพื่อไทยหรือเครือข่ายม็อบยื่นเอาผิดทางจริยธรรมแน่ๆ

และแม้ข้อเท็จจริงว่าคดี ส.ว.เพิ่งถึงแค่ระดับ “หมายเรียก” โดยยังไม่มีใครผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยความผิดทางจริยธรรมมากจนเรื่องนี้เสี่ยงอันตราย

พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ยื่นคำร้องเรื่อง MOA แต่ยื่นแน่ จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ, คำร้องของเรื่อง ม.144 ติดขัดอยู่แค่ ป.ป.ช. แปลว่าผ่านด่านนี้เมื่อไรก็ไปเร็วทันที

ส่วนคำร้องจริยธรรมกรณีรัฐมนตรี, เขากระโดง และข้อหาฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องระดับไม่มีทางไม่ยื่น และยื่นเมื่อไหร่ น่าจะเร็ว

สามเรื่องนี้คืออนาคตนิติสงครามที่รอคุณอนุทินซึ่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร

ตัวแปรที่จะทำให้เพื่อไทยไม่แตะคุณอนุทินเลยคือ คดีคุณทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยเอง เพราะเมื่อคุณอนุทินมีอำนาจ รัฐบาลอนุทินสามารถเร่งเพิกถอนที่ดินคดีอัลไพน์, คุณแพทองธารมีโอกาสโดนคดีชั้น 14 และเพื่อไทยมีโอกาสโดนคดีไม่ทำอะไรเรื่องค่าเสียหายคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีจำนำข้าว

แม้แต่คุณทักษิณจะได้ออกจากคุกไปคุมขังที่บ้านหรือไม่ก็มีรัฐมนตรียุติธรรมเป็นตัวแปร

ไม่มีใครรู้ว่าเพื่อไทยจะเล่นบท “ฝ่ายแค้น” เพื่อล้างแค้นที่อำนาจรัฐหลุดมือ หรือจะเป็น “ฝ่ายค้าน” ตามระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพราะทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณทักษิณและครอบครัวจะเอาอย่างไรกับการเมืองไทย

เช่นเดียวกับจะ “ดีล” อย่างไรซึ่งไม่เกี่ยวกับ ส.ส.พรรคหรือคนเลือกพรรคเพื่อไทย

คนจำนวนไม่น้อยพูดว่ารัฐบาลอนุทินเป็นตัวแทน “Deep State” และ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ในการปกครองสังคมแทนคุณทักษิณและเพื่อไทยที่หมดสภาพไป

หนึ่งในคนที่พูดแบบนั้นคือพรรคเพื่อไทยซึ่งโจมตีพรรคประชาชนว่าทำผิดที่โหวตอนุทินและภูมิใจไทยซึ่งเป็นฝ่าย “อนุรักษนิยม”

“อนุรักษนิยม” เป็นปัญหาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าประเมิน “อนุรักษนิยม” จากจุดยืนอะไร

แต่วิธีที่เพื่อไทยโจมตีพรรคประชาชนคือการตีขลุมเนียนๆ ว่าตัวเอง “ก้าวหน้า” ทั้งที่โจมตีพรรคประชาชนมา 2 ปีว่าหัวรุนแรง, มองถึงดวงดาว ไปแค่ยอดมะพร้าว ฯลฯ ซึ่งเป็นวิธีเล่นละครว่าตัวเอง “อนุรักษนิยม”

เดี๋ยวก็ประชาธิปไตย เดี๋ยวก็อนุรักษนิยมเป็นภาพสะท้อนปัญหาอัตลักษณ์การเมืองแบบครึ่งบกครึ่งน้ำ (Identity Crisis) ที่เพื่อไทยเปลี่ยนไปมาตามใจชอบจนไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ เพื่อไทยมีกระดูกสันหลังหรือไม่

และกระดูกสันหลังของเพื่อไทยคืออะไร หรือเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

Deep State เกี่ยวแน่กับความชุลมุนช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ส่วนคุณอนุทินเป็นตัวแทน Deep State หรือไม่คงเถียงกันได้

แต่ถ้าบอกว่าคุณอนุทินคือตัวแทนอนุรักษนิยมนั้นไม่ใช่แน่ๆ เพราะเครือข่ายที่จ้องล้มคุณอนุทินล้วนแสดงตัวเป็น “อนุรักษนิยม” ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ, เพื่อไทย หรือม็อบขาประจำ

“อนุรักษนิยม” ในสังคมไหนล้วนหมายถึงการเมืองที่มุ่งปกป้องสถาบันและประเพณีดั้งเดิมไม่ให้เปลี่ยนแปลงเลย หรือถ้าเปลี่ยนก็เปลี่ยนแบบที่สถาบันเดิมได้ประโยชน์ที่สุดโดยกระทบความเชื่อดั้งเดิมน้อยที่สุด

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวาระทางการเมืองของชนชั้นนำและแทบทุกพรรคในไทย

ทุกสังคมมีคนที่สมาทานอุดมการอนุรักษนิยม แต่มีไม่กี่สังคมที่ชนชั้นปกครองควบคุมประเทศได้ต่อเนื่องจนเกิดรัฐที่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลงได้เด็ดขาด ชนชั้นนำและพรรคการเมืองที่ไม่ใช่ชนชั้นปกครองโดยกำพืดจึงต้องสวามิภักดิ์กับชนชั้นปกครองจนเกิดรัฐที่แทบไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเลย

“อนุรักษนิยม” ไม่จำเป็นต้องมีกลุ่มใดหรือพรรคการเมืองใดผูกขาดเป็นตัวแทนตลอดกาล เพราะอนุรักษนิยมมีทางเลือกจะใช้ใครหรือพรรคไหนเป็นตัวแทนไม่สิ้นสุด

รัฐบาลหรือนายกฯ จึงเปลี่ยนได้ เป็นทหารหรือพลเรือนจากคนละขั้วก็ได้ ประเทศไทยหลังรัฐประหาร 2549 จึงมีนายกฯ แล้ว 9 คน

ไม่ว่าเพื่อไทย, ประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย รัฐบาลพรรคเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายอนุรักษนิยมในวันใดวันหนึ่งทั้งสิ้น

ต่อให้แต่ละพรรคจะมีผู้นำและนโยบายต่างกัน แต่ไม่มีนายกฯ คนไหนและรัฐบาลพรรคอะไรที่ต่างกันในแง่การผลัดกันเป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษนิยม

“วาทกรรม” ที่เพื่อไทยโจมตีพรรคประชาชนมากที่สุดคือ เป็นพวก “หัวรุนแรง” ซึ่งเป็นคำพูดไม่ต่างกับอนาคตใหม่ถูกกองทัพโจมตีว่า “ซ้ายจัดดัดจริต” หรือก้าวไกลถูกโจมตีว่า “ล้มสถาบัน” เหตุผลง่ายๆ คือ เพื่อไทยต้องการให้ฝ่ายอนุรักษนิยมเห็นว่ารัฐบาลเพื่อไทยเป็นพวกเดียวกับอนุรักษนิยม

อนุรักษนิยมไม่ใช่ปัญหา แต่ระบอบการเมืองที่ควบคุมให้ทุกฝ่ายอยู่ในอุ้งมืออนุรักษนิยมเป็นปัญหา เพราะคนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงคือคนส่วนน้อยในทุกสังคม ยิ่งชนชั้นนำหรือพรรคการเมืองแห่เป็นอนุรักษนิยม โอกาสที่คนกลุ่มนี้จะเป็นฝ่ายตรงข้ามคนส่วนใหญ่ย่อมมีมากขึ้นตลอดเวลา

ด้วยเหตุดังนี้ การเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 จึงจบด้วยความพ่ายแพ้ของพรรคที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมชัดๆ อย่างย่อยยับ และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในการเลือกตั้งปี 2569 หรือปีไหนก็ตาม

หลุยส์ อัลธูแซร์ เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1970 ว่ารัฐปกครองสังคมด้วยกฎหมายและกลไกอุดมการณ์ งานสำคัญของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” ในทศวรรษ 2540 พูดถึงอำนาจของสถาบันต่างๆ ซึ่งมีอยู่โดยไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญกำหนด และทั้งหมดนี้พูดในปัจจุบันคือ การเมืองใต้บงการอนุรักษนิยม

ปัญหาของสังคมภายใต้ “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” คือชนชั้นนำไม่ยอมรับว่าวัฒนธรรมเปลี่ยนได้ ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงขัดแย้งกับคนส่วนใหญ่เยอะไปหมด และสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคือชนชั้นนำคุมสังคมด้วยรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงเลย

ต่อให้เปลี่ยนนายกฯ จากแพทองธารเป็นอนุทิน รัฐบาลใหม่ก็จะเสถียรภาพต่ำเหมือนรัฐบาลเพื่อไทยเพราะสังคมไทยเปลี่ยนจนการปกครองทางวัฒนธรรม (Cultural Governance) แบบเดิมทำงานไม่ได้ และการควบคุมสังคมด้วยลายลักษณ์อักษรไม่สามารถสร้างความยินยอมพร้อมใจในสังคม

รัฐบาลใหม่ต้องอยู่สั้นแล้วไปตามที่ตกลงไว้ใน MOA ไม่อย่างนั้นทุกอย่างที่เกิดกับรัฐบาลเพื่อไทยจะเกิดกับรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะอ้างอะไรแค่ไหนก็ตาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน