‘พิธา เปิดตัวหนังสือ ‘The Future of Thailand อนาคตประเทศไทย’ ชี้โจทย์ C-R-I-S-I-S วิกฤตศรัทธา และสมการ ‘รัฐ-ราก’ ที่จะตัดสินชะตาไทย
รายงานพิเศษ
‘พิธา เปิดตัวหนังสือ
‘The Future of Thailand อนาคตประเทศไทย’
ชี้โจทย์ C-R-I-S-I-S วิกฤตศรัทธา
และสมการ ‘รัฐ-ราก’ ที่จะตัดสินชะตาไทย
หนึ่งปีหลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ชายผู้เคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนกว่า 14 ล้านเสียงเลือกวางไมค์ลง แล้วหันกลับสู่เมืองที่คุ้นเคยที่สุดนอกบ้านเกิด – บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะนักการศึกษาอาคันตุกะแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองที่เขาเคยร่ำเรียนวิชาการเมืองการปกครองจนกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง”
การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ เขายังจำได้ชัดเจนว่าต้องขึ้นรถเมล์สายใด แวะกินข้าวร้านไหน เข้าห้องเรียนห้องใด
สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือบทบาท-จากผู้พูดตลอดเวลาในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สู่การเป็น “ผู้ฟัง” อย่างแท้จริงในห้องสัมมนา
หนึ่งปีที่เมืองบอสตันทำให้พิธาได้ฟังผู้คนหลากรุ่นและหลากทวีป ตั้งแต่นักศึกษาวัยยี่สิบต้นๆ เพื่อนร่วมวงวิชาการ ไปจนถึงอาจารย์ สื่อมวลชน ผู้กำหนดนโยบาย และคนไทยในต่างแดน
เขาก้าวขาออกนอกแคมปัส เดินทางบ่อย เจอเครือข่ายนานาชาติ และเห็นวิธีการจัดการปัญหามากมายที่ไทยยังหาคำตอบไม่เจอ
ตั้งแต่นวัตกรรมป้องกันไฟป่าที่ใช้ดาวเทียม ไปจนถึงเทคโนโลยีสุขภาพเชิงคาดการณ์
“ตอนเป็น ส.ส. ผมต้องตามข่าวในประเทศเป็นหลัก แต่พอออกมา ผมเหมือน ‘นก’ ที่ได้บินมองโลกทั้งใบ” เขาว่า ความเร็วในการใช้ชีวิตก็ช้าลง พอที่จะได้ตั้งวงสนทนายาวๆ และผูกสัมพันธ์ลึกๆ กับใครหลายๆ คน ชีวิตส่วนตัวก็สงบสุขขึ้น
แต่ในแง่การทำงานและการเมืองไทย กลับมีเรื่องน่ากังวลมากกว่าเก่า
การมองย้อนการเมืองไทยจากห้องเรียนโลก ทำให้พิธาพูดถึงความถดถอยของประชาธิปไตยอย่างไม่อ้อมค้อม
เขากล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ไม่เคยตายฉับพลัน แต่ค่อยๆ ตายลงช้าๆ และหลายครั้งก็ตายด้วยน้ำมือคนที่ประชาชนเลือกเอง
สำหรับประเทศไทย เขายอมรับว่าโจทย์ประชาธิปไตยนั้นยากและ “พิเศษ” ในแบบของเรา
แต่บทเรียนจากต่างประเทศก็ได้ทิ้งร่องรอยไว้แล้วว่า ประชาธิปไตยจะกลับมาแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง มีสายตาของประชาคมโลกคอยจับตา มีเสรีภาพของสื่อ และเมื่อกองทัพ “เลือกปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกครองประเทศ” ดังเช่นที่เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบังกลาเทศเคยพิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว

จากหนึ่งปีแห่งการฟัง
สู่หนังสือที่วาดเส้นทางอนาคตไทย
คําตอบจำนวนมากที่หาไม่ได้ในสภา กลับทยอยปรากฏในปีแห่งการฟังและการเดินทาง และถูกถักทอเป็นหนังสือ The Future of Thailand อนาคตประเทศไทย ที่พิธาย้ำว่าหนังสือเล่มนี้ “ไม่ใช่บันทึกทางการเมือง แต่คือ ‘แผนที่ทางปัญญา’ ของสังคมไทย”
โครงเล่มเริ่มจากคอลัมน์รายสัปดาห์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ตลอดหนึ่งปี ก่อนถูกคัดสรรและเรียบเรียงใหม่ เสริมการวิเคราะห์เชิงข้อมูลและสถิติ ขยายประเด็นให้ครบถ้วนและทันต่อสถานการณ์ยิ่งขึ้น พร้อม “บทพิเศษ” ที่มีเฉพาะในเล่ม
เป้าหมายคือพาผู้อ่านเห็นทั้งภาพใหญ่ เหตุและผล และข้อเสนอที่ “ทำได้จริง”
หัวใจของหนังสือคือการเชื่อมโลกเข้ากับไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผลกระทบจากโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และสงครามการค้าซึ่งกระทบถึงเศรษฐกิจไทย
ย้อนกลับมาสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าสูง แต่เติบโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน
ควบคู่ไปกับเส้นทางประชาธิปไตย ที่ต้องใช้บทเรียนเปลี่ยนผ่านของหลายประเทศเป็นกระจกส่องไทย
โดยจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ อยู่ที่การผสาน “จินตนาการ” กับ “ประสบการณ์จริง” ของคนที่เคยยืนอยู่ในสภาท่ามกลางแรงเฉื่อยและกับระเบิดในระบบการเมืองไทย
“ผมอยากให้ผู้อ่านเห็นทั้งวิสัยทัศน์และคอขวด ว่าจะติดตรงไหน ต้องแก้อะไรก่อน” เขาอธิบาย
เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับเขา “การเขียน” คือกระบวนการกลั่นความคิดอย่างแท้จริง “สิ่งที่ยากที่สุดของเล่มนี้คือ-ไม่มีเลย ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เขียน” เขาย้ำ
พร้อมอธิบายว่า การเขียนทำหน้าที่ชำระทั้งตรรกะและจิตใจ เพราะบ่อยครั้งสิ่งที่ตนเองคิดว่าเข้าใจ เมื่อถึงเวลาจะถ่ายทอดกลับเขียนไม่ออก
นั่นหมายความว่ายังต้องฟังเพิ่ม ถามเพิ่ม และคิดใหม่
“สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถส่งเสียง ฟัง และมองเห็นได้เหมือนมนุษย์ แต่การเขียน… มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้”

C-R-I-S-I-S
โจทย์ใหญ่ทศวรรษหน้าของไทย
ที่รัฐและรากต้องร่วมกันตอบ
จากห้องเรียนโลก พิธาสรุปโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเผชิญในทศวรรษหน้าด้วยคำสั้นๆ ว่า C-R-I-S-I-S : Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ), Reskill (การพัฒนาทักษะใหม่), Innovation (นวัตกรรม), Superaging Society (สังคมผู้สูงอายุ), Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) และ State Reform (การปฏิรูปรัฐ)
ปัญหาที่ซ้อนทับกันจนไม่อาจแก้ด้วยวิธีเดิมๆ ได้อีกต่อไป
แต่เขาย้ำว่า หัวใจของทุกวิกฤตเหล่านี้คือ “วิกฤตศรัทธา” เพราะถ้าความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับรัฐหายไป ต่อให้มีนโยบายใหม่หรือโครงสร้างพื้นฐานใหญ่โต เศรษฐกิจก็ไม่ฟื้น ตลาดทุนก็ไม่มั่นคง และสังคมก็ถูกซ้ำเติมด้วยกระแสข่าวปลอม
“เมื่อความเชื่อมั่นหายไป ทุกอย่างก็พังตาม” เขากล่าว
คำตอบที่เขาเสนอคือสมการ “รัฐ-ราก” เพื่อกู้ศรัทธากลับคืน โดยที่ “รัฐ” ต้องไม่ใช่เพียงแค่เข้มแข็ง แต่ต้องปฏิรูป (State Reform) เพื่อกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ให้ท้องถิ่นสามารถตัดสินใจ แก้ปัญหา และขับเคลื่อนการพัฒนาได้เอง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องรอรัฐส่วนกลาง
เพราะเมื่อรวมศูนย์มากเกินไป การแก้ปัญหาย่อมล่าช้าและไม่ตอบโจทย์จริง
ขณะเดียวกัน “ราก” ซึ่งคือระบบการศึกษา กฎหมาย เศรษฐกิจ รัฐวิสาหกิจ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ต้องได้รับการแก้ไขจากต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงอัดงบประมาณเพื่อบรรเทาปลายเหตุ เพราะรากฐานที่อ่อนแอไม่มีวันสร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้
ดังนั้น หากไทยต้องการยืนหยัดท่ามกลางวิกฤต รัฐจะต้องกล้าที่จะกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่รากฐานต้องแข็งแรงพอจะรองรับแรงสั่นสะเทือนจากโลกภายนอก และพร้อมเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส เพื่อไม่ให้ใครถูกผลักออกไปอยู่ชายขอบของอนาคต
นอกจากนี้ เขายังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยซึ่งเคยยืนอันดับสองของอาเซียน กำลังถอยหลังอย่างต่อเนื่อง ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมากว่าสามทศวรรษ และในปีที่เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ที่สุดในรอบยี่สิบปี เศรษฐกิจไทยกลับซบเซาหนักกว่าหลายประเทศ
“นี่คือโจทย์เรื่องความอยู่รอด” เขาเน้น “และเป็นคำถามที่ทั้งรัฐและรากต้องช่วยกันตอบ”
แต่ท่ามกลางแรงกดดัน เขากลับเลือกมองไปที่คุณค่าหลัก (core value) ของไทยที่ประเทศอื่นไม่มี นั่นคือ “ความหลากหลาย” ซึ่งทำให้ผู้คนต่างเพศ ศาสนา เชื้อชาติ อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข “สมรสเท่าเทียมของเราไปไกลกว่าไต้หวันแล้วด้วยซ้ำ” เขากล่าว พร้อมเชื่อว่านี่คือจุดแข็งที่สามารถรวมผู้คนเข้าด้วยกัน และสร้างฉันทมติใหม่ให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้
“อย่ามัวหมกมุ่นอยู่กับทางตัน” เขาทิ้งท้าย “ถ้าเงยหน้ามองภาพกว้าง จะเห็นว่ามีจุดเล็กๆ ที่สามารถเปลี่ยนทั้งระบบได้เสมอ” และนั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “การเมืองแห่งความเป็นไปได้ (Politics of Possibility)” การเมืองที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า “ถ้าประเทศอื่นทำได้ เราก็ทำได้”

“The Future of Thailand อนาคตประเทศไทย” จึงถักร้อยออกมาเป็นหนังสือที่พิธาตั้งใจให้เป็น “กุญแจ” สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าการเมืองไทยมืดตัน
เป็นกุญแจที่จะไขประตูแห่งความสิ้นหวัง เปิดให้เห็นหนทางที่ก้าวเดินได้จริง
และยังเป็น “เครื่องเตือนใจ” ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องพลิกฟ้าเป็นตะวันในชั่วข้ามคืน หากคือการค่อยๆ เคลื่อนขยับอย่างมีทิศ มีทาง และมีความหวัง
หนังสือเล่มนี้ยังวางตำแหน่งให้ผู้อ่านเป็นผู้ร่วมออกแบบ ไม่ใช่ผู้ชมข้างเวที เมื่อปิดเล่ม ผู้อ่านจะไม่ได้เพียงรู้ว่าพิธาเห็นอนาคตไทยอย่างไร แต่จะเริ่มเห็นด้วยตาตัวเองว่า “รัฐ” และ “ราก” ต้องก้าวไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศนี้ดีขึ้นได้จริง และดีขึ้นอย่างยั่งยืน
The Future of Thailand อนาคตประเทศไทย จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เปิดพรีออร์เดอร์ 19 กันยายน-6 ตุลาคม 2568 และเผยโฉมต่อสาธารณชนครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 9-19 ตุลาคม
โดย “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” จะมาพบปะและแจกลายเซ็นกับผู้อ่านในวันที่ 11-12 ตุลาคม ณ บูธสำนักพิมพ์มติชน (J02) และมีงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 12 ตุลาคม ภายในงาน
จุดนัดหมายที่ผู้เขียนและผู้อ่านจะได้เริ่ม “ขีดเขียนอนาคตประเทศไทย” ร่วมกันบนหน้ากระดาษเดียวกัน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
