เมาส์ ฉบับสมบูรณ์ : คำว่าครอบครัวไม่มีอีกแล้ว
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
“ร้องไห้ทำไมอาร์ตี้…” พ่อวลาเด็คถามเด็กชายอาร์ตี้ เป็นความทรงจำครั้งที่อาร์ตยังเป็นเด็ก
“ผะ…ผมหกล้มแล้วเพื่อนๆ ก็สเก๊ตหนะ…หนีไปเลย”
“เพื่อน? เพื่อนลูกเหรอ? ลองจับพวกนั้นขังไว้ในห้องไม่ให้อาหารดูสักอาทิตย์” พ่อหยุดเลื่อยไม้พูดจริงจัง “แล้วลูกจะรู้ว่าพวกนั้นเป็นยังไงกันแน่ เพื่อนน่ะ!”
น่าสนใจว่า อาร์ต สปีเกิลมัน ผู้เขียน เมาส์ ระหว่างปี 1980-1991 แล้วได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เมื่อปี 1992 จะพูดถึงการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ในเวลาเช่นนี้อย่างไร

เวลานี้ เมาส์ ฉบับสมบูรณ์ แปลไทยโดย ดีโยน ณ มานดารูน มกราคม พ.ศ.2568 ออกมาพอดี ด้วยอาร์ตเวิร์กและบทแปลที่ดีเยี่ยมตรงตามต้นฉบับ คนไทยจะต้อนรับหนังสือเล่มนี้ในช่วงเวลาที่ปรากฏเป็นภาพข่าวมีพลเรือนล้มตายมากมายอย่างไร
การ์ตูนที่รักเคยเขียนถึงหนังสือการ์ตูน Palestine ฉบับภาษาอังกฤษเขียนโดย โจ แซ็คโค ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาระหว่างปี 1993-1995 ข้อเขียนรวมเล่มในหนังสือ การ์ตูนอินเตอร์ที่รัก มติชน พ.ศ.2552 และเคยเขียนถึง MAUS ฉบับภาษาอังกฤษ 2 เล่มจบ ข้อเขียนรวมเล่มในหนังสือ การ์ตูนที่รัก : โลกใหม่มาแล้วเราไม่ยอมอีกต่อไป บุ๊คสเคป พ.ศ.2565 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา นักเขียนการ์ตูนทั้งสองคนจับมือวาดการ์ตูนด้วยกันชื่อเรื่อง NEVER AGAIN! …AND AGAIN…AND AGAIN… โดยให้ขนาดของตัวอักษร “แผ่วเบาลง” เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ
มีตอนหนึ่งโจหันมาถามว่า “What you call it a Genocide?” อาร์ตตอบว่า “I called it Ethnic Cleansing” ดูเหมือนข่าวของไทยจะใช้อยู่สองคำคือ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือล้างเผ่าพันธุ์
โปรดสังเกตว่าอาร์ตใช้คำกริยาเป็นคำพูดในอดีต
เขาพูดต่อไปว่า “แต่ตอนที่ผมเห็นภาพข่าวทารกอดตายในกาซ่า ผมจำเป็นต้องอัพเกรดภาษาของผมใหม่ ผมเกลียดคำว่าโฮโลคอสต์” หากเปิดพจนานุกรมออกซฟอร์ดดูจะพบว่า Holocaust ที่เราเรียกๆ กันมีอีกความหมายหนึ่งคือ “การสังเวยเครื่องบูชาด้วยการเผาบนแท่นบูชา”
อาร์ตพูดต่อไปว่า “ครอบครัว (ผม) ไม่เห็นด้วยกับการสังเวยมนุษย์เป็นเครื่องบูชา เราถูกฆาตกรรม”
หนังสือเมาส์ที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์นี้ได้รับคำชื่นชมเหนือกาลเวลามาโดยตลอด แม้จะเคยถูกแบนโดยบางหน่วยงาน
แต่เนื้อเรื่องและเนื้อหาในหนังสือลงรายละเอียด ด้วยลายเส้นและการลงหมึกที่กินใจผู้อ่านเสมอมา

“คุณเป็นยิวที่เกลียดตัวเอง?” โจถามอาร์ตด้วยคำว่า Self – Hating Jew ตามที่สื่อออนไลน์บางแห่งเรียกอาร์ต
“ม่าย! ผมเป็นคนไร้พระเจ้าที่เกลียดตัวเอง!” อาร์ตตอบด้วยคำว่า Self – Hating Atheist
ในตอนกลางของหน้าการ์ตูนถัดไปเป็นรูปฟ้าผ่าลงมากลางโต๊ะกาแฟที่สองศิลปินคุยกันพร้อมคำบรรยายว่า “และแล้วในวันที่แปด พระเจ้าก็สร้างการต่อต้านยิว” คำศัพท์คือ Antisemitism
ถึงตรงนี้จะเห็นว่าผู้แปลเมาส์ฉบับสมบูรณ์ภาษาไทยในครั้งนี้ทำงานหนักและละเอียดอ่อนมากเพียงใด เหตุเพราะคำศัพท์หลายคำที่เคยอ่านในฉบับภาษาอังกฤษแม้จะง่ายต่อการแปลแต่ยากในการเลือกใช้คำภาษาไทย
อาร์ตและเมาส์ถูกวิจารณ์ไม่น้อยในเวลาแบบนี้ เรื่องใหญ่ที่น่าฟังคือการเชิดชูหรือยกยอผู้รอดชีวิตไม่เคยแก้ปัญหาหรือช่วยอะไรได้
คิดดูก็เห็นจริง ข้อเขียน วรรณกรรม ภาพยนตร์หรือแม้กระทั่งการ์ตูนส่วนใหญ่ทำงานแนวนี้คือสดุดีผู้รอดชีวิต
นั่นแปลว่าเราต้องเขียนถึงเหยื่อที่ตายให้มากขึ้นเช่นนั้นหรือ
หนังสือเรื่องเมาส์เล่มนี้แม้ว่าดูจะเล่าแต่เรื่องของพ่อวลาเด็คผู้รอดชีวิต รอบตัวเขา ครอบครัวทั้งหมดของเขา ถูกพรากจากกันอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน และจบลงที่เตาเผาในเอาชวิตซ์
หากให้นับหน้ากันเรื่องของเหยื่อมีมากมายหลายหน้าและลงรายละเอียดมาก

ตอนที่ผมซื้อฉบับภาษาอังกฤษมาอ่านเป็นสองเล่มในบ๊อกเซ็ต หน้าปกของทั้งสองเล่มเขียนคำโปรยตัวใหญ่สีแดงสดชัดเจน เรื่องเล่าของผู้รอดชีวิต A SURVIVOR’S TALE และโปรยอีกครั้งบนหน้ากล่องบ๊อกเซ็ตด้วย สีแดงแปลว่าอะไรมิได้นอกจากเลือด ไม่นับสีแดงที่สันปกและขอบล่างรวมทั้งตัวหนังสือ MAUS สีแดงขนาดใหญ่ด้านบน
แต่ฉบับภาษาไทยมีหน้าปกและสันปกสีออกโทนมืด มีสีแดงเฉพาะคำว่า MAUS และวงกลมสีแดงล้อมกรอบคำว่า “ผู้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์” สำหรับคำรองที่ว่า “เรื่องเล่าจากผู้รอดชีวิต” เป็นเพียงฟอนต์สีดำคำเล็กๆ ทางมุมล่างที่ปกในเท่านั้น จะเห็นว่าการ “glorify” ผู้รอดชีวิตต่างกัน บางทีคำวิพากษ์ที่ว่าการเชิดชูผู้รอดชีวิตไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไรนักอาจจะมีนัยยะที่สำคัญจริงๆ
บางคำวิจารณ์แม้จะใช่แต่ดูจะหาเรื่องกันไม่น้อย เช่น เหตุการณ์ล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซีตอนนั้นเป็นเรื่องคนขาวฆ่าคนขาว แต่เหตุการณ์ที่กาซ่าตอนนี้ไม่ใช่ มากกว่านี้เวลาพูดถึงการค้าทาสผิวดำและสังหารทาสผิวดำ หรือการสังหารและล้างเผ่าพันธุ์อินเดียนแดงอย่างเป็นระบบก็มิใช่เรื่องคนขาวฆ่าคนขาว ความแตกต่างนี้ใหญ่โตมากจนใครก็ปฏิเสธมิได้

สมมุติเราจะแก้ตัวให้อาร์ต อาร์ตมิได้เขียนเรื่องคนขาว เขาเขียนเรื่องแมวจับหนูไปฆ่าโดยที่มีหมูอยู่ตรงกลาง หนูบางตัวก็ช่วยเหลือแมวทำงาน เวลาหนูต้องการปลอมตัวเป็นหมูเพียงใส่หน้ากากหมูเท่านั้นแมวก็จำไม่ได้แล้ว หนูคือยิว แมวคือทหารเยอรมัน และหมูคือชาวโปแลนด์ ฟรังซัวส์เป็นชาวฝรั่งเศสเธอถามอาร์ตว่าจะวาดให้เธอเป็นตัวอะไร แล้วก็มีคำถามถึงอาร์ตในเวลานี้ว่าเขาจะใช้อะไรแทนชาวปาเลสไตน์
เมื่ออ่านหนังสือไปจนจบเล่มจะพบว่าพ่อป่วยทางจิตอยู่บ้างแน่ไม่นับว่าแม่ฆ่าตัวตายไปก่อนแล้ว โศกนาฏกรรมที่เกิดในครอบครัวเนื่องจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสงครามโลกครั้งที่สองส่งผลให้เกิดความตึงเครียดระหว่างพ่อลูกอยู่เรื่อยๆ อาร์ตมีพี่ชายที่ตายตั้งแต่เล็กไปเวลานั้น ตอนนี้เขาจึงเป็นผู้แบกรับ “ผู้รอดชีวิต” แต่ผู้เดียว
วลาเด็คมีอาการย้ำคิดย้ำทำและชอบสะสมของ รวมทั้งสะสมเงินด้วยการแสดงออกถึงความมัธยัสถ์ทุกรูปแบบ เก็บของเก่าและเศษวัสดุตามพื้นบ้าน พื้นถนน หรือกองขยะเอาไว้เผื่อใช้ ไม่น่าแปลกใจที่ผู้รอดชีวิตจะทำตนแบบนี้
วลาเด็คใช้ชีวิตแขวนบนเส้นด้ายตลอดหลายปีที่ดูญาติรอบข้างตายไปทีละคนทีละครอบครัว เขาคว้าอะไรไว้ไม่ได้เลยรวมทั้งลูกชายและภรรยา วันนี้เขาจึงคว้าทุกอย่างเก็บทุกชิ้นเพราะเป็นหนทางเดียวที่เขาจะรอดชีวิต
น้ามาลาภรรยาใหม่ของวลาเด็คประท้วงว่าผู้รอดชีวิตคนอื่นไม่เห็นจะเป็นบ้าแบบนี้
คำประท้วงแบบนี้ใช้ไม่ได้เพราะความเครียดเดียวกันส่งผลกระทบผู้คนต่างกัน คนที่มีอาการมากกว่ามิได้แปลว่าอ่อนแอกว่า เพราะที่แท้ความเครียดเดียวกันไม่เหมือนกันในสายตาและจิตใจของคนแต่ละคน
“แต่พวกเขาจะไม่ช่วยพ่อเลยเหรอครับ ถึงพ่อไม่มีอะไรให้? ก็ครอบครัวเดียวกันแท้ๆ” อาร์ตถามถึงเหตุการณ์ช่วงนั้น
“ตอนนั้นน่ะ คำว่าครอบครัวไม่มีอีกแล้ว ทุกคนก็ต้องดูแลตัวเองก่อนทั้งนั้น” พ่อว่า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
