คุยกับทูต | อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี ร่วมฉลอง 40 ปี สัมพันธ์ทางการทูตไทย-โมร็อกโกอย่างภาคภูมิใจ
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
โมร็อกโกและไทย ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี ค.ศ.1985 กำลังเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 40 ปีในปีนี้ ด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย
โดยสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงราบัต จัดเทศกาลวัฒนธรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม และสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโกในกรุงเทพฯ จัดงานทางวัฒนธรรมที่เน้นเรื่องแฟชั่นและอาหารโมร็อกโก “Spirit of Morocco, Fashion & Gastronomy” เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา
กิจกรรมเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและอบอุ่นระหว่างสองราชอาณาจักร โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความปรารถนาที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองราชอาณาจักรสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1985 และได้เติบโตเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อสันติภาพ ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองประเทศมีระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพของชาติและผู้ปกป้องศรัทธา มีคติพจน์พื้นฐานเดียวกันคือ “ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์”

นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (H.E. Mr. Abderrahim Rahhaly) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย กล่าวว่า
“วันครบรอบนี้ มาถึงก่อนช่วงเหตุการณ์สำคัญระดับชาติ ได้แก่ ครบรอบ 50 ปีการเดินขบวนสีเขียว (Green March) ตรงกับวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ใกล้จะถึงนี้ ซึ่งชาวโมร็อกโกได้ฟื้นฟูจังหวัดทางใต้ของตนอย่างสันติภายใต้การนำของสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซันที่ 2 ผู้ล่วงลับ และครบรอบ 69 ปีวันประกาศอิสรภาพ (Independence Day) ของโมร็อกโกในวันที่ 18 พฤศจิกายน ทั้งสองเหตุการณ์นี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคี ศักดิ์ศรี และสันติภาพสำหรับชาวโมร็อกโก”
การเดินขบวนสีเขียว (Green March) เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก นำชาวโมร็อกโกกว่า 350,000 คน เดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่ซาฮาราตะวันตก เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2518 (1975) โดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก ซึ่งโมร็อกโกอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง
“ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา โมร็อกโกและไทยได้ขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การหารือระหว่างเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอได้ปูทางไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีการดำเนินการร่วมกันในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน การค้าและการลงทุน ก็ได้รับการส่งเสริมผ่านการเชื่อมโยงทางธุรกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”


“ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในกรุงราบัตและกรุงเทพฯ ได้ส่งเสริมการเห็นคุณค่าในมรดกอันล้ำค่าของแต่ละประเทศ”
“นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะสรุปกรอบทางกฎหมายเพื่อขยายความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการออกแบบแฟชั่น ควบคู่ไปกับโอกาสใหม่ๆ ในด้านพลังงาน เหมืองแร่ การเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และงานฝีมือ”
ความร่วมมือไทย-โมร็อกโกดำเนินไปด้วยดี มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ และมีการจัดตั้งกลไกเสริมสร้างความสัมพันธ์ เช่น การประชุมปรึกษาหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ การประชุมสภาธุรกิจ และกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การศึกษา วิชาการ การพัฒนา และพลังงาน โมร็อกโกยังสนับสนุนไทยในเวที OIC และพร้อมสนับสนุนการส่งเสริมอิสลามศึกษาแนวทางสายกลาง



เอกอัครราชทูตโมร็อกโกกล่าวเพิ่มเติมว่า
“การเฉลิมฉลองครบรอบนี้ เน้นย้ำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของโมร็อกโกเป็นสำคัญ ด้านศาสตร์การทำอาหารและแฟชั่น แขกผู้มีเกียรติได้รับเชิญให้สัมผัสประสบการณ์อาหารโมร็อกโกอันเลื่องชื่อจากการผสมผสานอิทธิพลของเมดิเตอร์เรเนียน อาหรับ เบอร์เบอร์ และแอฟริกา”
“ส่วนการนำเสนอแฟชั่นโมร็อกโก เป็นการเน้นย้ำถึงเครื่องแต่งกายประจำชาติโมร็อกโกอย่างชุดคาฟตัน (Kaftan) ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของโมร็อกโกที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์เหนือกาลเวลาของอัตลักษณ์และศิลปะของโมร็อกโก”
“และเมื่อเร็วๆ นี้ โมร็อกโกได้ยื่นเรื่องเสนอแฟชั่นของคาฟตาน (Fashion of the Kaftan) หรือ ‘แฟชั่นคาฟตาน’ เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก”
นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี เอกอัครราชทูตโมร็อกโกเสริมว่า
“โมร็อกโกและไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดียิ่งขึ้นต่อไป บนพื้นฐานค่านิยมร่วมกัน ซึ่งได้แก่ ความอดทน (Tolerance) ยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็น และไม่ต่อต้านผู้อื่นที่มีความเชื่อหรือลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากเรา การอยู่ร่วมกัน (Coexistence) ในสังคมกับกลุ่มคนซึ่งมีความแตกต่างได้อย่างสันติและปรองดอง และรู้จักเปิดกว้าง (Openness) พร้อมรับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับในสังคม”
