หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
นานมาแล้วที่ผมเริ่มรู้และเข้าใจว่า สิ่งที่ตั้งใจว่า “จะเป็น” ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานนั้น เวลา รวมทั้งชีวิตในป่า สอนให้ผม “เป็น” ต่างจากสิ่งซึ่งตั้งใจพอสมควร ภาพสัตว์ป่า คล้ายจะเป็นแค่ผลพลอยได้
ผมเริ่มต้นด้วยความอยากเป็นช่างภาพสัตว์ป่า เริ่มโดยไม่รู้ตัวนักว่ากำลังเข้าโรงเรียนขนาดใหญ่ มีครูมากมาย “ครู” ที่ใช้วิธีสอนด้วยการกระทำไม่ใช่คำพูด
อีกทั้ง บทเรียนต่างๆ นั้น ต้องทำความเข้าใจด้วยตัวเอง
สิ่งดีที่สุดในยุคสมัยนี้ คือโลกเจริญก้าวหน้า มีเทคโนโลยี อันช่วยให้เรา เห็น และเข้าใจ ชีวิตในธรรมชาติได้ดี และสะดวกสบายขึ้น
ทำให้ได้เห็นวิถีที่เคยลึกลับ เห็นเหล่าสัตว์ป่าทำงานในหน้าที่อันได้รับมอบหมายมา
สิ่งสำคัญคือ เราได้เข้าใจถึงปัญหาที่ชีวิตในป่ากำลังเผชิญ พร้อมไปกับความเจริญของโลก เราได้ใช้ความรู้ และเทคโนโลยี เข้าแทรกแซง เพื่อช่วยให้พวกมันได้ดำเนินวิถีไปได้อย่างใกล้เคียงกับ วิถีเดิม ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เทคโนโลยีช่วยให้การติดตามสัตว์ป่าทำได้ง่ายขึ้น ระหว่างติดตามสัตว์ป่า นั่นคือช่วงเวลาของการเรียน แต่บทเรียนนี้ย่อมเข้าไม่ถึง หากไม่เปิดหัวใจรับ
เมื่อร่วมทีมไปกับทีมซึ่งติดตามศึกษาเสือโคร่ง อันเปรียบเสมือน ครูใหญ่ ในโรงเรียน หลายครั้งที่ผมตอบคำถามไม่ได้ว่า เมื่อไหร่จะกลับ จะอยู่ในป่ากี่วัน ไม่มีคำตอบ เพราะทุกอย่างนั้น เสือ ที่เราตามจะเป็นผู้กำหนด
ระหว่างการติดตามชีวิต ซึ่งมีสถานภาพเป็นนักล่าหมายเลขหนึ่ง สิ่งที่ต้องพบเสมอคือ ซากเหยื่อ อันเป็นผลจากการทำงานของเสือ
วันหนึ่ง เราพบซากกระทิงตัวผู้ โตเต็มวัย
จากจุดที่เสือลงมือ มันลากซากไปไกลจากบริเวณนั้นร่วม 100 เมตร
ซากกำลังขึ้นอืด หนอนยั้วเยี้ย เนื้อช่วงก้นและไหล่ถูกกินไปเยอะ
อายุของซากประมาณ 4 วันแล้ว ขนาดของตัวหนอนบอกอายุซากได้
หนอนทำให้ซากโทรมเร็ว ก่อนหน้านี้มีนกแร้งมาช่วยรุมกินเนื้อ แร้งจิกกินหนอนไปด้วย หลังจากแร้งสาบสูญไปจากป่า สิ่งที่เสือทำคือ จะลากซากเคลื่อนที่ไป ไม่อยู่ตำแหน่งเดิมนาน วิธีนี้ช่วยให้หนอนหลุดร่วงบ้าง ซากโทรมเร็ว ย่อมเป็นปัญหาที่เสือพบ เพราะปกติเสือจะใช้ซากอย่างคุ้มค่า การต้องล่าใหม่ไม่ง่ายนัก
แร้งหายไป ส่งผลกระทบถึงเสือ ชีวิตในป่าใช่ว่าจะดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยว ทุกชีวิตต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
นอกจากจะพบกับซาก สิ่งที่ผมจำได้อีกอย่างคือ เสียงคำราม
ทุกครั้งที่พบว่าเสือติดกับดัก แม้เสือจะรับรู้การมาถึงของเรา แต่สิ่งที่จะพบคือความเงียบ ไม่มีเสียงขู่คำรามหรือดิ้นรน
แต่หากเราเข้าไปใกล้มากขึ้น ใกล้เกินกว่าระยะที่เสือกำหนด อาการแยกเขี้ยวขู่คำราม ดวงตาแข็งกร้าวจะเกิดขึ้นทันที
เสียงขู่คำรามของเสือที่อยู่ในอาการโกรธ พร้อมโจมตีผู้บุกรุก กึกก้อง เป็นเสียงที่ผมจำได้ตลอดไป
สำหรับผม รู้ตัวเสมอว่าไม่ว่าจะทำงานในป่ามานานเพียงไร พบเจอสัตว์ได้เรียนรู้บทเรียนทำความเข้าใจพวกมันมาพอสมควร แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนผมจากคนแปลกหน้า ไปเป็นคนคุ้นเคยของ สัตว์ป่า แต่อย่างใด
คนเป็นชีวิตที่สัตว์ป่าไม่ให้ความวางใจ เราอาจยืนจ้องตากันได้ในระยะหนึ่ง แต่หากขยับเข้าใกล้ อาจเพียงก้าวเดียว เกินระยะห่างที่สัตว์กำหนด
โดยประสบการณ์ ผมพบว่ามีสองอย่างที่สัตว์ป่าจะกระทำ
หนึ่ง เตลิดหนี หรือสอง เข้าโจมตี
ผมพบว่าครั้งที่พลาด สิ่งที่ได้รับคือบทเรียน
ช่วงเวลาซึ่งจำได้ดีคือ เวลาที่ได้อยู่กับเสือ ซึ่งสลบเพราะฤทธิ์ยา
มันจะนอนเหยียดยาว หายใจสม่ำเสมอ นักวิจัยจะมีเวลาราว 40 นาทีในการตรวจสอบทุกอย่าง สวมปลอกคอ ก่อนเสือฟื้น สภาพเขี้ยวแข็งแรงแหลมคม สุขภาพสมบูรณ์ ในสภาพร่างกายเช่นนี้ เรารู้ว่ามันคงครองพื้นที่ในบริเวณนี้ได้อีกนาน
เราเก็บอุปกรณ์ถอยห่าง เมื่อเสือลืมตา ใบหูกระดิก
ตอนเสืออยู่กับฤทธิ์ยา ผมมีโอกาสสัมผัสตัวเสือ ลูบขนนุ่มๆ จับอุ้งตีนหยาบๆ หรือแม้แต่โอบกอด ใกล้ชิดขนาดสัมผัสกันได้
เมื่อเสือฟื้น โลกแห่งความเป็นจริงระหว่างเราก็กลับมา

อีกหนึ่งช่วงเวลาที่อยู่ในความทรงจำคือเวลาที่นั่งรอให้เสือฟื้นคืน กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
เสือลุกขึ้นช้าๆ หันมองสบสายตา ผมไม่ขยับตัว เสือไร้อาการแยกเขี้ยว หรือขู่ ก่อนเดินจากไป
เป็นบทเรียนสำคัญอันทำให้ผมรู้ว่า เสือจริงๆ นั้น มันเลือกที่จะถอยหากรู้ว่าสภาพร่างกายยังไม่พร้อม
ผมรู้แล้วว่า ในงานของผม ภาพสัตว์ป่าเป็นแค่ผลพลอยได้ สิ่งที่ได้จริงๆ คือได้เข้าใจในวิถีที่เหล่าสัตว์ป่าเป็น
เช่นเดียวกับเหล่าสัตว์ป่า การได้กินของพวกมันคือผลพลอยได้จากการทำงานไม่ว่าจะเป็นสัตว์นักล่าหรือสัตว์กินพืช
บทเรียนในโรงเรียนทำให้รู้ว่า ชีวิตในป่าไม่ได้อยู่แบบโดดเดี่ยว ต่างล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ทุกตัวมีอาณาเขต มีพื้นที่ของตัวเอง มีพื้นที่ซึ่ง ใช้ร่วมกันได้ แต่ก็มีพื้นที่ซึ่งหวงห้าม ห้ามบุกรุก การปะทะ ไม่เกิดขึ้นเพราะพวกมันยึดถือกฎของระยะห่าง เรียกว่าเป็นระยะอันให้เกียรติกัน
ดูเหมือนว่า กฎนี้ ทำให้สัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้
ท่ามกลางปัญหาและความขัดแย้งที่คนบนโลกกำลังเผชิญ
หากเราลองลดความ “อหังการ์” ลง
ใช้วิธีที่สัตว์ป่าใช้ในสังคมของพวกมัน เราอาจพบหนทางในการอยู่ร่วมกันได้
แม้ว่าจะไม่ได้รักกัน
