การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’ สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (1)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’
สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (1)
“ตลาดมืด” และการ “เซ็งลี้”
ในช่วงสงคราม เมื่อภาวะข้าวยากหมากแพงและสินค้าขาดแคลนก่อให้เกิด “ตลาดมืด” ขึ้น ด้วยเหตุจากสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นซึ่งผลิตได้ในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศขาดตลาดทำให้มีการซื้อขายในตลาดแบบลับๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมตามกฎหมาย ในครั้งนั้น คนทั่วไปร่วมสมัยเรียกการซื้อขายในตลาดมืดว่า “เซ็งลี้”
คำว่า “เซ็งลี้” เป็นคำจีนแต้จิ๋ว ความหมายทั่วไปเมื่อช่วงก่อนสงครามนั้น คือกิจกรรมการค้าขายของพ่อค้าจีน แต่เมื่อเกิดสงครามแล้ว คำดังกล่าวมีความหมายเปลี่ยนไปตามบริบทเฉพาะ เซ็งลี้จึงหมายถึง การเก็งกำไรในสินค้าหายากที่พ่อค้านั้นไม่มีในครอบครองโดยตรงแต่สามารถหาสินค้ามาขายให้ผู้ซื้อได้ในราคาสูงกว่าราคาทั่วไป ทั้งนี้ ปัจจุบันอาจใช้คำว่า “โบรกเกอร์” หรือนายหน้าแทน ตัวกลางแทนก็ได้
คนร่วมสมัยอย่างบุญเลิศ สุทธิสำแดง บันทึกไว้ว่า “คำว่า เซ็งลี้ เริ่มเกิดขึ้นในตอนนี้เอง ประชาชนไม่ว่าหนุ่มสาวเฒ่าแก่ หรือแม้แต่เด็กๆ ก็วิ่งเต้นซื้อขายกันจ้าละหวั่นไปหมด พวกพ่อค้าเศรษฐีมีเงินก็กว้านซื้อสินค้าต่างๆ กักตุนเอาไว้ ซื้อถูกขายแพงกันทั่วไป คนที่ไม่มีทุนทรัพย์ก็วิ่งเต้น เสาะหาสินค้าต่างๆ มาขายให้แก่นักกักตุน แต่ละคนต่างก็หาเงินกันได้คล่อง มีเงินทองใช้จ่ายกันฟุ่มเฟือยแทบทุกตัวคน…” (พล.อ.ต.บุญเลิศ สุทธิสำแดง, 2533, (12))

ตลาดมืด
เมื่อทหารญี่ปุ่นจำนวนมากพร้อมใจกันขึ้นไทยเพื่อเดินทัพต่อไปยังดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ ไม่แต่เพียงทำให้การค้าในพระนครคึกคักด้วยกำลังซื้อของทหารญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังทำให้การค้าในชนบทมีความคึกคักด้วยเช่นกัน
นายหนหวยบันทึกว่า การค้าในอุบลราชธานีนั้น กระแสเงินสะพัดมากด้วยเหตุที่ทหารญี่ปุ่นมาช่วยบริโภคสินค้าและจับจ่ายใช้สอย ทำให้เกิดเศรษฐีย่อยๆ ขึ้นในจังหวัด บางรายรับเหมาก่อสร้าง ขายวัสดุก่อสร้าง เช่น ผนังไม้ไผ่ แฝกหลังคา ไม้ก่อสร้างต่างๆ เพราะทหารญี่ปุ่นสร้างค่ายทหาร (นายหนหวย, 2537, 211)
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าทั้งอาหาร วัสดุก่อสร้าง วัตถุดิบในการสร้างยุทโธปกรณ์อย่างมหาศาล มีการกว้านซื้อสินค้าจากกองจัดหาอาหารของกองทัพญี่ปุ่น บริษัท มิตซุยบุซซันไกชา บริษัท มิตซูบิชิโชจิ ทำให้สินค้าพื้นฐานในตลาดเริ่มขาดแคลนและราคาขยับเพิ่มขึ้น (พวงทิพย์ เกียรติสหกุล, 2554, 186-187) ผนวกกับการนำเข้าสินค้าที่ไทยเคยนำเข้าอย่างสะดวก เช่น เวชภัณฑ์ น้ำมันเชื้อเพลง สินค้าอุตสาหกรรม ฯลฯ เผชิญกับอุปสรรคจากเส้นทางขนส่งทางทะเลถูกปิดกั้นจากฝ่ายสัมพันธมิตร และเมื่อความต้องการสินค้าไม่ลดลงแต่เพิ่มขึ้นในขณะที่ปริมาณสินค้าไม่เพียงพอทำให้เกิด “ตลาดมืด” ขึ้น

ตลาดมืดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกกฎหมาย เป็นกิจกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่รัฐไม่อนุญาต อันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถเพิ่มปริมาณอุปทานให้เพียงพอกับอุปสงค์ในตลาดขณะนั้นได้ รัฐจึงได้แต่เพียงทำหน้าที่ควบคุมตลาดตามที่รัฐต้องการด้วยกฎระเบียบท่ามกลางการขาดแคลนอุปทาน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการซื้อขายในตลาดมืดเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทุกระดับด้วย (ศราวุฒิ วิสาพรม, 2562, 16)
อย่างไรก็ตาม สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคณะ (2548) เห็นว่า สาเหตุการเกิดเศรษฐกิจนอกกฎหมายมี 5 เงื่อนไข คือ 1) รัฐบาลจัดเก็บภาษีอากรอัตราที่สูง 2) รัฐบาลออกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ควบคุมตลาด 3) การกำหนดข้อห้ามตามกฎหมาย 4) การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของข้าราชการ และ 5) ความไร้เสถียรภาพของระบบตลาด (ศราวุฒิ, 30)
ในช่วงสงคราม เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินพุ่งสูง ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั้งราชการและพนักงานห้างร้านในพระนครมีชีวิตที่ยากลำบากด้วยสินค้าขึ้นราคาแต่ค่าเงินลดลง เพราะพ่อค้าต่างกักตุนสินค้าเอาไว้เก็งกำไร เช่น ยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง น้ำมันดีเซล ไม้ขีดไฟ น้ำตาลทราย สร้างกำไรให้พ่อค้าอย่างมากมายในครั้งนั้นเรียกว่า “เซ็งลี้” (โกวิทย์ ตั้งตรงจิตร, 2556, 141)

เพลง “เซ็งลี้ฮ้อ” ของสุนทราภรณ์
ลาวัณย์ โชตามระ บันทึกไว้ว่า การเซ็งลี้พบทั่วไปในสังคมไทยขณะนั้นจนมีผู้นำไปแต่งเป็นเพลงร้อง มีการแสดงเพลงร้องบนเวทีมีเนื้อความว่า ผู้หญิงผู้ชายมาพบกันต่างต่อว่ากันว่า หายหน้าหายตาไป ผู้หญิงกลับเพ้อว่า เหตุที่ฝ่ายชายหายไปคงไปติดพันผู้หญิงคนใหม่ ฝ่ายชายอธิบายว่า มัวแต่ไปเพลินกับเซ็งลี้ต่างหาก ถึงแม้จะไม่รวยนักแต่ “ก็ทำพอมีพอกิน” ฝ่ายหญิงว่า อยากลอง ฝ่ายชายว่า ก็ลองบอกของดูสิ เช่น น้ำตาล ตะปูมีไหม (ลาวัณย์, 2536) อย่างไรก็ตาม ความทรงจำของลาวัณย์ผิดพลาดไปบ้างในบทร้องของฝ่ายชายและหญิงในบทเพลง แต่เพลงดังกล่าวมีอยู่จริงและสาระของเพลงถูกต้อง
เพลงที่ลาวัณย์กล่าวถึงข้างต้นนั้น คุณบุญพิทักษ์ เสนีบุรพทิศ นักวิชาการที่ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ความรักของชนชั้นกลางไทย” ในบทเพลงสุนทราภรณ์ พ.ศ.2482-2516″ กรุณาแจ้งให้ทราบว่า เพลงดังกล่าวชื่อเพลง “เซ็งลี้ฮ้อ” เพลงดังกล่าวมีเนื้อร้องสะท้อนสภาพสังคมไทยที่เกิดตลาดมืดขึ้นช่วงสงคราม เพลงนี้แต่งคำร้องโดยแก้ว อัจฉริยะกุล ส่วนเอื้อ สุนทรสนาน ให้ทำนอง ขับร้องโดยสุปาณี พุกสมบุญ (2467-2563) และวินัย จุลละบุษปะ (2465-2542) เนื้อเพลงนี้แก้วแต่งขึ้นสะท้อนถึงสังคมไทยที่ประสบปัญหาสินค้าขาดแคลนและมีราคาสูงในครั้งนั้น เพลงดังกล่าวมีเนื้อร้องสลับชาย-หญิงว่า
“ช. ยอดดวงใจ หายไป แห่งใดเล่าหนา ญ. ใช่จะไกล ลับตา ฉันเดินไปมาทุกวัน ช. จากเพียงเดือน แล้วคงไม่เลือนลืมฉัน ญ. เพื่อนที่เคย สัมพันธ์ มิเคยลืมกันนานมา ช. เธอจากไป แต่ยังสดใสดังเคย ญ. เธออย่าเกี้ยวเลย พูดเฉยเฉย คงมีราคา
ช. จากไปไกล หัวเมืองแห่งใดเล่าหนา ญ. อยู่ในกรุงทุกครา ทุกวันเวลานาที ช. บ้านคงไกล หรือไปแห่งใดไม่เห็น ญ. ขึ้นล่องลง เช้าเย็น เพราะความจำเป็นมันมี ช. เที่ยวคงเพลิน
ญ. ฉันเองเที่ยวเดินเซ็งลี้ ช. ถ้าจะคงขายดี ญ. ฉันทำพอมีกินไป ช. ฉันอยากลอง ญ. ก็ลองบอกของดูซิ ช. เออบุหรี่อย่างดี ถ้าเซ็งลี้คงมีกำไร ญ. ก็ลองดู ช. น้ำตาลตะปูมีไหม ญ. ถ้าคงมี ถมไป งั้นเชิญตามไปดูซิ”
ช่วงสงครามด้วยเส้นทางขนส่งสินค้าจากยุโรป สหรัฐถูกตัดขาด อีกทั้งความต้องการสินค้าจำนวนมากจากกองทัพญี่ปุ่นมีผลให้สินค้าขาดแคลนและมีราคาแพงทำให้เกิดตลาดมืดและการเซ็งลี้ขึ้นในสังคมไทย


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
