การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’ สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (2) เมื่อ “ดีมานด์” สวนทางกับ “ซัพพลาย”
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’
สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (2)
เมื่อ “ดีมานด์” สวนทางกับ “ซัพพลาย”
พลันที่สงครามมหาเอเชียบูรพาระเบิดขึ้นเมื่อปลายปี 2484 ทำให้ราคาสินค้าในไทยเริ่มพุ่งสูงขึ้น จากข้อมูลทางราชการเปรียบเทียบราคาขายปลีกเครื่องอุปโภคบริโภคช่วงก่อนสงคราม (1 ธันวาคม 2484) กับในระหว่างสงคราม (31 มีนาคม 2487) พบว่า ราคาเครื่องอุปโภคสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 170 เปอร์เซ็นต์สามารถแยกเป็นรายชนิด ดังนี้ ราคาข้าวสูงขึ้น 38 เปอร์เซ็นต์ ปลา 191 เปอร์เซ็นต์ ผักและพืชผล 307 เปอร์เซ็นต์ เนื้อสัตว์ต่างๆ 192 เปอร์เซ็นต์ ของชําต่างๆ 181 เปอร์เซ็นต์ แป้ง 109 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น
ส่วนเครื่องอุปโภคราคาสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 1,226 เปอร์เซ็นต์ แยกเป็นของใช้เบ็ดเตล็ดสูงขึ้น 848 เปอร์เซ็นต์ เครื่องนุ่งห่มสูงขึ้น ถึง 1,604 เปอร์เซ็นต์” (พวงทิพย์ เกียรติสหกุล, 2554, 190-194)
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นยิ่งทำให้สินค้าขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า แม้รัฐบาลจอมพล ป.พยายามบรรเทาสินค้าขาดแคลนผ่านกลไกราชการ เช่น บริษัทจังหวัด และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ด้วยการหาสินค้าอุปโภค บริโภคมาเร่ขายแก่ประชาชนทั้งทางบกและทางเรือแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม การหาสินค้ามาจำหน่ายให้ประชาชนก็ยังไม่ทั่วถึง (ดิเรก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, 2528, (17))
ต่อมา รัฐบาลควบคุมการแจกกระจายสินค้าผ่านบริษัทจังหวัดและร้านค้าเอกชนด้วยการใช้ระบบปันส่วนสินค้า สาเหตุการขาดแคลนสินค้าเกิดจากเส้นทางการค้าทางทะเลถูกปิดกั้นและเกิดจากกองทัพญี่ปุ่นต้องการสินค้าจำนวนมากป้อนกองทัพทำให้สินค้าในไทยหายไปจากตลาด ด้วยกองทัพญี่ปุ่นสู้ราคาสินค้าหายากทุกชนิดเนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นกู้เงินจากไทยมาใช้ในกองทัพและเป็นผู้พิมพ์ธนบัตรให้ไทยทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในไทยอย่างมากยิ่งทำให้ราคาสินค้าพุ่งทะยานขึ้นสูงเป็นเงาตามตัวไปด้วย

ระบบปันส่วนของรัฐบาล
ในช่วงต้น 2485 สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้านำเข้ายังไม่ขาดแคลนนัก ด้วยยังมีสินค้าในคลังสินค้าเพียงพอ แต่ในช่วงปลายปีนั้นสินค้าเริ่มขาดแคลน ต่อมากระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ใช้ระบบปันส่วน วันที่ 26 ธันวาคม 2485 มีการออกประกาศ “ระเบียบการปันส่วนเครื่องอุปโภคบริโภคบางอย่าง (ฉบับที่ 1)” เพื่อแบ่งเฉลี่ยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ประชาชนได้ตามความจำเป็นและทั่วถึง
รัฐบาลสนับสนุนการตั้งร้านค้าสินค้าของไทย ให้ทุกจังหวัดมีคณะกรรมการปันส่วนเครื่องอุปโภคบริโภคประจำจังหวัด ประกอบด้วย ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธาน ปลัดจังหวัด อัยการจังหวัด และกรมการจังหวัดอีก 2 คน มีอำนาจควบคุมการปันส่วนสินค้า การแจกจ่ายให้อำเภอ อนุมัติตั้งและควบคุมตรวจสอบร้านจำหน่ายสินค้าปันส่วน ในช่วงแรกกำหนดเกณฑ์ปันส่วนสินค้าจำเป็นมี 3 ชนิด คือ น้ำตาลทรายขาว ไม้ขีดไฟ และน้ำมันก๊าดก่อน ต่อมามีการเพิ่มรายการสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น
การปันส่วนในไทยครั้งนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทครอบครัว เป็นการใช้ในครัวเรือนโดยพิจารณาจากปริมาณคนในครอบครัว และประเภทอาชีพหรือกรณีพิเศษ เช่น อาชีพทำขนมหรือทำอาหารขาย ใช้พาหนะรับจ้างขนส่ง รักษาพยาบาลคนป่วย ฯลฯ
สำหรับ บัตรปันส่วนสำหรับครอบครัว รัฐบาลกำหนดให้แต่ละครอบครัวมีบัตรปันส่วน 2 สำเนา ฉบับหนึ่งเก็บที่อำเภอที่อาศัย อีกฉบับให้เจ้าบ้านถือครอง ในช่วงแรก รัฐบาลกำหนดให้แต่ละครอบครัวซื้อสินค้าจำเป็นดังนี้ กรณีครอบครัวนั้นมีสมาชิกไม่เกิน 5 คนให้ ไม้ขีด 3 กลัก สมาชิก 6-11 คนให้ 6 กลัก สมาชิก 12-17 คนให้ 9 กลัก หากสมาชิก 18 คนขึ้นไปให้ 12 กลัก ส่วนน้ำตาลทรายขาวปันส่วนให้คนละไม่เกินครึ่งกิโลกรัม น้ำมันก๊าดปันส่วนให้เฉพาะบ้านที่ไม่มีไฟฟ้า ครอบครัวละ ไม่เกิน 3/4 ลิตร คูปองปันส่วนอีกชนิดเป็นแบบฉีกใช้สำหรับไปประกอบการซื้อสินค้าต่างๆและมีอายุการใช้งานกำกับ (พวงทิพย์, 196-200)
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวที่มีบัตรปันส่วนส่วนใหญ่เป็นครอบครัวข้าราชการ แม้ผู้ซื้อจะมีคูปองปันส่วนแล้วก็ตามแต่เมื่อไปซื้อสินค้าแล้วมักไม่ได้สินค้าด้วยร้านค้ามักจะอ้างว่าสินค้าหมด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ร้านค้ามักใช้สินค้าที่เหลือจากการปันส่วนจากบ้านที่ย้ายออกไปแต่ไม่ได้แจ้งให้อำเภอทราบเป็นช่องทางให้ร้านค้านำสินค้าที่เหลือไปเซ็งลี้ในตลาดมืดต่อ (พวงทิพย์, 202)

อำเภอเป็นผู้แจกบัตรปันส่วนตามทะเบียนราษฎร์
อําเภอทำหน้าที่แจกบัตรปันส่วนสินค้าให้กับเจ้าบ้านทุกหลังตามทะเบียนราษฎร์ โดยเจ้าบ้านทุกหลังต้องไปรับบัตรปันส่วนสินค้าทุก 3 เดือนที่ที่ว่าการอำเภอ เมื่อต้องการสินค้าต้องใช้บัตรไปซื้อสินค้าจากร้านปันส่วนสินค้าที่รัฐบาลกำหนดขึ้น ร้านค้านั้นจะเรียกบัตรปันส่วนสินค้าชนิดต่างๆ จากผู้ซื้อ เช่น บัตรน้ำมันก๊าด บัตรไม้ขีดไฟ บัตรน้ำตาล ฯลฯ และร้านค้าต้องจำหน่ายสินค้าในราคาที่กำหนด หากใครไม่มีบัตรจะต้องไปซื้อสินค้าที่ตลาดมืดหรือสินค้าหลังร้านที่มีราคาสูงกว่าร้านปันส่วนอย่างมาก (รง ทัศนาญชลี, 2544, 66-67)
นอกจากนี้ การกว้านซื้อสินค้าของกองทัพญี่ปุ่นบางครั้งก็ไม่ได้เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารให้ทหารญี่ปุ่นในไทยเท่านั้น แต่ยังกว้านซื้อเพื่อส่งออกไปกองทัพในมลายูอีกด้วย โดยอ้างว่าเป็นของกองทัพเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระภาษีส่งออก นั่นทำให้สินค้าที่มีจำกัดยิ่งขาดแคลนรุนแรงมากยิ่งขึ้น ราคาสินค้าแพงยิ่งขึ้น ประชาชนเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น (พวงทิพย์, 206)

การบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า
ในช่วงเวลานั้น รัฐเข้าควบคุมตลาดมืดและการเซ็งลี้ด้วยมาตรการทางกฎหมายที่มีบทลงโทษที่มีระดับความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ ปี 2484-2487 สะท้อนถึงรัฐบาลต้องการควบคุมการค้าขายที่ผิดกฎหมายที่ขยายตัวอย่างช่วงนับแต่ “พ.ร.บ.มอบอำนาจให้รัฐบาลในภาวะคับขัน พุทธศักราช 2484” มาตรา 4 ว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนบทพระราชกฤษฎีกาซึ่งประกาศโดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.นี้มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ต่อมา สงครามยืดเยื้อยาวนาน รัฐบาลเริ่มมีบทกำหนดโทษรุนแรงขึ้น ด้วย “พ.ร.ฎ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่นๆ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2485” ติดตามด้วย 1) “พ.ร.ฎ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่นๆ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2485” ตามมาด้วย 2) “พ.ร.ฎ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่นๆ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485”
3) “พ.ร.ฎ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่นๆ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485” 4) “พ.ร.ฎ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่นๆ (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2487” และ (5) “พ.ร.ฎ.ควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่น ๆ พุทธศักราช 2487 ” (ศราวุฒิ วิสาพรม, 62-64)

รัฐบาลเริ่มกำหนดโทษการซื้อขายที่ผิดกฎหมาย เช่น การซื้อขายสินค้าโดยร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือร้านค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแต่กระทำผิด การกักตุนสินค้าแล้วปฏิเสธที่จะขาย การครอบครองสินค้าที่รัฐบาลประกาศควบคุม การพยายามปกปิดหรืออำพราง และการจำหน่ายสินค้าเกินราคาที่กำหนด รวมทั้งบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อของตามบัตรปันส่วนเพื่อใช้ในครัวเรือนแต่นำของหรือบัตรปันส่วนไปขาย และการนำสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้บริโภคในครัวเรือนไปจำหน่ายมีโทษทั้งปรับ จำคุกถึงประหารชีวิต
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอยู่ในประเทศให้ไปถึงประชาชนให้มากที่สุด โดยอาศัยกฎหมายหลายฉบับเข้าควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยการห้ามกักตุน การรายงานจำนวน การห้ามขนย้ายสินค้าอุปโภคบริโภคและกำหนดราคาขั้นสูงของสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งในช่วงปลายสงครามด้วยระยะเวลา 6 เดือน รัฐบาลประกาศควบคุมราคาสินค้าถึง 29 ฉบับก็เคยปรากฏเช่นกัน (ศราวุฒิ, 64-66)
ทั้งนี้ กฎหมายที่รัฐบาลใช้ควบคุมราคาสินค้าและป้องกันการกักตุนในช่วงสงคราม (2484-2488) เมื่อสงครามสิ้นสุดแล้ว บรรดากฎหมายเหล่านี้ถูกทยอยยกเลิกไปในที่สุด

