On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
พุทธบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องของ “สีมา” (หรือเสมา) และ “การผูกสีมา” ตามอย่างที่มักอ้างถึงกันนั้นปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค อันเป็นส่วนหนึ่งในพระไตรปิฎก
แต่ข้อความในพระบาลีนั้นกลับไม่ได้ระบุชัดว่า “ปาสาณนิมิต” หรือที่นักวิชาการไทยมักจะผูกโยงว่าคือ “เสมาหิน” นั้น มีลักษณะอย่างไรแน่ บอกก็เพียงแต่ว่า สิ่งที่ใช้ผูกสีมา (สีมา ในภาษาบาลี แปลว่า เขต, แดน) ได้นั้นมีอยู่เพียง 8 ชนิด เท่านั้น
เคราะห์ยังดีที่มีอรรถกถาความ (คือการอธิบายขยายความ) อยู่ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถา พระวินัยปิฎก ที่เขียนขึ้นในลังกาก่อน พ.ศ.1000 เล็กน้อย โดยในอรรถกถานั้นได้มีข้อความระบุถึงลักษณะของ “หิน” ที่จะนำมาใช้เป็น “ปาสาณนิมิต” เอาไว้ว่า
“แม้ก้อนเหล็ก ก็นับว่าศิลาได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นศิลาชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ควร. แต่เมื่อว่าโดยขนาดเท่าช้างนับเป็นภูเขา เพราะฉะนั้น ศิลาขนาดเท่าช้างนั้น จึงไม่ควร. (เข้าใจว่าเป็นเพราะไปซ้ำกับ “ปัพพตนิมิต” คือใช้ภูเขาเป็นนิมิตแห่งสีมา) ส่วนศิลาขนาดเท่าโคเขื่อง และกระบือเขื่องๆ ใช้ได้. โดยกำหนดอย่างต่ำ ขนาดเท่าก้อนน้ำอ้อยหนัก 32 ปะละ (ราว 6 กิโลกรัม) ก็ใช้ได้ ย่อมกว่านั้นหรือแม้อิฐขนาดใหญ่ ก็ใช้ไม่ได้. แม้กองศิลาที่ไม่นับเข้าในนิมิตก็ใช้ไม่ได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงกองดินกองทราย.
ศิลาดาดซึ่งราบเสมอพื้นดิน คล้ายวงลานก็ดี ศิลาดาดที่ตั้งสูงพ้นพื้นดินคล้ายตอก็ดี บรรดามี ศิลาแม้นั้น ถ้าได้ขนาด ใช้ได้. ศิลาดาดแม้ใหญ่เกินไป ย่อมนับว่าเป็นศิลาด้วย. เพราะฉะนั้น ถ้าประสงค์จะกันประเทศอันหนึ่ง แต่ศิลาดาดขนาดใหญ่ไว้ภายในสีมา, อย่ากำหนดศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต พึงกำหนดศิลาอื่นเหนือศิลาดาดนั้น หากทำวัดที่อยู่บนศิลาดาด หรือศิลาดาดยื่นไปทางท่ามกลางวัดที่อยู่ ศิลาดาดเห็นปานนี้ ใช้ไม่ได้. เพราะถ้ากำหนดศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต วัดที่อยู่ย่อมอยู่บนนิมิต และธรรมดานิมิตต้องอยู่ภายนอกสีมา แม้วัดที่อยู่ก็ถึงภายนอกสีมา. ศิลาดาดตั้งโอบรอบวัดที่อยู่ควรกำหนดเป็นนิมิตในทิศเดียวอย่ากำหนดในทิศอื่น”
(ปรับย่อหน้าใหม่ เพื่อให้อ่านสะดวกขึ้นโดยผู้เขียน)
จากข้อความที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า พุทธศาสนาไม่ได้ตรากฎว่า “ปาสาณนิมิต” นั้น จะต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบใดเป็นการเฉพาะ กำหนดก็เพียงแต่ ขนาด, น้ำหนัก, ไม่ให้ใช้กองหิน หรือกองดินกองทราย, ใช้หินดาด (ศิลาดาด) คือลานหิน ล้อมรอบกำหนดเป็นเขตสีมาได้ แต่ห้ามสร้างวัดบนลานหิน เพราะนิมิตต้องตั้งอยู่ภายนอกขอบเขตของสีมา เพียงเท่านั้น
และพร้อมกันนี้ก็คงจะสังเกตได้อย่างไม่ยากเย็นนักด้วยว่า ทั้งในพระบาลี และคัมภีร์อรรถกถานั้น ไม่ได้เรียกทั้ง “หิน” และเครื่องหมายที่ใช้ผูกสีมาอื่นๆ ทั้ง 8 ชนิดว่า “เสมา” หรือ “สีมา” แต่เรียกว่า “นิมิต” ต่างหาก โดยนิมิตทั้ง 8 ที่ใช้สำหรับการผูกเป็นสีมานั้น ประกอบไปด้วย ปัพพตนิมิต (ภูเขา), ปาสาณนิมิต (หิน), วนนิมิต (ป่า), รุกขนิมิต (ต้นไม้), มัคคนิมิต (หนทาง), วัมมิกนิมิต (จอมปลวก), นทีนิมิต (แม่น้ำ) และอุทกนิมิต (น้ำ)

พระสงฆ์ผู้ถูกขนานนามว่าเป็น “ตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่” อย่าง ศ.พิเศษ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้เคยอธิบายถึงเหตุที่ต้องมีการผูกสีมาเอาไว้ในหนังสือที่ชื่อ “ฝังลูกนิมิต-ผูกสีมา ปุจฉา-วิสัชนา” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2543) เอาไว้ว่า
อะไรที่เรียกว่า “สีมา” นั้น เกิดขึ้นเพราะว่าตามพุทธบัญญัติ พระภิกษุจะอยู่รวมกันเป็นสังฆะ หรือสงฆ์ คือเป็นหมู่ หรือชุมชน และพระที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ที่เรียกว่า “วัด” นั้น เมื่อมีเรื่องส่วนรวมที่จะต้องทำ ก็มาประชุมตกลงกัน เรียกว่าทำ “สังฆกรรม”
ปัญหาเกิดขึ้นว่า พระรูปใดบ้างอยู่ในหมู่นั้น หรือหมู่นั้นกำหนดแค่ไหน ที่จะต้องมาร่วมประชุม ก็เลยต้องกำหนดเขตกันขึ้น
เขตนั้นเรียกด้วยภาษาบาลีว่า “สีมา” ส่วนการตกลงกันกำหนดเขตนั้นไว้นั่นแหละเรียกว่า “ผูกสีมา”
ดังนั้น ถ้าจะว่ากันตามคำอธิบายของเจ้าคุณประยุทธ์แล้ว “สีมา” จึงเป็นเขตแดน ที่ถูกผูกขึ้นเพื่อใช้สำหรับเป็นพื้นที่ทำสังฆกรรมต่างหาก ไม่ใช่ก้อนหิน ปูนปั้น หรือแผ่นซีเมนต์ ที่ถูกตั้งเรียงรายล้อมอุโบสถอย่างที่มักจะเข้าใจกัน โดยเจ้าคุณประยุทธ์ยังได้เน้นย้ำต่อไปอีกด้วยว่า
“ที่เราเรียกกันว่า ‘งานฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมา’ นั้น เป็นการเรียกตามๆ กันไปเท่านั้น ที่จริง ‘พัทธสีมา’ แปลว่า สีมาที่ผูกแล้ว (‘พัทธ’ แปลว่า ผูกแล้ว) เมื่อสีมายังไม่ได้ผูก เราจึงมาจัดการผูกสีมาให้เป็นพัทธสีมา เพราะฉะนั้นจึงควรพูดให้ถูกว่า ‘งานฝังลูกนิมิต-ผูกสีมา'”
จะเห็นได้ว่า คำอธิบายข้างต้นของเจ้าคุณประยุทธ์สอดคล้องกับความในพระไตรปิฎก ที่ไม่ได้เรียกเครื่องหมายของเขตแดนว่า “สีมา” เพราะคำนี้หมายถึง เขตแดนสำหรับทำสังฆกรรมต่างหาก

เกี่ยวกับเรื่องของอะไรที่ในพระวินัยปิฎกเรียกว่า “นิมิต” ซึ่งใช้ในการผูกสีมานั้น เจ้าคุณประยุทธ์ได้อธิบายเอาไว้ว่า
“พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตวัตถุ 8 ชนิดให้ใช้เป็นเครื่องหมายกำหนดเขตที่เรียกว่า ‘สีมา’ สีมาก็คือเขต
วัตถุ 8 ชนิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องหมายเขตได้ คือ ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ และน้ำ ถ้าใช้วัตถุที่ไม่มั่นคงทนทาน พัทธสีมาที่ผูกคือกำหนดกันไว้ ก็ไม่มั่นคงยั่งยืน มาถึงปัจจุบันจึงนิยมกันลงตัว เอาศิลาขนาดที่เป็นหลักเป็นฐาน
คำว่าเครื่องหมายในภาษาบาลีเรียกว่า นิมิต เพราะฉะนั้น วัตถุ 8 อย่างที่ใช้กำหนดจึงเรียกว่า ‘นิมิต’ หมายความว่าเป็นเครื่องหมาย เครื่องหมายของอะไร ก็คือเครื่องหมายของสีมา หรือเขตนั่นเอง เพราะฉะนั้น บางครั้งจึงเรียกเต็มๆ ว่า ‘สีมานิมิต’ (เครื่องหมายของสีมา หรือเครื่องหมายเขต)
ได้บอกแล้วว่า ปัจจุบันนิมิตนั้นนิยมใช้ก้อนหิน หรือศิลา และตั้งใจแต่งให้เรียบร้อยงดงามเป็นลูกกลมๆ ก็เลยเรียกว่า ‘ลูกนิมิต'”
ดังนั้น สำหรับเจ้าคุณประยุทธ์แล้ว สิ่งที่ใช้เป็น “นิมิต” คือเครื่องหมายของเขตแดนคือ “สีมา” นั้น ก็คือ “ลูกนิมิต” ต่างหาก ไม่ใช่ “ใบเสมา” อย่างที่มักจะเข้าใจกัน โดยท่านยังได้อธิบายถึงอะไรที่เรียกกันว่าใบเสมาเอาไว้อีกด้วยว่า
“อันนี้เป็นของแถม วินัยไม่ได้กำหนดไว้ คือ เมื่อมีลูกนิมิตแล้ว แต่ลูกนิมิตนั้นฝังอยู่ในดิน มองไม่เห็น ต่อมาก็เลยนิยมทำแผ่นหิน แผ่นอิฐ หรือแผ่นไม้ ไว้เหนือหลุม หรือเรียงไว้บนกำแพงตรงเหนือหลุมที่ฝังลูกนิมิตไว้นั้น แล้วเรียกกันว่า ‘ใบเสมา’ หรือ ‘ใบสีมา’ เป็นที่สังเกตว่าลูกนิมิตอยู่ตรงนั้น
แท้จริงนั้น ถ้าใบสีมาเป็นศิลาที่ใหญ่พอ และปักติดลงไปในดิน ก็ใช้ใบสีมานั้นเป็นนิมิตได้เลย ไม่ต้องมีลูกนิมิตต่างหาก แต่ปัจจุบันนี้นิยมกันให้มีทั้งลูกนิมิตและใบสีมา”

คำอธิบายเรื่อง “ลูกนิมิต” ของเจ้าคุณประยุทธ์ข้างต้นนี้ ดูอาจจะขัดกันกับข้อความในอรรถกถาพระวินัยปิฎกอยู่สักนิด เพราะในปัจจุบันนี้มักจะให้ความสำคัญกับลูกนิมิตประธาน ที่ฝังไว้ที่ใจกลางของโบสถ์ มากกว่าลูกนิมิตลูกอื่นๆ ที่ฝังอยู่ในพื้นที่ทางด้านนอก ดังที่มีข้อวามในอรรถกถากล่าวถึงการสร้างวัดอยู่บนลานหิน (ศิลาดาด) แล้วจะใช้ลานหินนั้นเป็นนิมิตเอาไว้ว่า
“วัดที่อยู่ย่อมอยู่บนนิมิต และธรรมดานิมิตต้องอยู่ภายนอกสีมา แม้วัดที่อยู่ก็ถึงภายนอกสีมา. ศิลาดาดตั้งโอบรอบวัดที่อยู่ควรกำหนดเป็นนิมิตในทิศเดียวอย่ากำหนดในทิศอื่น”
ศิลาดาดที่อยู่ข้างใต้วัด ก็คงจะเปรียบได้กับลูกนิมิตประธาน ที่ถูกฝังไว้ใต้กลางโบสถ์ ซึ่งก็หมายความว่า “นิมิต” ไม่ได้อยู่ภายนอกของสีมาตามธรรมดาแน่ แต่เราก็ไม่อาจทราบชัดว่า ธรรมเนียมการฝังลูกนิมิตไว้กลางโบสถ์นั้น เริ่มมีขึ้นเมื่อไหร่? และเป็นการผสมปะปนกันเข้ากับธรรมเนียมพิธีอื่น อย่าง การวางศิลาฤกษ์หรือเปล่า?
เช่นเดียวกับที่คงจะไม่อาจสรุปได้อย่างชัดเจน (ด้วยร่องรอยหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้) ด้วยว่า ในกรณีของไทยนั้น มีธรรมเนียมการฝังลูกนิมิตเอาไว้ที่กลางโบสถ์มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มเลยหรือไม่?
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเมื่อ “นิมิต” นั้นคือ เครื่องหมายที่ใช้แสดงขอบเขตของ “สีมา” ที่ใช้ในการทำสังฆกรรม ก็ควรที่จะจัดวางไว้อยู่บนพื้นดินให้มองเห็นกันได้อย่างชัดเจน แต่นี่กลับเอาไปฝังให้มองไม่เห็นกันเสียอย่างนั้น
ดังนั้น จึงอาจจะกล่าวได้ว่าลักษณะการฝังลูกนิมิตเช่นนี้ ผิดแผกไปจากพุทธบัญญัติ หรือธรรมเนียมที่กระทำอยู่ในอินเดีย หรือลังกาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งปกติธรรมดา ที่พบเห็นได้อยู่บ่อยครั้งในลักษณะของความเป็นพื้นเมือง ที่จะให้เป็นเหมือนอย่างต้นแบบเขาทุกกระเบียดนั้น คงจะหาไม่ได้ง่ายนักหรอก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
