เทศมองไทย
สันติภาพไทย-กัมพูชา
ใต้บารมีของ โดนัลด์ ทรัมป์
รายงานของโจเซฟ ซิปาลัน ในเซาธ์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ เมื่อ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา คงทำเอาหลายคนตกอยู่ในสภาพหัวร่อมิออก ร่ำไห้มิได้ ไปตามๆ กัน
เพราะว่ากันว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ตกปากรับคำเป็นดิบดีแล้วว่า จะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอาเซียน ที่กำหนดจะมีขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในปลายเดือนนี้แล้ว
เพียงแต่กำหนดเงื่อนไขเอาไว้บางประการ
ซิปาลันอ้างว่า แหล่งข่าวระดับสูงทั้งในรัฐบาลและแหล่งข่าวทางการทูต 4 แหล่ง ยืนยันตรงกันว่า เงื่อนไขที่ว่าของประธานาธิบดีชาวอเมริกันท่านนี้ก็คือ
เจ้าภาพจะต้องจัดให้ท่านโดนัลด์ ทรัมป์ ทำหน้าที่เป็นประธาน ในพิธีการลงนามในความตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังจากที่ทั้งสองประเทศเปิดฉากทำ “สงคราม 5 วัน” กันขึ้นตามแนวชายแดนเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 43 ราย
ซิปาลันระบุว่า ทั้งไทยและกัมพูชาที่ต่างก็เป็นภาคีสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ตกลงที่จะเริ่มการเจรจาสันติภาพกันขึ้นในเวลาต่อมา หลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะ “แขวน” การเจรจาทำความตกลงว่าด้วยภาษีของทั้งสองประเทศเอาไว้ หากไม่ยอมหยุดยิงและเปิดการเจรจากัน
ในขณะเดียวกันก็มีแรงกดดันทางการทูตจากจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญทั้งสำหรับไทยและกัมพูชา ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันอีกด้วย
ทรัมป์ ในฐานะตัวแทนของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในประเทศคู่เจรจาสำคัญของอาเซียน ต้องการให้มีพิธีการลงนามในความตกลงสันติภาพนี้ขึ้นเป็นกรณีพิเศษ คู่ขนานไปกับการประชุมสุดยอดอาเซียน เพื่อที่จะได้กล่าวอ้างได้เต็มปากเต็มคำว่า ตนเป็นคนริเริ่มให้มีกระบวนการเพื่อสันติภาพระหว่างเพื่อนบ้านทั้งสองนี้ขึ้นมา
ซิปาลันระบุว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้องขอที่ว่านี้ ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวทั้งในทางการทูตและจากตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลมาเลเซียว่าเป็นความจริงตามนั้น
ซิปาลันบอกว่า ไทยกับกัมพูชาตกลงที่จะหยุดยิงกันเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ภายใต้การทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ยของอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งส่งผลให้ทรัมป์ตัดสินใจเดินทางมาเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดครั้งนี้
โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งบอกชัดเจนว่า หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจเดินทางมาร่วมประชุมเป็นเพราะต้องการทำหน้าที่ประธานในพิธีลงนามสันติภาพที่ว่านี้นี่เอง
ซิปาลันบอกต่อไปว่า เป็นที่รู้กันว่า ผู้นำสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างกระบวนการรณรงค์เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นผู้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปีนี้ โดยอ้างว่าตนเองเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้ความขัดแย้งระดับโลก 7 ความขัดแย้ง คลี่คลายกลายเป็นสันติภาพขึ้นมานับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งเมื่อมกราคมที่ผ่านมา
มีรายงานข่าวเรื่องเดียวกันนี้ปรากฏในโพลิติโค เว็บไซต์ข่าวในวอชิงตัน ที่เป็นคนปูดเรื่องนี้ออกมาเป็นรายแรก โดยอ้างว่าการทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าวนี้ ถือเป็น “เงื่อนไข” ในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้
ถ้าจัดให้ไม่ได้ก็ไม่มา
แถมยังระบุเป็นเงื่อนไขเอาไว้อีกว่า ในกรณีที่มีการจัดพิธีการลงนามสันติภาพดังกล่าว ผู้จัดการประชุมจะต้องกันไม่ให้มีเจ้าหน้าที่จีนไม่ว่าในระดับไหนร่วมอยู่ในพิธีอีกด้วย
แต่ซิปาลันบอกว่า เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่สิ้นสุดว่าจะเป็นไปตามความต้องการของท่านทรัมป์ของเราหรือไม่
แหล่งข่าวในวงการทูตอีกรายบอกว่า แน่นอน มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีพิธีสันติภาพที่ว่านี้ขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
โดยระบุว่ายังต้องรอว่าประเทศไทยจะเออออห่อหมกกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่
รายงานของซิปาลันดูเหมือนจะบอกว่า ไทยเองก็มีเหตุผลที่จะลังเลในเรื่องนี้
เพราะหลังจากที่มีความตกลงหยุดยิงกันแล้ว ก็ยังมีเหตุกระทบกระทั่งกันหลายครั้ง พื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด
ทหารของทั้งสองฝ่ายก็ยังคงอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม ในขณะที่มีการประโคมวาทกรรมเข้าใส่กันกดดันผู้นำของแต่ละประเทศไม่ให้ยอม “เสียดินแดน” ให้อีกฝ่าย
ข้อที่น่าสังเกตก็คือ การประชุมสุดยอดอาเซียนระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้ จะคึกคักมากเป็นพิเศษ นอกจากทรัมป์แล้ว ยังมีนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ของจีน, นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล รวมถึงไซริล รัมโพซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ร่วมอยู่ในการประชุมด้วย
เรียกว่าจะเป็น “ตัวตลก” ทั้งที ก็ให้เห็นกันในระดับโลกไปเลยสิครับผม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
