bg-single

ผีกับยุคสมัยใหม่ (หรือสมัยใหม่ใต้มนต์สะกด)

15.10.2025

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

ผีกับยุคสมัยใหม่

(หรือสมัยใหม่ใต้มนต์สะกด)

(ปรับปรุงจากส่วนหนึ่งของการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการเรื่อง “ผี (Ghost)” วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568)

หลายปีที่ผ่านมา ความสนใจที่เกี่ยวข้องกับผี เวทมนตร์คาถาอาคมมีมากขึ้นในสังคมไทย

ไม่เพียงแต่งานวิชาการที่ตีพิมพ์จำนวนมากเกี่ยวกับศาสนาผี ภูตผีปีศาจในสังคมไทย ทั้งของสุจิตต์ วงษ์เทศ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง และอีกหลายท่าน

ในภาษาอังกฤษ งานของปีเตอร์ แจ็คสัน ได้รับความสนใจในแวดวงไทยศึกษาและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วด้วยโดยสำนักพิมพ์มติชน (Peter A. Jackson, Capitalism Magic Thailand หรือ เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม, 2566)

นอกจากนี้ เทศกาลและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีก็ได้รับความสนใจอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่เป็นผีดี

เช่น ผีเจ้าที่เจ้าเมือง ผีบรรพบุรุษ ผีเจ้านาย ผีอารักษ์ประจำถิ่น ไม่ใช่ผีดุร้ายอย่างเช่น ผีปอบ ผีกระสือ ผีดิบ ฯลฯ

เทศกาลและพิธีกรรมเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการพาณิชย์

ความเชื่อเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมวลชนของไทยมานาน หลายสิบปีก่อนหน้านี้มักกล่าวกันว่าเป็นความงมงายของคนแก่และของชาวบ้านโดยเฉพาะคนชนบท เพราะเชื่อกันว่าความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นวัฒนธรรมโบราณล้าหลังที่ตกทอดมาจากอดีต

คนทันสมัยและสังคมเมืองสมัยใหม่จะไม่ค่อยเชื่อสิ่งเหล่านี้หรือจะลดลงเรื่อยๆ

แต่ดูเหมือนว่าคำกล่าวเช่นนั้นจะอิงกับความรู้ตะวันตก ในวงวิชาการด้านสังคม-มนุษยศาสตร์ของโลกตะวันตกเคยเชื่อกันมาแทบตลอดศตวรรษที่ 20 ว่าโลกยุคสมัยใหม่จะค่อยๆ ลดความเชื่อในอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติซึ่งอธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ค่อยๆ หลุดพ้นจากมนต์สะกด (Disenchantment) จนเป็นโลกของเหตุผลและสิ่งที่พิสูจน์ได้เชิงประจักษ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

แนวคิดนี้เป็นมรดกต่อเนื่องมาจากยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ในศตวรรษที่ 17-18 ที่เน้นเหตุผลนิยมซึ่งเห็นว่าความเป็นจริงทางสังคมและธรรมชาติจะเป็นไปตามกฎวิทยาศาสตร์

ความคิดนี้ปะทะขัดแย้งกับความคิดทางศาสนาซึ่งครอบงำโลกมาหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น

“รัฐโลกวิสัย” ของตะวันตกหมายถึงรัฐที่แยกอำนาจรัฐ นโยบายและทรัพย์สินสาธารณะออกจากสถาบันศาสนา

รัฐและสังคมโลกวิสัยมิได้หมายถึงสังคมที่สามารถลดทอนความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติจนไร้ความสำคัญแต่อย่างใด

ในความเป็นจริงแทบไม่มีสังคมสมัยใหม่แห่งใดเลยในโลกนี้ที่สามารถลดทอนความเชื่อเหนือธรรมชาติจนถึงขนาดไม่มีที่ทางในสังคม

สถาบันทางศาสนาก็ยังเข้มแข็งในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เชื่อกันว่าเป็นรัฐโลกวิสัยสมัยใหม่ที่เข้มแข็ง

ตลอดศตวรรษที่ 20 เราจะพบโบสถ์แทบทุกหัวมุมถนน ผู้คนเชื่อในวิทยาศาสตร์แต่ยอมยกเว้นไว้อย่างเดียวคือยังเชื่อในพระเจ้าอย่างฝังหัว ลัทธิความเชื่อพิสดารมากมายที่แพร่หลาย บ้างก็ทรงพลังมากจนมีอิทธิพลทางการเมืองด้วย

แถมมีปรากฏการณ์ว่าความเชื่อในสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติแพร่หลายในสังคมตะวันตกแทบทุกแห่งมากขึ้นทุกทีและมีแนวโน้มจะยิ่งมากขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น มโนทัศน์ทางสังคมศาสตร์แบบเดิมที่เชื่อมาร้อยกว่าปีจึงถูกท้าทายนับจากปลายศตวรรษที่ 20 ความรู้ทางวิชาการจึงพยายามอธิบายภาวะหวนกลับไปอยู่ใต้มนต์สะกด (Re-enchantment) ของสังคมตะวันตกสมัยใหม่

สําหรับสังคมนอกตะวันตก (ในเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา) ส่วนใหญ่ไม่เคยผ่านการปฏิวัติทางปัญญาอย่างที่เรียกว่ายุคเรืองปัญญา ไม่เคยผ่านการปฏิวัติศาสนาหรือเกิดการปฏิรูปศาสนาครั้งใหญ่ซึ่งเกิดการปะทะกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อศาสนาอย่างในสังคมยุโรป

แต่สังคมเหล่านี้ก็เปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน โดยมากผ่านอำนาจและอิทธิพลของลัทธิอาณานิคม

เราไม่อาจพูดได้ด้วยซ้ำไปว่ายุคสมัยใหม่ของสังคมเหล่านี้ปรับตัวเข้าสู่สังคมโลกวิสัย ส่วนมากยังคงยึดถือศาสนาและความเชื่อในสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติเป็นปกติ

แม้แต่ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมซึ่งไม่เคยขจัดความเชื่อภูตผีและอำนาจเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด ซ้ำกลับยกย่องถือเป็นความเชื่อหลักของประเทศในยุคสมัยใหม่อีกด้วย

ความเชื่อในอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติดำรงอยู่อย่างแพร่หลายทั้งในโลกตะวันตกและนอกตะวันตกควบคู่กับยุคสมัยใหม่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ความเชื่อในวิทยาศาสตร์และปฏิเสธสิ่งเหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้ กับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เวทมนตร์คาถาต่างก็เป็นส่วนหนึ่งวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาสมัยใหม่

ดังนั้น สำหรับสังคมนอกตะวันตกอย่างไทยนั้น การนำความคิดทางสังคมศาสตร์ซึ่งอธิบายสังคมตะวันตกมาใช้ว่ายุคสมัยใหม่จะเป็นสังคมโลกวิสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ลดความเชื่อเหนือธรรมชาติไม่เป็นวิทยาศาสตร์ทั้งหลายลงไปเรื่อยๆ นั้นน่าจะเป็นการผิดฝาผิดตัว

เพราะความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทยเลย

กล่าวอย่างเป็นภาษาวิชาการก็คือสังคมนอกตะวันตกไม่เคยมีแนวโน้มจะเกิดภาวะ disenchantment เลย

เมื่อ 40 ปีก่อน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เคยบ่นทำนองเดียวกันว่า “ประชากรผีงอกเงยขึ้นเหลือเกินเยอะแยะไปหมด…มันมากจนถือว่าเป็นของธรรมดาเป็นเพื่อนกันได้กอดคอกันกินเหล้าได้ดุได้ว่าได้ต่อว่าได้ประท้วงได้ เป็นเจ้าเกิดใหม่ทั้งนั้น แม้แต่ปู่แสะย่าแสะก็เยอะแยะไม่รู้ว่าเป็นของดอยไหน” (ฉลาดชาย รมิตานนท์, ผีเจ้านาย, น.158)

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อในสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาตินี้ดูเหมือนว่ากลับแพร่หลายยิ่งขึ้นไปอีกในไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนเป็นที่รับรู้ทั่วไปและเรียกความเชื่อเหล่านี้ว่า “มูเตลู” (มีคนบอกว่ามาจากภาษาชวา)

ที่น่าสังเกตก็คือความนิยมที่แพร่หลายเพิ่มขึ้นในรอบใหม่นี้เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางและสูงในสังคมเมือง รวมทั้งเมืองใหญ่ที่ทันสมัยและก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้วย

ไม่ใช่ความเชื่อไร้สาระของชาวบ้านหรือคนชั้นล่างที่ถูกมองด้วยสายตาดูถูกจากชนชั้นกลางในเมืองอีกต่อไป

การเฟื่องฟูของวัฒนธรรมมูเตลูในสังคมไทยยืนยันว่าพัฒนาการของสังคมไทยในด้านภูมิปัญญาไม่ใช่กลายเป็นโลกวิสัยมากขึ้นแล้วย้อนกลับไปเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันใหม่หรือหวนกลับไปอยู่ใต้มนต์สะกดอีกครั้ง (Re-enchantment) อย่างที่ในทางวิชาการเห็นว่าเกิดขึ้นกับสังคมตะวันตก

แล้วเราจะอธิบายการเฟื่องฟูของวัฒนธรรมมูเตลูว่าอยู่ในบริบทอะไร สังคมที่ไม่เคยค่อยๆ หลุดพ้นจากมนต์สะกด (Disenchanted) ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการในแบบของมัน แต่ดูเหมือนเราจะยังไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของยุคสมัยใหม่ใต้มนต์สะกด (Enchanted Modernity) ของไทยเลย

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ในด้านประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของไทยนั้นมีพัฒนาการมาอย่างไร ยุคสมัยใหม่ของสังคมไทย (และสังคมนอกตะวันตกโดยทั่วไป) เป็นอย่างไรกัน เป็นสมัยใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดปฏิรูปศาสนา ไม่เคยเป็นเหตุผลนิยมที่ปฏิเสธความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ไม่เคยเป็นโลกวิสัย แถมเป็นสมัยใหม่ซึ่งไม่เคยหลุดพ้นมนต์สะกดของอำนาจเหนือธรรมชาติที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

คำถามน่าคิดประการต่อมาก็คือ เราจะเรียกการดำรงอยู่ของความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติของสังคมเหล่านี้ว่าเป็นความเชื่อก่อนสมัยใหม่คงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว และจะถือเอาการถดถอยของความเชื่อเหล่านี้ว่าเป็นคุณลักษณะของยุคสมัยใหม่ก็คงไม่ได้เช่นกัน

แล้วเราจะอธิบายความเปลี่ยนแปลงในแง่ความเชื่อและความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไรดี

ภาวะหรือยุคสมัยใหม่ (และหลังสมัยใหม่) ของสังคมไทยมีคุณลักษณะที่สำคัญอย่างไร

เราเริ่มจากพิจารณาถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ มาถึงตรงนี้เราพบว่าอาจจะต้องทบทวนความรู้ความเข้าใจถึงวิวัฒนาการของภูมิปัญญายุคสมัยใหม่ของไทยในภาพรวมทั้งหมดเสียใหม่

ถ้าหากเราพิจารณาเฉพาะความเชื่อในภูตผีปีศาจ เกิดคำถามว่าความเชื่อเรื่องนี้ตกทอดมาจากความเชื่อล้าหลังหรือโบราณจริงหรือ หรือความเชื่อผีแบบโบราณก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความเชื่อผีของยุคสมัยใหม่อาจไม่ใช่มรดกของความเชื่อล้าหลังโบราณก็เป็นได้ อาจเป็นความเชื่อสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ได้ อะไรเป็นความต่างระหว่างผีแบบก่อนสมัยใหม่ กับผีแบบสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม จะกล่าวว่าสังคมไทยยอมรับความเชื่อในสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติเหล่านี้อย่างกว้างขวาง ทุกค่าย ทุกสำนัก ทุกสกุล ก็ไม่ถูกความจริงนัก เพราะสังคมไทยกำจัดเบียดขับทำลายความเชื่อในลัทธิบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สารพัดที่เข้ากันไม่ได้กับความเชื่อหลัก หรือที่สถาบันทางศาสนาประกาศให้ว่าเป็นพวกนอกคอก เช่น สำนักปู่สวรรค์ เป็นต้น

อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างความนอกคอกกับไม่นอกคอก ในเมื่อก็ล้วนเป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติไม่เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยกันทั้งสิ้น

ยังมีอีกหลายหัวข้อเกี่ยวกับผีที่น่าพิจารณากันต่อ ได้แก่ ความเหมือนความต่างระหว่างผีไทยกับผีฝรั่ง รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผีในจักรวาลวิทยาของไทยกับฝรั่ง ผีและ Ghost ในทางวิชาการและหลอนวิทยา (Hauntology) และประวัติศาสตร์หลอนของไทย เป็นต้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อดีต ปลัด มท.ชี้โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ “Best Practice ของ UN“ หวังการขับเคลื่อนสิ่งที่ดีเพื่อความยั่งยืนของโลก
“อดีตปลัด มท.” เผยรู้สึกอายเรื่องโกงสอบท้องถิ่น สงสัยได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้วหรือยัง พร้อมตอบกรณีนายอำเภอบ้านสร้าง
เส้นทาง ‘ยาขอบ’ เส้นทาง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ สุริยา ‘ศรีบูรพา’
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ) ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ | My Country Thailand
เชลยศึกสงครามลาว (52) บันทึกวันกลับบ้าน ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (จบ)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (197)
ดินแดง ราชปรารภ ปริศนา การตาย ณ ราชปรารภ กระสุน ความเร็วสูง คือคำตอบ
50 ปี 6 ตุลา (6) ความผันผวนหลังไซ่ง่อนแตก
E-DUANG | 2 อารมณ์ ความคิด สังคม ต่อ ประกันสังคม ก้าวหน้า
“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ