ทิ้งท้ายวิวาทะกรณีข้ามขั้ว : ปรากฏการณ์คล้ายกันในบริบทต่างกัน มักมีความหมายไม่เหมือนกัน
บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
ทิ้งท้ายวิวาทะกรณีข้ามขั้ว
: ปรากฏการณ์คล้ายกันในบริบทต่างกัน
มักมีความหมายไม่เหมือนกัน
เกี่ยวกับปรากฏการณ์จับมือกับฝ่ายอนุรักษนิยม ผมเห็นว่าครั้งพรรคเพื่อไทยเป็นการ “ย้ายข้างข้ามขั้ว” แต่ครั้งพรรคประชาชนไม่ใช่การย้ายข้างข้ามขั้ว (ดังที่เสนอไว้ใน “ข้ามขั้วหรือไม่ : ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย” https://www.the101.world/people-party-bhumjaithai-analysis/) นั้น
หลายคนประณามผมว่าอคติเหลือล้นจนไม่เหลือความเที่ยงธรรมคงเส้นคงวา เลือกที่รักมักที่ชัง บางคนกล่าวว่าผมพยายามสร้าง “ข้อยกเว้น” ให้แก่พรรคส้ม ฯลฯ
ข้อโต้แย้งทั้งหลาย (รวมทั้งสาระที่ขุดหาได้จากบทความบริภาษผม) พอจะสรุปได้ 2 ประเด็นหลัก
คือ หนึ่ง สองมาตรฐาน ตีความและตัดสินไม่อยู่กับร่องรอย ยกเว้นความผิดให้กับส้มฝ่ายเดียว
และสอง ความเห็นของผมเชื่อถือไม่ได้ เพราะอคติสูง ใช้แต่ความรู้สึก เกลียดเพื่อไทย รักพรรคส้ม ฯลฯ ประเด็นที่สองผูกกับประเด็นที่หนึ่ง
ข้อวิจารณ์เหล่านี้ทั้งหมด (รวมทั้งที่เห็นว่าผมยกเว้นให้กับพรรคส้ม) มีฐานคิด (premise) ว่าทั้งกรณีเพื่อไทยและประชาชนนั้นเหมือนกัน โดยทึกทัก (presume) จากปรากฏการณ์อย่างผิวเผิน และไม่อธิบายหรือพิสูจน์แต่อย่างใด
ผมสวนทางโดยพุ่งเป้าไปที่ฐานคิดดังกล่าว อธิบายให้เห็นความแตกต่างว่าสองกรณีที่เป็นคนละเรื่องกัน (จึงไม่มีครั้งไหนเป็นข้อยกเว้นของอีกครั้ง) โดยดูจากบริบท สถานการณ์ ความมุ่งหมาย อุดมการณ์และพฤติกรรมของสองพรรค
แต่การโต้แย้งต่อคำอธิบายของผมกลับไม่มีการถกเถียงในประเด็นเหล่านี้แต่อย่างใด
ยังคงทึกทักล่วงหน้าโดยไม่อธิบายหรือพิสูจน์เช่นเดิม
ดังนั้น ในบทความนี้ ผมขออธิบายทิ้งท้ายในประเด็นเดียว นั่นคือ ปรากฏการณ์เดียวกัน เหตุการณ์คล้ายกัน การกระทำคล้ายกัน บ่อยครั้งมีความหมายคนละอย่างเลยเพราะอยู่ในบริบทซึ่งแตกต่างกัน
นักประวัติศาสตร์หลงทางอยู่นานหลายสิบปี พากันเห็นคล้อยตามการตีความของพวกอนุรักษนิยมว่า 2475 ก็คือการรัฐประหาร ไม่ต่างอะไรกับการรัฐประหารของเผด็จการทหารครั้งอื่นๆ
ในเวลาต่อมา จึงไม่ยอมรับความหมายทางประวัติศาสตร์ของ 2475 ว่าเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ความกระจ่างในเวลาต่อมาเกิดขี้นส่วนหนึ่งเพราะเข้าใจมากขึ้นว่าบริบทของใช้กำลังทหารทำรัฐประหารส่วนใหญ่กับคราวปฏิวัติ 2475 นั้นต่างกันอย่างมาก
จากนั้นหวนกลับไปมองอีกหลายปัจจัยประกอบ รวมทั้งอุดมการณ์ของผู้ก่อการคนสำคัญของคณะราษฎร ความมุ่งหมาย ฯลฯ จึงมั่นใจว่าความเหมือนเป็นเพียงการสังเกตอย่างผิวเผิน ขาดบริบท ขาดการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบ
เช่นเดียวกัน รัฐประหารของพระยาพหลฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2476 ก็ถูกเข้าใจผิดเป็นเวลานานว่าไม่ต่างกับการทำรัฐประหารโดยเผด็จการทหารครั้งอื่นๆ เพราะดูเผินๆ ในแง่ปรากฏการณ์ (ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน) ก็มีลักษณะคล้ายกัน
แต่หากดูบริบทหรือสาเหตุในมุมกว้าง ดูสถานการณ์ที่เป็นสาเหตุในมุมเฉพาะหน้าที่นำไปสู่การตัดสินใจใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่ารัฐบาลพลเรือน (ของพระยามโนฯ) ทำรัฐประหารเงียบล้มรัฐธรรมนูญ 2475 และยกเลิกสภาไปก่อนหน้าเมื่อเดือนมีนาคม 2476
ความมุ่งหมายและผลของการรัฐประหารโดยพระยาพหลฯ จึงเพื่อนำรัฐธรรมนูญกลับมาใช้และเปิดสภาอีกครั้ง
เป็นรัฐประหารเพื่อปกป้องระบอบใหม่หลังการปฏิวัติ จึงต่างลิบลับกับการรัฐประหารของกองทัพหลายสิบครั้งในเวลาต่อมาเพื่อสถาปนาระบอบเผด็จการ
ด้วยเหตุนี้เองนักประวัติศาสตร์จึงเห็นว่ารัฐประหารของพระยาพหลฯ ไม่เหมือนรัฐประหารครั้งต่อๆ มา
รัฐประหารเพื่อก่อตั้งระบอบเผด็จการทหารครั้งแรกคือรัฐประหาร 2490 ไม่ใช่ 2476 โดยพระยาพหลฯ ไม่ใช่ 2475 โดยคณะราษฎร
ทั้งรัฐประหาร 2476 โดยพระยาพหลฯ และการยึดอำนาจ 2475 โดยคณะราษฎรไม่ใช่ “ข้อยกเว้น” ของการรัฐประหารเพียงเพราะเราต้องการเข้าข้างพระยาพหลฯ หรือคณะราษฎร
แต่เพราะเหตุการณ์ทั้งสองแตกต่างเป็นคนละเรื่องกับการรัฐประหารโดยคณะเผด็จการทหาร เราต่างหากที่ไม่ควรด่วนสรุปว่าการยึดอำนาจโดยทหารย่อมเหมือนๆ กันหมดในทุกกรณี เพราะเหตุการณ์คล้ายกัน การกระทำคล้ายกัน
บ่อยครั้งมีความหมายคนละอย่างกันเลยเพราะอยู่ในบริบทและมีปัจจัยอื่นๆ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะหนุนช่วยพรรคส้ม แต่ผมทำอย่างที่นักประวัติศาสตร์มักจะทำเป็นปกติ นั่นคือ ไม่ด่วนสรุปอย่างผิวเผินจากปรากฏการณ์ ดูบริบทก่อนว่าเหมือนกันหรือไม่ เริ่มจากตรงนี้ จากนั้นก็สงสัยต่อไปว่าปัจจัยอื่นๆ (สถานการณ์ ความมุ่งหมาย อุดมการณ์และพฤติกรรมของสองพรรค ฯลฯ) เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
เหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐานที่นักเรียนประวัติศาสตร์ได้รับการฝึกฝนให้ทำยามที่ต้องการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ใดก็ตาม (ขอแจก F ให้นักเรียนประวัติศาสตร์ที่บริภาษโดยไม่ทำตามทักษะพื้นฐานที่ร่ำเรียนมา)
ขอเล่าถึงกระบวนการคิดโดยย่อ ซึ่งน่าเป็นประโยชน์กว่าการกล่าวอย่างง่ายๆ ว่าผมใช้แค่ความรู้สึกและอคติในการเขียน
กล่าวคือ ในกรณีนี้ ผมพยายามนึกว่าถ้านักประวัติศาสตร์ในอนาคตอีกสัก 50 ปีที่พยายามเข้าใจการ “ข้ามขั้ว” ในปัจจุบัน เขาจะพิจารณาจากอะไร
การจินตนาการเช่นนี้เพื่อช่วยสร้าง “ระยะห่างเพื่อวิจารณญาณ” (critical distance) คือห่างอารมณ์และอคติในปัจจุบันออกไปหน่อย แล้วใช้ทักษะที่เราใช้ศึกษาเหตุการณ์ในอดีตในอีกหลายกรณี ซึ่งมักเริ่มจากบริบท …
ครั้นตระหนักว่าบริบทต่างกัน จึงหวนถึงประสบการณ์ของนักประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีกับการปฏิวัติ 2475 และการรัฐประหาร 2476 โดยพระยาพหลฯ ดังได้กล่าวถึงไปแล้ว (จะให้เพิ่มอีกกรณีก็ได้คือ การที่เคยมีนักรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์เทียบเหตุการณ์ 14 ตุลากับกบฏบวรเดช เพียงเพราะเห็นว่าเป็นการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารคล้ายๆ กัน)
ทุกกรณีที่กล่าวถึงนั้น เป็นการด่วนสรุปอย่างผิวเผินจากปรากฏการณ์ที่ดูคล้ายกัน ทุกกรณีเป็นการตกหลุมพรางของแนวคิดอนุรักษนิยม
(ไม่ว่าผู้ด่วนสรุปเช่นนั้นจะเป็นผู้มีความคิดแบบไหนก็ตามเพราะเราทุกคนมีโอกาสตกหลุมได้พอๆ กัน)
ในกรณีพรรคประชาชนย้ายข้างข้ามขั้วหรือไม่ แม้ว่าดูเผินๆ อาจคล้ายกับการข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่ครั้นดูบริบท สถานการณ์ และปัจจัยอื่นๆ ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าเป็นคนละเรื่องกับการที่พรรคเพื่อไทยย้ายข้างข้ามขั้ว
เพราะที่สำคัญที่สุดคือไม่ใช่การย้ายข้างไปเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมเพื่อแสวงหาอำนาจแบบที่มีใบอนุญาตที่สอง
พรรคประชาชนกำลังพยายามทะลวงตาอับของการเมืองไทยด้วยการวางหมากให้นำไปสู่การยุบสภาและเปิดประตูการแก้รัฐธรรมนูญ
หมากตานี้ก่อความเสียหายต่อพรรคประชาชนแน่ๆ ทั้งทันทีและน่าจะในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย
แต่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการย้ายข้างไปร่วมกันครองอำนาจ (การไม่เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อแสดงให้ชัดในข้อนี้)
ต่อให้ 4 เดือนหลังจากนี้ เราอาจกล่าวว่าพรรคส้มประเมินความเป็นไปได้ผิด วางหมากผิด เสียค่าโง่ และอื่นๆ แต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเขาย้ายข้างข้ามขั้วไปอยู่ดี ยังเป็นคนละเรื่องกันเช่นเดิม
ถ้าหากมีผู้ทำตามกระบวนการและทักษะของนักประวัติศาสตร์ ก็อาจจะตีความการกระทำของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต่างจากผม เพราะประวัติศาสตร์ย่อมมีหลายด้านต่างมุม การถกเถียงน่าจะเข้าท่าน่าสนใจมาก
ดังนั้น หากจะโต้แย้ง ขอความกรุณาอธิบายว่าเห็นแย้งกับผมในเรื่องบริบท สถานการณ์ ความมุ่งหมาย อุดมการณ์และพฤติกรรมของสองพรรค ฯลฯ อย่างไร
หรืออธิบายให้เห็นว่ากระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ต่างจากผมไปเลยก็ได้ (เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้ผูกขาดความถูกต้องแต่อย่างใด) ถ้าทำเช่นนั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านมากโข
นอกจากพยายามเสนอความเห็นทางการเมืองแล้ว ครั้งนี้ผมเห็นเป็นโอกาสทองของการนำเสนอกระบวนการคิดที่ต่างออกไป เผื่อว่าผู้อ่านจะกระหายที่จะคิดวิเคราะห์ให้พ้นไปจากแค่ปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าคนอ่านจะเชียร์พรรคไหนก็ตาม
แต่กลายเป็นว่าผู้โต้แย้งจำนวนมากพยายามมองข้ามการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ลดทอนให้เป็นแค่การใช้ความรู้สึกบวกอคติ ในขณะที่ช่วยกันแก้ตัวให้แก่บทความบริภาษ แนะนำให้มองข้ามการด่าเพื่อกรองหาเหตุผลดีๆ ที่พอจะมีอยู่ในการบริภาษนั้น
การตอบโต้ด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เสนอ แทนที่จะถกเถียงตรงประเด็นที่นำเสนอ (ในที่นี้คือบริบท สถานการณ์ ความมุ่งหมาย อุดมการณ์และพฤติกรรมของสองพรรค ฯลฯ เหมือนต่างกันอย่างไร) เช่นนี้เขาถือกันว่าเป็นเหตุผลลวง (fallacy) แบบที่เรียกว่า Ad Hominem (ดูบทความ “คำถามและเหตุผลลวงกับโซเชียลมีเดีย” ในมติชนสุดสัปดาห์)
การบริภาษนั้น นอกจากไม่ประเทืองปัญญาผู้อ่าน ยังอาจทำให้เขารู้สึกว่าการถกเถียงเป็นพิษ (toxic) ต่อปัญญาของเขา และอาจทำให้เบื่อหน่ายการเมืองอีกด้วย ไม่ได้อะไรขึ้นมาแถมยังมีแต่ข้อเสีย (กระนั้นก็ตาม มีบางคนกลับพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการบริภาษโดยไม่ถกเถียงสาระสำคัญ ว่าเป็นการยกระดับการวิจารณ์อีกด้วย)
เหล่านี้เป็นหลักฐานน่าเศร้าที่แสดงชัดเจนถึงคุณภาพของปัญญาชนไทย
ผมได้อธิบายความคิดความเห็นของผมในเรื่องนี้มามากพอแล้ว หากมีอะไรไม่กระจ่างครบถ้วน ก็รบกวนขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณเพิ่มเติมเสริมต่อหรือโต้แย้งตามเหมาะสมกันต่อไปเถิดครับ ผมขอตัวไปทำอย่างอื่น
