bg-single

ครม.มืออาชีพ VS คนมีอาชีพ ครม.

05.10.2025

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ครม.มืออาชีพ VS คนมีอาชีพ ครม.

ชั่วอึดใจเดียวที่คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว พูดกลางเวที UN ในนามรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย คุณสีหศักดิ์ทำให้ศักดิ์ศรีของไทยปรากฏในเวทีโลก สปีชของคุณสีหศักดิ์ทำให้คนไทยสนใจนโยบายต่างประเทศและยิ่งกว่านั้นคือทำให้คำว่า “การทูตเชิงรุก” มีความหมายที่จับต้องได้จริงๆ ไม่ใช่พูดเลื่อนลอย

นับตั้งแต่ไทยเกิดข้อพิพาทกับกัมพูชาในยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร คนไทยไม่เคยได้ความรู้สึกนี้จากรัฐมนตรีต่างประเทศหรือผู้ช่วยรัฐมนตรีคนก่อน

คำพูดตรงๆ ว่ากัมพูชารุกรานไทยหรือหน้าไหว้หลังหลอกกลายเป็นเรื่องหายากในรัฐบาลที่แล้วอย่างเหลือเชื่อจนต้องรอรัฐบาลใหม่พูดออกมา

ด้วยความกล้าพูดในนามประเทศแบบที่ไม่เคยได้ยินจากอดีตรัฐบาล คุณสีหศักดิ์ทำให้คนไทยเห็นว่าพรรคประชาชนทำถูกแล้วที่ไม่โหวตให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ

เพราะไม่อย่างนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศก็จะเป็นคนเดิมภายใต้พรรคแกนนำรัฐบาลซึ่งไม่กล้าตอบโต้กัมพูชาแบบคุณสีหศักดิ์ต่อไป

โดยปกติรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นตำแหน่งที่คนทั่วไปไม่สนใจ คุณดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรียุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา 8 ปีถูกพูดถึงในแง่การอวย ไม่ใช่การทำงาน คุณปานปรีย์ พหิทธานุกร ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีโดยไม่มีใครสนว่าเพราะอะไร ส่วนคุณมาริษ เสงี่ยมพงษ์ และผู้ช่วยแทบไม่มีใครพูดถึงถ้าไม่โจมตีคนเห็นต่างจากรัฐบาล

รัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่ยุคคุณประยุทธ์จนถึงคุณแพทองธารถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ มากกว่าเป็นรัฐมนตรีซึ่งทำหน้าที่อย่างมืออาชีพให้ประเทศจริงๆ

ทันทีที่มีรัฐมนตรีซึ่งประชาชนมองเห็นว่าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าตัวเอง เสียงสรรเสริญจึงดังก้องขึ้นโดยปริยาย

ถึงคุณสีหศักดิ์จะไม่ใช่คนของพรรคหรือคนของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล แต่พรรคภูมิใจไทยได้อานิสงส์จาก “กระแส” ที่สังคมมีต่อคุณสีหศักดิ์ไปด้วย แม้คุณสีหศักดิ์จะทำงานอย่างเป็นมืออาชีพในแวดวงการทูตจนเป็นหนึ่งในคนที่หลายพรรคการเมืองต้องการดึงมาร่วมงานด้วยก็ตาม

พูดก็พูดเถอะ ในสมัยคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีโอกาสเป็นนายกฯ และพรรคก้าวไกลกำลังตั้งรัฐบาล คุณสีหศักดิ์คือ 1 ในคนที่คนสำคัญสูงสุดของก้าวไกลบอกผมว่าคิดเชิญมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลพิธาด้วย

แต่เรื่องคุณสีหศักดิ์จบทันทีที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาลและกลับมาอีกทีพร้อมอวสานรัฐบาลเพื่อไทย

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีอีกคนที่ได้รับคำชื่นชมอย่างสูงด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากคุณศุภจียังไม่ได้ทำอะไรนอกจากพูดเรื่องที่ควรพูดในสภา แรงกระเพื่อมจึงยังไม่มากเท่าคุณสีหศักดิ์ซึ่งได้แสดงผลงานให้เห็นจริงๆ กลางเวที UN

คุณสีหศักดิ์และคุณศุภจีเป็นรัฐมนตรีดีๆ ที่คนจำนวนมากตาสว่างว่าคุณอนุทินตั้งเพื่อกลบเกลื่อนรัฐมนตรีขาประจำที่อยู่ตั้งแต่รัฐบาลคุณประยุทธ์, คุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณแพทองธาร แต่คำถามคือทำไมคนกลุ่มนี้จึงได้เป็นรัฐมนตรีตลอดกาล ส่วนคนเก่งอย่างคุณสีหศักดิ์และคุณศุภจีจึงไม่มีเลย

คุณสีหศักดิ์และคุณศุภจีเป็นตัวอย่างของ “ครม.มืออาชีพ” ซึ่งนายกฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีจากนักบริหารมืออาชีพหรือผู้มีความรู้ความชำนาญ รัฐบาลไหนตั้ง “ครม.มืออาชีพ” ล้วนได้รับคำชื่นชมจากประชาชนทั้งนั้น

แต่ข้อเท็จจริงคือแทบทุกรัฐบาลล้วนไม่มี “ครม.มืออาชีพ” หรือมีก็แค่นิดเดียว

“โควต้ารัฐมนตรี” เป็นคำน่ารังเกียจที่คนไทยรู้ว่าอยู่คู่การเมืองไทยมานาน และการที่พรรคประชาชนโหวตนายกฯ แต่ไม่แย่งเก้าอี้รัฐมนตรีที่ควรได้กว่า 10 เก้าอี้นั้น ทำให้คุณอนุทินมี “โควต้า” ไปตั้งรัฐมนตรีดีๆ แบบนี้มากขึ้น

แต่ปรากฏการณ์แบบนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแล้วอย่างแน่นอน

“โควต้ารัฐมนตรี” สัมพันธ์กับปัญหา “รัฐมนตรีห่วย” ที่มีในทุกรัฐบาล แต่ที่ผ่านมา “รัฐมนตรีห่วย” จะมาและไปพร้อมรัฐบาล

ความห่วยของรัฐมนตรีจึงทำร้ายประเทศได้เท่าอายุรัฐบาล ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนเข้าข่ายเป็น “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” ต่อให้จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้ง และเปลี่ยนนายกฯ กี่คน

เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของประเด็น รัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส.ทุกคนไม่ได้เป็น “รัฐมนตรีห่วย” แต่การมีนักการเมืองบางคนที่เป็น “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” เป็นปัญหาจริงของการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน

ปรากฏการณ์ “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยพร้อมรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมซึ่งนำไปสู่การเกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก

และ “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” เริ่มมีอำนาจบริหารประเทศในยุครัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง

การเลือกตั้ง 2562 คือจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้กลุ่ม “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” พาเหรดเข้ามาสู่การมีอำนาจเหนือรัฐบาล คนเหล่านี้บางคนเป็น ส.ส.ใหม่ หรือเต็มที่คือบางคนเป็น ส.ส.สมัยที่ 2 ซึ่งไม่มีทางเลยที่จะเป็นรัฐมนตรีได้หากไม่มีรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดทาง

ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประเทศไทยได้เกิด “พรรคปัดเศษ” ซึ่ง “ส.ส.ปัดเศษ” รวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี นักการเมืองบางคนเป็น ส.ส.สมัยที่ 2 แต่สะสมอำนาจผ่านการเป็นผู้นำ ส.ส.แบบนี้ในปี 2562 จนเวลาเพียง 6 ปีก็ขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคและเป็นรองนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

ต่อให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนระบบเลือกตั้งและไม่มี “พรรคปัดเศษ” ต่อไป การรวมกลุ่มการเมืองเป็นก๊กขนาดเล็กเพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีก็ไม่จบไปด้วย ก๊กยกระดับเป็นพรรคขนาดกลางหลังการเลือกตั้งปี 2566 จนพรรคเหล่านี้เป็นที่รวมของ “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” ในปัจจุบัน

“กูรู” การเมืองหลายคนบอกว่าการเมืองไทยวันนี้เป็น “การเมืองแบบ 3 ก๊ก” ของพรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทย-พรรคภูมิใจไทย แต่ผมคิดว่าการเมืองไทยวันนี้คือ “การเมือง 4 ขา” ที่ประกอบด้วยพรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทย-พรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายพรรคขนาดกลางที่มี ส.ส. 25-30 คน

พูดตรงๆ คนกลุ่มนี้คือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้คุณประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ทั้งที่แพ้เลือกตั้งปี 2562 และพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลใหม่แทนคุณแพทองธารไม่สำเร็จในปี 2568 จนเกิดเป็นรัฐบาลที่รวมรัฐมนตรีซึ่งคนจำนวนมากเห็นว่า “ยี้” ที่สุดนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นต้นมา

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิด “การเมือง 4 ขา” ซึ่ง “รัฐมนตรีห่วย” กลายเป็นองค์ประกอบของการเมืองไทยคือรัฐธรรมนูญซึ่งต้องการให้ฝ่ายบริหารและพรรคการเมืองอ่อนแอ

ผลก็คือไม่มีพรรคไหนชนะเลือกตั้งอย่างกว้างขวางจนไม่ต้องพึ่งพรรคขนาดกลางซึ่งเป็นที่รวมของรัฐมนตรีห่วยอีกเลย

เพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น รัฐธรรมนูญปี 2540-2550 เขียนขึ้นบนความต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็งและฝ่ายบริหารเข้มแข็ง

ผลก็คือการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนำไปสู่การเกิดการเมืองแบบ “ระบบ 2 พรรค” ที่เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์กลายเป็นคู่แข่งกันมาเกือบ 13 ปี

เมื่อการเมืองกลายเป็น “ระบบ 2 พรรค” พรรคใหญ่ก็มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และหัวหน้าพรรคก็มีอำนาจมากขึ้นด้วย การเลือกตั้งทุกครั้งหลังปี 2544 จึงเป็นการเลือกตั้งที่เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ต้องเสนอตั้งแต่วันเลือกตั้งว่าใครมีทีมรัฐมนตรีบริหารประเทศที่ดีที่สุดหรือ “รัฐมนตรีเงา”

รัฐธรรมนูญ 2560 ทำลายระบบพรรคใหญ่จนเกิด “การเมือง 4 ขา” ที่พรรคขนาดกลางเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล จำนวน ส.ส.ในสังกัดจึงสำคัญมากกว่าการนำเสนอคนที่มีความสามารถบริหารประเทศ

และในที่สุดจึงไม่มีพรรคไหนสนใจการเสนอ “รัฐมนตรีเงา” ในการเลือกตั้งเลย

พรรคเดียวที่ทำเรื่องนี้คือพรรคประชาชน แต่ทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทยไม่มีแม้ความพยายามทำเรื่องนี้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2566

เพราะทุกพรรครู้ว่าพื้นฐานของการตั้งรัฐบาลคือการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้ ส.ส.กลุ่มก๊วนต่างๆ ซึ่งไม่มีทางที่ชื่อรัฐมนตรีเหล่านี้จะทำให้ประชาชนพอใจได้เลย

ควรสังเกตด้วยว่ากลุ่ม “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่แต่ละพรรคแทบไม่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเลย ทุกพรรครู้ว่าคนเหล่านี้ขายไม่ได้ สร้างคะแนนให้พรรคไม่ได้ ทำได้อย่างมากก็คือชนะเลือกตั้งระดับเขตแล้วตั้งกลุ่มก๊วน ส.ส.มาต่อรองเก้าอี้เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประเทศไทยหลังเลือกตั้งปี 2562 จึงเต็มไปด้วยรัฐมนตรีขาประจำที่ไม่ควรเป็นรัฐมนตรีเยอะไปหมด ขณะที่รัฐบาลก่อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจไม่ได้มีคณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุด แต่ไม่มีปรากฏการณ์ “รัฐมนตรีห่วยตลอดกาล” ปกครองประเทศถาวรอย่างรัฐธรรมนูญนี้แน่นอน

กลุ่มการเมืองที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 บอกว่าปัญหาการเมืองไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่คน

ความเข้าใจนี้ผิดเพระรัฐธรรมนูญคือ “โครงสร้าง” ซึ่งทำให้คนดีๆ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้, พรรคไม่จำเป็นต้องหาคนดีๆ และคนห่วยๆ สำคัญต่อการตั้งรัฐบาลมากกว่าคนที่เป็นมืออาชีพทางการเมือง

เลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่มีทางได้ “ครม.มืออาชีพ” เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดทางให้นักการเมืองที่มี “อาชีพ ครม.” เข้ามามีอำนาจมากกว่าคนที่มีความเป็นมืออาชีพจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง