ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
วันก่อน ผมโพสต์บทวิเคราะห์เรื่องพรรคเพื่อไทยลงในเพจ
วิเคราะห์ภาพรวมทางการเมืองทั้งหมด
เพราะช่วงหลังรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยเดินเกมการเมืองเหมือนคนเสียศูนย์
ไม่รัดกุมเหมือนในอดีต
วันที่โพสต์เป็นวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 ซึ่งผลการเลือกตั้งผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยชนะพรรคเพื่อไทย
ผมโพสต์แบบนี้ครับ
“ถ้าพรรคเพื่อไทยยังตั้งหลักไม่ได้
ผลสะเทือนนับจากนี้จะรุนแรง
1. พรรคเพื่อไทย ในอดีตคู่แข่งหลักจะมี 2 พรรคใหญ่ คือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน
แข่งกับ ‘ภูมิใจไทย’ แบบ ‘บ้านใหญ่’
แข่งกับ ‘ประชาชน’ เรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตย
แต่วันนี้เขาต้องกำหนด ‘คู่แข่งหลัก’ และ ‘คู่แข่งรอง’ ให้ชัดเจน
อะไรที่สู้ได้
อะไรที่สู้ไม่ได้แล้ว
ต้องคิดให้ดี
2. ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ‘เพื่อไทย’ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต
ตั้งแต่คลิปเสียง ‘ฮุนเซน-แพทองธาร’
จนถึงการที่คุณทักษิณ ชินวัตร ต้องอยู่ในเรือนจำในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหม่
รวมถึงการที่พรรคต้องพ้นจากอำนาจรัฐ ไม่ได้เป็นรัฐบาล
สถานการณ์ของ ‘เพื่อไทย’ วันนี้ มันเหมือนการยืนอยู่บนแผ่นดินที่ยุบตัวลงที่หน้าสถานีตำรวจสามเสน
ไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไป
แต่ทรุดลงทันทีในช่วงเวลาไม่กี่วินาที
3. ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของพรรคเพื่อไทยในอดีต คือ
– แบรนด์ ‘ทักษิณ ชินวัตร’
– ผลงานในช่วงรัฐบาลไทยรักไทย
– การต่อสู้กับเผด็จการของ ‘คนเสื้อแดง’
คำถามก็คือ ตอนนี้สินทรัพย์ที่มีค่าของพรรคเพื่อไทยมีเหลืออยู่เท่าไร มันไม่ได้สูญสลายลงจนไม่เหลืออะไรเลย
ทุกอย่างยังคงอยู่
แต่ไม่ได้มากมายเหมือนในอดีต
เพราะผลงานในช่วงเวลา 2 ปีที่ ‘ข้ามขั้ว’ ไปจัดตั้งรัฐบาลได้เซาะกร่อนบ่อนทำลาย ‘ความเชื่อ’ เก่าๆ จนทรุดโทรม”
จากนั้นผมก็ชี้ให้เห็นถึง “ความเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้น
“4. การลาออกของพรรคของ ‘รุ่นใหญ่’ ที่อยู่กับพรรคมายาวนานอย่าง ‘ชูวิทย์ กุ่ย’
และความพ่ายแพ้อย่างขาดลอยในสนามเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษในวันนี้ คือ สัญญาณทางลบที่สำคัญมาก
เป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ความเปลี่ยนแปลง’
พรรคเพื่อไทยต้องมองสถานการณ์อย่างเป็นจริง
อย่าใช้ ‘อารมณ์’ อยู่เหนือ ‘เหตุผล’
5. ในช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยเหมือนกับเจอเหตุการณ์แผ่นดินทรุด
ตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่
การจะหยัดยืนขึ้นอีกครั้งย่อมไม่ใช่ความพยายามกระโดดตอนขา 2 ข้างยังอยู่ในอากาศ
เพราะกระโดดเท่าไรก็มีแต่ตกลงไป
ต้องรอจนถึงวันที่เท้าของเราสัมผัสพื้นดินในหลุม
วันนั้น เราจึงจะย่อขาและกระโดดขึ้นได้อีกครั้ง
คำถามก็คือ คนในพรรคเพื่อไทยยอมรับความจริงที่เจ็บปวดได้แล้วหรือยัง
ถ้ายอมรับแล้ว นั่นคือ ช่วงเวลาที่เท้าอยู่บนดินแล้ว
และได้เวลาที่จะกระโดดขึ้นจากหลุมลึกนี้อีกครั้ง
แต่ถ้ายังไม่ยอมรับ และยังโวยวายชี้นิ้วไปที่ผู้อื่น
ไม่ได้คิดว่าความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนมาจากตัวเองเป็นหลัก
สภาพของเขาจะเหมือนการแหวกว่ายอยู่กลางอากาศ
นอกจากท่วงท่าจะไม่งดงามแล้ว
พยายามเท่าไร ก็จะยิ่งตกลง
…เหมือนที่เห็นในวันนี้”
ข้อความที่โพสต์มีเพียงแค่นี้
ผมเขียนด้วยความปรารถนาดีต่อพรรคเพื่อไทย
อยากให้กลับมาตั้งหลักและปรับตัวใหม่
เพราะหลังจากพรรคเพื่อไทยสูญเสียอำนาจรัฐ
“แพทองธาร ชินวัตร” หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
“อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ด้วยการสนับสนุนของพรรคประชาชน
พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ในเกมชิงเก้าอี้นายกฯ
ตั้งแต่วันนั้นพรรคเพื่อไทยก็เหมือนกับคนเสียศูนย์
ผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยเดินเกมด้วย “อารมณ์”
เอาชนะในเกมเล็กๆ
ทั้งที่สงครามใหญ่กำลังจะมา
ผมนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่คนหนึ่ง เขาบอกว่าเวลาที่เกิดความขัดแย้ง สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้อง “นิ่ง” ให้เป็น
เหมือนกับจอดเรือไว้นิ่งๆ
จะได้รู้ว่าเรือลำอื่นๆ แล่นไปทางไหน
ลำไหนจะวิ่งชนเรา
ลำไหนวิ่งหนีเรา
เพราะถ้าเรือของเรายังเคลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่ง บางทีเราจะประเมินสถานการณ์ผิดได้
เพราะบางทีเรือลำอื่นที่อยู่นิ่งๆ แต่เราเคลื่อนไปหา
ภาพที่เห็นอาจคิดว่าเขาพุ่งเรือมาหาเรา
“ความนิ่ง” จึงเป็นเรื่องสำคัญในการประเมินสถานการณ์
หลังจากโพสต์ไปไม่นาน ก็มีคนเข้ามาให้ความเห็นมากมาย
ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย
ผ่านไปประมาณ 30 นาที “ความเห็น” ก้อนหนึ่งก็ถล่มเข้ามา
เป็นความเห็นจากผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย
เข้าไปดูโปรไฟล์ก็มีทั้งผู้สนับสนุนแบบมีตัวตน
และ “อวตาร”
วิธีการดู “อวตาร” หรือ io ไม่ยากครับ
ส่วนใหญ่จะปกปิดโปรไฟล์ หรือเพิ่งเปิดเฟซบุ๊กไม่กี่เดือน
บางคนมีผู้ติดตามอยู่ไม่ถึง 10 คน
กลุ่มนี้จะเข้ามาถล่มเรื่องผลการเลือกตั้งศรีสะเกษที่ผมเขียนว่า “แพ้ขาดลอย”
เขามองว่าเพื่อไทยไม่ได้แพ้ เพราะคะแนนเสียงยังเท่าเดิม น้อยกว่าเดิมนิดหน่อย
แต่ที่แพ้เพราะ “ส้ม” เทคะแนนให้ “น้ำเงิน”
ฟังดูก็มีเหตุผล จะมองในมุมนั้นก็ได้
เรื่องนี้ผมไม่ติดอะไร
แต่ที่น่าสังเกตก็คือ กลุ่มที่เข้ามา ไม่มีใครเถียงประเด็นอื่นเลย
เขาพุ่งเป้าไปเรื่องนี้เรื่องเดียว
ทั้งที่ข้อเขียนของผมประมาณ 50 บรรทัด
มีเขียนเรื่องผลการเลือกตั้งแค่ “บรรทัดเดียว” 555
แค่แตะๆ ไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง
ไม่เชื่อ ลองอ่านดูอีกครั้งก็ได้ครับ
ผมนึกถึงเทคนิคการโต้วาที
นักโต้วาทีที่เก่ง ไม่ใช่คนที่มีเหตุผลที่ดีที่สุด
แต่เป็นคนที่แสดงเหตุผลโน้มน้าวกรรมการหรือคนดูได้ดีที่สุด
ส่วนใหญ่เขาจะเลือกตอบโต้ในประเด็นที่ได้เปรียบ
ไม่ต้องสนใจว่าอะไรเป็น “แก่น” หรือ “เนื้อหาหลัก” ของเรื่อง
ขยี้ประเด็นเดียวพอ
ทุกครั้งของการโพสต์เรื่องการเมือง ส่วนใหญ่มักเป็นแบบนี้
แทบทุกพรรคจะมี “อวตาร” ของตัวเอง
และจะออกมาเล่นด้วยเนื้อหาคล้ายๆ กัน
วิธีแก้ปัญหาของผม ง่ายๆ ครับ ไม่ซับซ้อน
…จอดเรือนิ่งๆ
และใช้สิทธิ์ของความเป็น “เจ้าของบ้าน”
ถ้าเถียงแบบมีเหตุผล ต่อให้เป็น “อวตาร”
…เชิญตามสบาย
ส่วนใครที่ใช้ข้อความหยาบคาย ต่อให้เห็นด้วยกับผม แต่หยาบคายกับพรรคอื่นก็ “ซ่อนข้อความ”
ถ้าหยาบมาก หรือหยาบต่อเนื่อง ก็ “บล็อก”
หรือถ้าไปก่อกวนคนที่เข้ามาให้ความเห็นมากเกินไป เช่น ไปโต้ตอบทุกโพสต์
แบบนี้ก็ “บล็อก” เหมือนกัน
